ถ้ามนุษย์คนนี้ "ขี้เกียจเป็นสัตว์สังคม" จะว่ายังไง
ในขณะที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ผลิตลูกหลานขึ้นมาเพื่อสร้างอารยธรรม มีการปลูกฝังให้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อความอยู่รอดและแข็งแกร่ง มนุษย์หลายคนจึงกลัวการถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว แต่ก็มีมนุษย์อีกหนึ่งคนที่อยากดีดตัวเองออกจากผู้คน 
 
เมื่อนานมาแล้ว เคยอ่านเจอบทความเกี่ยวกับการเก็บตัวอยู่ลำพังของชายญี่ปุ่นคนหนึ่ง ในตอนนี้เกิดความสงสัยสุดๆว่าทำไมวะ จะเกลียดการเจอผู้คนอะไรขนาดนั้น ได้เจอคนเยอะๆสนุกจะตาย จนเวลาผ่านไปนานเป็นสิบปี วันนี้ถึงได้เริ่มเข้าใจความรู้สึกของคนอยากอยู่คนเดียวขึ้นมานิดๆ

ไม่ได้เกลียดสังคม ไม่ได้กลัวผู้คน แต่แค่อยากอยู่คนเดียว

เรายังเป็นคนหนึ่งที่ชอบเจอผู้คนแปลกหน้าไปเรื่อยๆ ได้ทำความรู้จักกันผิวเผิน ประทับใจกันแค่เล็กน้อยแล้วจากกันไป แต่พอจะให้เริ่มทำความรู้จักลึกซึ้ง หรือเอาคนๆนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรายชื่อคอนแทคต์ในโทรศัพท์จะรู้สึกลำบากใจนิดๆ

อาจเพราะยิ่งโตยิ่งเลือกเยอะขึ้น การจะคบหากับใครสักคนในฐานะเพื่อนไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนสมัยเป็นเด็กวิ่งบนชายหาด ที่แค่เดินไปสิบก้าวเจอเพื่อนใหม่ก็เล่นด้วยกันเหมือนสนิทกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน พอยิ่งโตอะไรๆก็ยิ่งยากไปหมด

ย้อนกลับไปสมัยเป็นเด็กช่วงอนุบาล เราเป็นเด็กที่ชอบเล่นคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ ชอบจินตนาการถึงเรื่องราวต่างๆ จำได้ว่าไปเล่นกับเด็กรุ่นๆเดียวกันน้อยกว่าเล่นคนเดียวในทุ่งนา ไม่ใช่เพราะถูกเด็กๆพวกนั้นแบน แต่เรานี่แหละที่ไม่ยอมไปเล่นกับเด็กพวกนั้น จะว่าไปเราก็ขี้รำคาญผู้คนมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว แต่ก็ไม่ถึงขั้นเหม็นเบื่ออะไรขนาดนั้น

พออยู่ชั้นประถม เริ่มได้รู้จักการเล่นสนุกมากขึ้น ก็ดันชอบที่จะมีเพื่อนเยอะ การมีเพื่อนเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ๆทำให้รู้สึกตัวใหญ่ตามไปด้วย จนกระทั่งการมีเพื่อนกลุ่มใหญ่ เริ่มเต็มไปด้วยปัญหาล้านแปดมากกว่าความสนุกหรือการเป็นคนตัวใหญ่ มันก็เลยทำให้เรากลับไปรู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กโง่ๆที่ชอบเล่นคนเดียวในทุ่งนาอีกครั้ง

นับตั้งแต่ได้เรียนรู้ว่าการอยู่คนมากมายคือความวุ่นวายของชีวิต นับแต่นั้นมา เมื่อต้องเลือกกิจกรรมหรืออะไรก็ตามที่สามารถทำคนเดียวได้ เราจะเลือกเป็นสิ่งแรก เราไม่เคยง้อคนที่บ้านให้พาไปเที่ยวโน่นนี่ ไม่ง้อเพื่อนให้รอกินข้าวกลางวันด้วยกัน และแน่นอน ทริปต่างๆ ถ้าไปคนเดียวได้ ก็ไปเลย ไม่ต้องคิดอะไรมาก

ก็ยังยืนยันคำเดิมว่า ไม่ได้เกลียดสังคม แต่แค่อยากอยู่คนเดียว

เริ่มอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ทั้งการที่ชอบเล่นคนเดียว หรือการถูกกันออกจากกลุ่มเด็กผู้ชาย(กลุ่มของพี่ชาย) หรือแม้แต่การถูกคำพูดของคนใกล้ชิดกีดกัน(บูลลี่)ให้ออกจากความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ลูกชายและลูกสาว หน้าตาน่ารักและหน้าตาขี้เหร่ 

หลายเรื่องราวที่เจอมาทำให้เราตระหนักได้ว่าการอยู่คนเดียวอาจจะช่วยลดความเจ็บปวดได้มากกว่าการอยู่รวมกับผู้คน

ยังยืนยันนั่นแหละว่าเราไม่ได้เกลียดผู้คน ในความเป็นจริง เราอยากจะรักผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก หรือไม่ต้องถึงขั้นเข้าใจก็ได้ ขอแค่ได้เรียนรู้และรับรู้ถึงก็ยังดี

แต่การจะไปถึงขั้นนั้น ก็เท่ากับว่าต้องเอาตัวเองลงไปคลุกคลี ซึ่งดูเหมือนจะไม่ปลอดภัยกับคนรักความสันโดษเลยสักนิด

ลองทำความเข้าใจแบบคร่าวๆกันดู เรามักจะทำดีกับคนแปลกหน้าที่รู้จักกันเพียงแค่ผิวเผิน เพราะนั่นคือการสร้างภาพให้ดูดี เราต้องเป็นคนดีเยี่ยมหรืออย่างน้อยๆต้องไม่ดูแย่ในสายตาคนอื่น แต่กับคนที่เราเริ่มสนิทขึ้นเรื่อยๆไปจนถึงสนิทมาก แค่เขาหายใจเรายังรู้สึกหงุดหงิดเลย บางทีเขายังไม่ทันง้างปากพูด ก็รำคาญ ตีความ ตัดสินไปก่อน

และเมื่อรู้สึกแบบนั้น ซึ่งเราไม่อยากรู้สึกเลย เพราะมันทำให้เราไม่สบายใจ การดีดตัวเองให้หลุดออกนอกวงโคจรของผู้คนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อย่างน้อย ถ้าจะหงุดหงิดหรือทำเรื่องแย่ๆ ก็ขอให้มันเป็นเพราะตัวเราเอง และรับความรู้สึกคนนั้นไปคนเดียวก็พอ 

การไม่เข้าสังคมเท่ากับแปลกแยกหรือป่วยหรือเปล่า
 

พอเริ่มมาประสบกับตัวเอง บทความเกี่ยวกับคนหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่ชอบเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่คนเดียวที่เคยอ่านเมื่อหลายปีก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัว

ตอนนั้นเรามองว่าแปลกมากๆ ประสาท ปัญญาอ่อน ดูยังไงๆก็ไม่ปกติแน่ๆ ในเมื่อหนังสือก็เขียนนี่นาว่ามนุษย์คือสัตว์สังคม การที่แกไม่เข้าสังคมเท่ากับป่วยทางจิต

แต่พอมาเจอกับตัวและคิดอีกที คนที่แยกตัวออกจากสังคม เขาก็อาจจะไม่ได้ดูแปลกอย่างที่เราคิดก็ได้ ในเมื่อสุดท้ายแล้ว ความคิดของแต่ละคนมันก็มีความเป็นปัจเจก แต่ความคิดปัจเจกของบางคนก็อาจจะได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนก็ย่อมได้ จนมันดูเป็นเรื่องที่ใครๆก็คิดกัน ทั้งๆที่มันก็มาจากความคิดแบบปัจเจก

เพราะฉะนั้น ที่เคยกล่าวหาคนอื่นว่าคิดแบบนั้นแบบนี้ มีพฤติกรรมแบบนั้นแบบนี้ที่ดูแปลกประหลาด ขอกลับคำพูดใหม่ว่า จะเป็นอะไรก็เรื่องของคุณ ไม่ได้มีอะไรผิดหรือถูก อะไรแปลกหรือไม่แปลก ในเมื่อเราทุกคนแม่งก็แปลกเหมือนๆกัน


การแยกตัวจากสังคมเพราะอยากทำความรู้จักกับตัวเองให้มากขึ้น

จำได้ว่าเคยหนีไปเที่ยวคนเดียวที่ต่างประเทศอยู่ครั้งหนึ่ง โดยไม่บอกใครว่าจะไป แต่เรื่องก็ดันโป๊ะแตกเพราะเราดันจำไฟลท์บินผิดจนตกเครื่อง

ช่วงเวลานั้น เป็นความรู้สึกของคนที่กำลังสับสนอย่างหนัก นอยด์สุดๆ บางครั้งก็หดหู่อยากร้องไห้ หมดพลัง แต่ไม่ถึงขั้นซึมเศร้าหรอก แค่เป็นความรู้สึกอยากอยู่คนเดียว อยากหนีไปจากโลกปกติที่เป็นอยู่

ตอนที่ได้ไปเที่ยว เดินคนเดียว กินข้าวคนเดียว หลงทางคนเดียว สับสนคนเดียว ต้องตัดสินใจคนเดียว ทุกอย่างคือคนเดียว มันทำให้เห็นอะไรหลายอย่าง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นได้ทบทวนตัวเองว่าจะเอายังไงต่อไปดี การไปเที่ยวตอนนั้นเหมือนไปปล่อยวางอะไรบางอย่างมากกว่า

แต่หลังจากกลับมาแล้ว ต้องมาเผชิญกับความเป็นจริง วินาทีนั้นต่างหากที่ได้ทบทวนไปพร้อมๆกับเรียนรู้ที่จะปรับตัว ความรู้สึกหมดพลังไม่ได้หายไป แต่มันมีความรู้สึกอื่นขึ้นมาแทรก นั่นก็คือ ทำๆไปเถอะ และยิ่งทำๆไปเถอะมากๆเข้า กลับทำให้เห็นอะไรได้เยอะขึ้น

สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบ สิ่งที่อยากหลักหนี สิ่งที่อยากเจอ สิ่งที่จะไม่ทำ สิ่งที่จะทำ

ผู้คนก็ยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในชีวิตของเราเสมอ การอยู่คนเดียวแค่ช่วยให้เราปลอดภัยจากความรู้สึกเจ็บปวดจากเรื่องบางเรื่องเท่านั้น เหมือนเป็นการพักผ่อนชั่วคราว สิ่งที่ต้องแบกไม่ได้หายไป แค่เอามันวางลงเฉยๆ เพราะยังไงซะ เราก็ต้องแบกมันต่อตอนที่กลับเข้าไปในสังคมมนุษย์อยู่ดี

ปัญหาตอนนี้ก็คือจะทำยังไงให้เราไม่ทำร้าย "ความรู้สึก" ของคนในสังคมของเรา

หนีไปอยู่คนเดียวก็แล้วเพื่อปรับอารมณ์ให้กลับมาคงที แต่พอมาเจอหน้ากันจริงๆก็ดันปรี๊ดแตกได้ง่ายๆ นิสัยเดิมๆที่ทำแล้วสามารถทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดก็กลับรุนแรงขึ้น เหมือนเป็นท่าไม้ตายในการจัดการกับฝ่ายตรงข้าม รู้ทั้งรู้ว่าทำไปแล้วอีกฝ่ายเจ็บแน่ๆ แต่ก็ทำ เพราะถ้าไม่ทำ หัวใจกูนี่แหละที่จะระเบิดออกมาเพราะหงุดหงิด

พระเจ้า! ทำไงดีวะ ไปนั่งสมาธิ เจริญกรรมฐานตามคำสอนหลวงพ่อดีไหม แต่เชื่อเถอะ สงบได้แป๊บๆก็กลับมาเป็นนางมารเหมือนเดิม ใช้ท่าไม้ตายเดิม หรือบางทีก็อาจจะครีเอทวิธีทิ่มแทงใจได้มากขึ้น

การอ้างตัวว่าไม่อยากอยู่ในสังคมแล้ว เพราะจริงๆอาจจะกำลังรู้สึกผิดกับคนในสังคมของตัวเองก็ได้ พอมันมากเข้า ใจเรานี่แหละที่รู้สึกไปเต็มๆ มันผิดหวัง ลดคุณค่าตัวเองต่ำลง สุดท้ายก็กระทบไปหาคนรอบๆตัว


กลับคืนคืนสู่สังคมที่เราหนีออกมา

ทำใจยากคือยากสุด การเล่นกับความรู้สึกและจิตใจของตัวเอง ยากกว่าให้เรียนรู้ที่จะแก้โจทย์เลขยากๆซะอีก เพราะให้เราเรียนไปเรื่อยๆ มันก็มีโอกาสจะแก้ไขได้ แต่กับเรื่องบอบบางอย่างความรู้สึก แม่งเอ้ย จะวันไหนถึงทำได้

แต่มันต้องทำได้สิ เพราะมนุษย์ชอบหาหนทางเอาตัวรอดให้ตัวเองได้เสมอ เผ่าพันธุ์ไหนก็แถก็ไม่เก่งเท่าเราอีกแล้ว

จ้ะ! (1) เขียนทุกอย่างที่รู้สึกลงไปบนกระดาษหรือที่ไหนสักที่ เอาเป็นว่าให้เป็นความลับของเราเอง เขียนแม่งทุกอย่างที่รู้สึกเลยนะ อยากด่า อยากอะไร คิดยังไง ระบายไป บอกเลยเขียนมันมือฉิบหาย เขียนได้ไม่รู้จบ เขียนง่ายกว่าให้เขียนบทความส่งเจ้านายแน่ๆ

(2) เขียนอีก ทำไปเรื่อยๆจนกว่ามันจะถูกปลดปล่อยออกมาจนระเบิด เขียนครั้งแรกมันยังไม่หมดหรอก ลองเขียนไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งมันอาจจะหมดก๊อกจนไม่รู้จะเขียนอะไรแล้วก็ได้

(3) เขียนจบแล้วก็ให้จบไป อย่ากลับไปอ่าน ถ้ามึงกลับไปอ่านเมื่อไหร่ มันจะกลับมาอีก เรื่องราวที่เจอหรือสะสมเอาไว้จะยิ่งทวีความฉิบหายมากขึ้น เพราะฉะนั้น เขียนเสร็จแล้วก็ให้อยู่ในนั้นนั่นแหละ

(4) พูดสิ่งที่รู้สึกให้คนที่เรารู้สึก อันนี้ยากตรง ทำยังไงดีไม่ให้หลุดอารมณ์โมโหปนไปด้วย แต่มันได้ผลดีมาก เคยระบายความรู้สึกแบบไม่กล่าวโทษกับสิ่งที่เจอมาให้คนใกล้ตัวฟัง เราพูดสิ่งที่รู้สึกให้คนๆนั้นฟัง แล้วบอกคนๆนั้นว่า เราไม่โอเคกับสิ่งที่เผชิญอีกแล้ว เออ มันดีขึ้นว่ะ เหมือนได้พูดสิ่งที่ไม่เคยพูด คนฟังก็ไม่เคยฟัง แล้วมันได้มาปรับจูนกัน

(5) จรั่มใส่สมองเอาไว้เลย! เรามีสิทธิ์ที่จะรู้สึก เพราะฉะนั้นจงใช้มันให้เต็มที่ ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองให้มากพอๆกับที่เราซื่อสัตย์เงินทอง


ปอลิง. ฉันเขียนเอาไว้เพื่อเตือนความจำว่า ฉันไม่ได้เป็นมนุษย์ผู้โดดเดี่ยว เกลียดสังคม ฉันก็แค่กำลังสับสนและโทษตัวเอง แต่ต่อจากนี้ ฉันจะไม่ว่าร้ายตัวของฉันเองแล้ว


SHARE
Writer
LiuTEJA
Someone
write and share stories

Comments