1. Do you believe in destiny
บางครั้งการจากพรากก็มาถึงโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว
แม้กระทั่ง เอ่ยปากบอกว่า "ลาก่อน" ยังไม่มีโอกาสนั้นเลย... 
หญิงสาวถอนหายใจให้กับข้อความที่ได้รับ “จดหมายอิเล็กทรอนิกส์” เธอย้อนนึกไปถึงการเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างคนสองคน…

นานจนยากย้อนกลับไปนับวันเวลา ระบบสื่อสารและโทรคมนาคมเข้าครอบคลุมการดำเนินชีวิตแทบทุกกระเบียดนิ้ว การทำงานที่ต้องอาศัยเครื่องมือช่วย เทคโนโลยีสารสนเทศ “คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต” จึงเข้ามามีบทบาทที่สุด…

จดหมายฉบับแรก… 3 ปีที่ผ่านมา  

“สวัสดี… คุณคงแปลกใจที่อยู่ๆ ก็มีใครก็ไม่รู้ส่งจดหมายมาถึงคุณ ฉันเองก็แปลกใจเหมือนกันที่มีคนชื่อเหมือนฉัน... ใช่แล้วค่ะ ฉันชื่อเหมือนคุณ ฉันพบชื่อคุณจากการสืบค้นชื่อตัวเองเล่นๆ บนระบบอินเทอร์เน็ต ฉันแปลกใจมากที่เห็นชื่อคุณบนกระทู้ในเว็บบอร์ด และฉันได้อีเมลล์คุณมาจากในนั้น ถ้าคุณได้รับจดหมายฉบับนี้แล้ว กรุณาตอบกลับด้วยนะคะ ฉันอยากรู้จัก คนชื่อเดียวกัน..”

ชายหนุ่มอ่านจดหมายฉบับนั้นอย่างขำๆ มันเป็นเรื่องแปลกสำหรับเขาเช่นกัน และคิดในใจว่าผู้หญิงคนนั้นคงว่างมากและไม่มีอะไรทำ ถึงได้ Search ชื่อตัวเองเล่นอย่างนั้น แต่ความรู้สึกหนึ่งที่ตามมาคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำลายความเป็นส่วนตัวของเขาลงอย่างสิ้นเชิง… แต่เขาก็ตอบจดหมายของเธอ…อย่างน้อยที่สุด เธอก็ชื่อเหมือนเขา

“...เราไม่สามารถปิดบังอะไรที่เราเป็นได้เลยสินะ? ในโลกนี้ ก็แปลกดี บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องตามหาใครสักคนอย่างพลิกแผ่นดินเพื่อที่จะพบ...เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เราค้นหาอะไรก็ได้ง่ายขึ้น... ชื่อผมแปลว่ากริช ชื่อคุณก็คงแปลเหมือนผม คุณรู้จักกริชไหม? ต้องรู้จักสิ ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่ชื่อนี้…ผมกำลังฟังเพลง เพลงเก่าของ Rod Stewart ชื่อเพลง I don’t want to talk about it ผมชอบเพลงนี้ แล้วคุณล่ะ?”

แล้วในที่สุด… เวลาก็ผ่านไป พร้อมกับมิตรภาพและไมตรีอันดีงาม… 
 
“มิตรภาพไม่จำเป็นต้องเห็นหน้า” ทั้งสองคนต่างก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน…หญิงสาวที่ชื่อแปลว่ากริช ก็คิดอย่างเดียวกันกับชายหนุ่มคนนั้น…ดังนั้นแล้วทั้งสองคนจึงเป็นเพียงเพื่อนทางตัวอักษรที่ดีต่อกัน....ทั้งคู่ไม่พบกันในโลกของความจริง….

“คุณว่า…ความรักเกิดขึ้นได้ไหม? จากเพียงตัวอักษร” คำถามของเธอ….

“ไม่หรอก ไม่มีทางเป็นไปได้.. เพราะความรักไม่ใช่นามธรรม… ถ้าเป็นแต่เพียงความรู้สึกที่เกิดจากใจเท่านั้นก็ไม่เรียกว่าความรัก แต่เรียกว่าความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันเท่านั้นเอง ผม ไม่มีความรักจากตัวอักษร ชีวิตต้องอยู่กับความจริง ไม่ใช่การสร้างภาพ และวาดหวัง แต่ทุกๆ การเข้าออกของลมหายใจคือการมีชีวิต ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชีวิตผมคือเหตุกับผลและความจริงเท่านั้น”

“คุณเคยฟังเพลงต้นชบากับคนตาบอดของเฉลียงไหมคะ… ฉันชอบเพลงนั้นมาก เพลงนั้นบอกกับฉันว่าทุกสิ่งสวยงามหรือไม่นั้นอยู่ที่คนเราจะมอง… ความรักก็เช่นกัน คุณกับฉันพบเจอเรื่องราวในชีวิตที่แตกต่างกัน เราทั้งสองคนจึงมีมุมมองของความรักที่แตกต่างกัน….”

ในปีถัดมา…กับความก้าวหน้าของมิตรภาพทาง “ตัวหนังสือ” ก็ยังเป็นเพียง “ตัวหนังสือ” ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น…การบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป ปรึกษาหารือ และพูดคุยกันก็เพียงใช้สื่อตัวหนังสือผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต… ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันจึงเป็นเพียงสิ่งที่วาดมันขึ้นมาจาก…ความนึกคิด

“ความผูกพันเกิดจากการได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้กินข้าว ดูหนังฟังเพลง ทำงานร่วมกัน จับต้องมองเห็นได้ และมีกิจกรรมที่ต้องสื่อสารด้วยรูปลักษณ์ ด้วยตัวตน…แต่มิใช่เพียงตัวอักษร… เพราะเมื่อวันหนึ่งผ่านไป การสิ้นสุดของระบบสื่อสารมาถึง…ตัวหนังสือก็จะหายไป สิ่งที่เหลืออยู่คืออะไร? ในเมื่อต่างก็ไม่เคยพบเห็นแม้แต่ดวงตาหรือรอยยิ้มของกันและกัน??? เราต้องแยกแยะระหว่างชีวิตจริงที่ดำเนินอยู่กับความต้องการให้เป็น…”

ระบบสื่อสารไม่มีสิ้นสุด…ชายหนุ่มผู้มีชีวิตอยู่กับความเป็น “นักวิทยาศาสตร์” มีระบบอินเทอร์เน็ตไว้ช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น หญิงสาวผู้มีระบบอินเทอร์เน็ตเป็นเพื่อนแก้เหงา สิ่งที่เหมือนกันของสองคนคือ “ชื่อ”

“ฉันเป็นนักเดินทาง เป็นนักมานุษยวิทยา ศึกษาเรียนรู้เพื่อการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ เรียนรู้การดำเนินชีวิตของปุถุชน โดยเฉพาะชนเผ่าต่างๆ ในโลก…ฉันเดินทางไปรอบโลก หลายประเทศ ทั้งศิวิไลย์และทุรกันดาร ในทุกที่ที่ฉันไปมีเรื่องราวมากมายให้เรียนรู้ เพราะโลกเรากว้างใหญ่ ฉันจึงได้รู้ว่าฉันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กนิดเดียวในโลกกว้างใหญ่นี้ งานอดิเรกของฉันคือ การดูดาว… ชนพื้นเมืองบางกลุ่มจะไม่ออกไปทำมาหากิน ถ้าดาวบางดวงไม่ได้อยู่ในรัศมีโคจรที่เคยอยู่... ฉันชอบดูดาวและดาวที่ฉันชอบมีชื่อว่า อาร์คเทอรัส (Arcturus) มีอีกชื่อหนึ่งว่า ดาวยอดมหาจุฬามณี และมีชื่อเรียกกันในกลุ่มคนดูดาวบางกลุ่มว่า ‘ดาริกามณี’ เพราะดาริกาหมายถึงดาว และมณีแปลว่าดวงแก้ว ดาริกามณีจึงแปลว่าดาวดวงแก้ว ซึ่งก็คือ อาร์คเทอรัส นั่นเอง....

…บางทีฉันก็ชอบมองดูเมฆ เมฆบนฟ้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และในสภาพพื้นที่ที่แตกต่างเมฆก็ต่างกันด้วยในเวลาว่างๆ ฉันจึงวาดรูปเมฆ.…ที่เดิมเวลาเปลี่ยน เมฆก็เปลี่ยน ฉันว่าเมฆก็เหมือนคน เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” และสิ่งที่อีกคนตอบกลับมาคือ....

“ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักวิจัยซึ่งทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไป มีสมมติฐาน มีการทดลอง และมีผลของการทดลอง…งานอดิเรกคือการดูดาว…ดาวแต่ละดวงคือขยะอวกาศ การโคจรของดวงดาวเป็นเพียงการเคลื่อนที่ตามธรรมชาติของระบบสุริยะจักรวาล…ดาวยอดมหาจุฬามณี เป็นดาวฤกษ์ที่สังเกตได้ง่าย มีความสว่างปรากฏอันดับ 4 ของท้องฟ้า อยู่ห่างจากโลกประมาณ 37 ปีแสง มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 เท่าของดวงอาทิตย์ คำว่า "อาร์คเทอรัส" หมายถึง "คนเลี้ยงหมี" (The Bear-keeper) โดยคนเลี้ยงสัตว์ หรือคนเลี้ยงหมีนี้ จะเดินตามหลังกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) และกลุ่มดาวหมีเล็ก (Ursa Minor) ไปรอบๆ ขั้วฟ้าเหนือตลอดเวลา ส่วน... เมฆเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเท่านั้นในทัศนะของผม …”

...สิ่งที่สองคนเหมือนกัน คือสิ่งที่สองคนแตกต่างกัน...  

ความแตกต่าง…บางครั้งก็คือ “ช่องว่าง” ของมิตรภาพที่ถูกมองข้ามไป…แต่เมื่อวันหนึ่งช่องว่างนั้นขยายวงออกไป กว้างขั้น กว้างขึ้น จึงได้รับรู้ถึงความห่าง…

และเมื่อคนคนหนึ่งมีชีวิตอยู่กับเพียง “ความจริง” เขาจึงตั้งคำถามให้กับตัวเองว่าสิ่งที่กำลังเป็นไปในทุกวันนี้…คืออะไร? เขากำลังหลอกตัวเองใช่หรือไม่? เขาไม่ต้องการ “ผล” ที่จะเกิดขึ้นเมื่อการจากลามาถึง… วันหนึ่งที่ระบบสื่อสารใช้งานไม่ได้ วันนั้นเขาจะไม่มีตัวหนังสือจากใครอีกคนที่มีชื่อเดียวกัน ความเคยชินจากการต้องเปิดจดหมาย การรับรู้เรื่องราวความเป็นไป รับรู้เรื่องราวแปลกใหม่จากการเดินทางของหญิงสาว และเมื่อวันหนึ่ง วันหนึ่งที่นานกว่านี้… เมื่อเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้… แล้วจะเป็นเช่นไร? เขากลัว…ในสิ่งที่มองไม่เห็น

การ “ตัดให้ขาด” อาจจะยุ่งยากลำบากในช่วงระยะแรก…แต่ระหว่างเขาและเธอไม่มีอะไรในความเป็นไปมากกว่า “ชื่อของเราเหมือนกัน” นอกจากนั้น… ไม่มีอะไรอีกเลยที่จะบอกได้ว่าเธอมีตัวตน….ในโลกของความจริง

แล้วในที่สุด “นักวิทยาศาสตร์” ก็หาข้อสรุปให้กับตัวเองได้…สำหรับมิตรภาพที่ไม่เห็นหน้า...

...ไม่มีจดหมายจาก กิรปัน แต่ก็ยังมีจดหมาย จาก กิรปัน… หญิงสาวเพียรส่งจดหมายถึงเขาอย่างที่เคยเป็นเช่นปกติที่เป็น แต่เธอก็ไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับจากชายหนุ่มเลย… นับแต่นั้น…

เวลาผ่านไป… อีกปี…หญิงสาวยังปฏิบัติอย่างที่เคย เธอเชื่อว่าเขาอ่านจดหมาย เพียงแต่เขาไม่มีเวลาตอบกลับมาเท่านั้น แต่ยิ่งเนิ่นนานวันเธอกลับเริ่มไม่แน่ใจ…จดหมายถูกตีกลับมาเนื่องจากตู้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่เธอส่งไปถึงนั้นไม่มีพื้นที่เหลือพอสำหรับจดหมายฉบับใหม่อีกแล้ว…

หญิงสาวเปิดแอคเคาน์ขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะเขียนจดหมายถึงเขา เธอเขียนจดหมายเหมือนที่เคยเขียน และส่งไปในอีเมลล์แอดเดรสใหม่ที่เธอเปิดขึ้นมานั้นเอง จดหมายทุกฉบับของเธอที่ส่งไปนั้นไม่เคยถูกเปิดอ่าน นั่นเพราะว่าคนที่มีรหัสผ่านมีแต่เธอคนเดียวเท่านั้น เธอรอว่าสักวันเขาจะติดต่อกลับมาและเธอก็จะให้รหัสผ่านแก่เขา ให้เขาเปิดอ่านจดหมายหลายร้อยฉบับในเวลานับปีที่เธอส่งถึงเขา…

เธอไม่เคยถามตัวเองว่า “ส่งไปทำไม?” ไม่เคยถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรกับผู้ชายที่มีชื่อเดียวกัน เธอไม่เคยนึกถึงสิ่งที่ไม่มีตัวตนจริง สิ่งเดียวที่อยู่ในใจของเธอคือ “การรอคอยอย่างอดทน” รอ “ตัวหนังสือ” ที่ส่งมาจากอีเมลล์แอดเดรสของเขา หญิงสาวไม่ได้เศร้าโศกกับการรอคอย ไม่ได้ร่ำร้องการ “กลับมา” การเขียนจดหมาย ถึงเขาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยบรรเทาความเงียบเหงาและอ้างว้างในโลกของความจริง ความจริงที่เธอไม่มีใครสักคนเป็นเพื่อนร่วมชีวิต

ในวัยสามสิบสี่ปีพอดีกับดีกรีปริญญาเอก ใครๆ ก็บอก “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” ความอ้างว้างเงียบเหงาจับขั้วใจ หน้าที่การงานที่ต้องพบปะกับผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างศาสนาและความเชื่อ ก็ช่วยเพียงให้เธอได้พบเจอสิ่งแปลกใหม่ ได้ค้นหา ศึกษาเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ชีวิตที่ไม่ต้องอยู่กับที่นิ่งๆ ไม่ได้ช่วยขจัดความอ้างว้างเดียวดายที่ซุกซ่อนอยู่ใต้หัวใจของเธอได้แม้สักน้อย… เธอไม่รู้ว่าเพราะอะไร เธอจึงไม่มีใคร

จดหมายตอบโต้ระหว่างเธอกับเขาบางฉบับถูกพิมพ์ออกมาเก็บในแฟ้มเอกสาร เพราะกำลังใจของเธอคือเนื้อความในจดหมายนั้น…

“จงทำในสิ่งที่ชอบ…ชีวิตคือการผจญภัยไปสู่สิ่งที่ไม่รู้และต่อสู้อย่างอดทนเพื่อไปให้ถึงในสิ่งที่มุ่งหมาย” ประโยคสั้นๆ ที่เป็นเพียงประโยคธรรมดา…จากใครก็ได้ แต่หญิงสาวผู้มีชื่อแปลว่ากริชถือมันเป็นคัมภีร์ในการดำรงอยู่...

เวลาผ่านจวบจนถึงปีที่ 4 มีอีเมลล์ 7 แอดเดรสที่เธอเปิดขึ้นมานับแต่ปี 1999 ถึง 2004 รวมกว่า 820 ฉบับ ซึ่งไม่เคยถูกเปิดอ่านเลยแม้สักฉบับเดียว เรื่องราวมากมายของเธอถูกถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือเพื่อบอกเล่าให้เขาฟัง… ในสักวันหนึ่งที่เขาและเธอได้พบกัน...

ในที่สุดหญิงสาว…กับการรอคอยที่แสนเนิ่นนานของเธอก็จบลงเหมือนดังการเริ่มต้น… เธอค้นหาชื่อของตัวเองบนอินเทอร์เน็ตอีกครั้ง…แล้วเธอก็ได้รู้ว่าชายหนุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้มองเห็นดวงดาวเป็นเพียงขยะของระบบสุริยะจักรวาล เขาผู้มีชื่อเสียงเรียงนามเขียนด้วยตัวอักษรตัวเดียวกัน ความหมายเดียวกัน… เขาเป็นอาจารย์ประจำวิชาพันธุวิศวกรรม (genetic engineering) มหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะตามหา

เธอถามตัวเองซ้ำซากอยู่อย่างนั้นว่าการพบเจอนั้นเพื่ออะไร? บางครั้งเมื่อมีการตั้งความหวัง ก็ย่อมต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่จะตามมา นั่นอาจจะเป็นความผิดหวัง แต่เธอบอกกับตัวเองเพียงว่า

“ขอให้ได้พบเจอเพียงสักครั้ง แม้ต้องตายก็ไม่เสียดายเวลาที่รอคอยมาทั้งหมดของชีวิต” นั่นเอง…เธอจึงเดินทาง...

สนามบินแห่งนี้….ขณะที่ผู้คนกำลังรอเปลี่ยนเครื่อง… ภายในเทอร์มินัล ละลานตาไปด้วยผู้คนหลายชาติหลายภาษา ทุกคนอาจจะต่างที่มา ต่างที่ไป หรือบางคนอาจจะมาจากที่เดียวกันแต่ต่างจุดหมาย บางคนอาจจะมาจากคนละที่แต่มีปลายทางเดียวกัน... หลายคนได้ “ลงเรือ (บิน) ลำเดียวกัน” เหมือนเส้นชะตาของชีวิตขีดให้มาบรรจบกัน แล้วก็ลากออกไป เพื่อที่เส้นชีวิตนั้นจะได้ไปบรรจบกับคนอื่นต่อไป เรื่อยๆ จนกว่าวันสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง... และมีคนสองคนในเวลานี้ที่เส้นชะตาชีวิตของทั้งคู่ถูกขีดให้มาบรรจบกัน....

“ผมกำลังจะไปเคนยาไปหาใครคนหนึ่งที่ผมเชื่อว่าโชคชะตากำหนดมาให้เราทั้งสองคนเป็นคู่กัน” ทั้งคู่นั่งเคียงข้างกัน มองออกไปนอกกระจกบานใส.. คนที่เพียงบังเอิญตกอยู่ในสถานภาพเดียวกันคือ ‘รอคอย’ คงไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการผูกมิตร... อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งเหงาเพียงลำพัง...

“ฉันกำลังจะกลับเมืองไทย…บางที ใครคนหนึ่งอาจจะรอฉันอยู่ที่นั่น…” เธอเอ่ยตอบในประโยคที่เข้าใจว่านั่นเป็นคำถาม หรือบางที เธออาจจะเพียงอยากบอกเล่าให้ใครสักคนฟัง....

“คุณว่า…ความรักเกิดขึ้นได้ไหม? จากเพียงตัวอักษร” เขาเป็นคนถามประโยคนี้...

“ฉันเชื่อในโชคชะตาค่ะ เจอก็เพราะโชคชะตา จากก็เพราะโชคชะตา... ทุกอย่างถูกกำหนดมาแล้วให้เป็นไป... ความรักเป็นเรื่องของโชคชะตา...ถ้าตัวหนังสือทำให้คนรู้จักกัน แล้วทำไมตัวหนังสือจะทำให้คนรักกันไม่ได้ล่ะคะ”

“ผมลังเลอยู่หลายปี ไม่มีอะไรที่จะบอกให้แน่ใจว่าผู้หญิงคนนั้นคือคนที่โชคชะตากำหนดมาให้... ผมไม่เคยพบผู้หญิงคนนั้น ไม่รู้ว่าเธอมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร สูงต่ำดำขาว ขี้ริ้วหรืองดงาม แต่ผมก็อยากพบเธอ...เพื่อที่จะบอกถึงความรู้สึก ในตลอดเวลาที่ผ่านมา... มันอาจฟังดูงี่เง่า แต่ผมรู้สึกว่าเมื่อผมมีบางอย่างแล้ว แต่ผมปล่อยให้มันหลุดมือหายไป ซึ่งมันคือสิ่งที่ผมขาดไม่ได้ และผมควรไปตามกลับคืน...” เขาระบายความในใจ

“คุณรักตัวหนังสือของเธอค่ะ ไม่ใช่ตัวเธอ...”

“ถ้าตัวหนังสือนั้นถ่ายทอดออกมาจากความรู้สึก จากจิตใจและด้วยหัวใจ... ผมก็แน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้เองแหละที่ผมต้องตามหา ไม่ว่าเธอจะอยู่มุมไหนของโลกใบนี้...”

“เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรที่พรหมลิขิตกำหนดมาแล้วได้ ขอให้คุณโชคดี และได้พบเธอ...” ทั้งคู่เพียงยิ้มให้กัน และนั่นเป็นเพียงบทสนทนาสั้นๆ ของคนสองคนที่เพิ่งได้พบกัน ทั้งสองคนไม่ได้ ‘ลงเรือ (บิน) ลำเดียวกัน’ ไม่ได้มาจากที่เดียวกันแต่ต่างจุดหมาย แต่มากจากคนละที่และมีคนละปลายทาง

เส้นชะตาของชีวิตขีดให้มาบรรจบกัน แล้วก็ลากออกไป.... 
เพื่อที่เส้นชีวิตนั้นจะได้ไปบรรจบกับคนอื่นต่อไป เรื่อยๆ
จนกว่าวันสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง....

ณ ภาควิชาพันธุวิศวกรรม ขณะที่นั่งรอคนที่มาพบ.... ข่าวหนังสือพิมพ์ไทยฉบับแรกที่เธอหยิบอ่าน กรอบหนึ่งเป็นข่าวเรื่องอุบัติเหตุของสายการบินระหว่างประเทศของประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่ง หญิงสาวมิได้ใส่ใจนัก เพราะความรู้สึกนึกคิดเธอจดจ่ออยู่กับคนที่เธอมาพบ  ซึ่งเธอไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าจะมา เธออาจจะไม่ได้พบเขา แต่เพียงแค่รู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ เมื่อไหร่ก็ไม่สายที่จะได้พบ แต่หากวันนี้ได้พบกันแล้วเธอยังนึกไม่ออกว่าประโยคแรกเธอจะพูดกับเขาว่ายังไงดี...

“ขอโทษครับที่ทำให้คุณรอนาน คุณมาช้าไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเองครับ อาจารย์เพิ่งไปต่างประเทศเมื่อคืนนี้ ลาพักยาวเสียด้วยสิครับ เอาอย่างนี้ไหม... ถ้าอาจารย์กลับมาแล้วผมจะรีบติดต่อคุณทันทีเลย คุณทิ้งเบอร์แล้วก็ที่อยู่ไว้ก็ได้ครับ...”

“ไม่เป็นไรค่ะ...ฉันจะกลับมาใหม่ เมื่อเขากลับมาแล้ว...ฝากแค่โน้ตนี่ก็พอค่ะ” / Next 2.  



Create : 2548
Edit : 2562 
ดาริกามณี
SHARE
Written in this book
D E S T I N Y
คุณเชื่อในพรหมลิขิต​มั้ยล่ะ
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments

psrthesun
6 months ago
ชอบคะ รออ่านต่อ :))
Reply
blue0416
6 months ago
ขอบคุณนะ, จบใน 3 ตอน ต่อกันเลยค่ะ