การมาของเคท
*บทนี้มีเรื่องของความรุนแรงและประเด็นการฆ่าตัวตายนะคะ

“ฉันไม่ไหวแล้ว ฉันอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว” ฉันกรีดร้องก่อนที่ทีน่าจะเข้ามาจับเข้าที่หน้าและตวาดใส่ฉัน

“เธอเป็นบ้าอะไรอีก!” ทีน่าจ้องฉัน เสียงของทีน่าดังเอามากๆ “ฉันไม่เข้าใจเธอจริงๆ! บอกแล้วว่าอย่าขาดยา!”

“ฉันกินสลับกันเฉยๆนะ” ฉันยังคงร้องไห้ด้วยความสับสน “ฉันจำสลับกันกับครั้งก่อน”

“ฉันบอกเธอกี่ครั้งแล้วว่าให้จดและใส่ตลับไว้!” ทีน่าตวาดและต่อสายไปหาทอม ยังดีที่ทอมยังอยู่กรุงเทพ ตอนนี้เราต้องรีบไปห้องฉุกเฉินเพราะฉันเผลอทำร้ายตัวเองอีกแล้ว เลือดที่แขนของฉันไหลอาบออกมาจากร่องรอยที่ถูกกรีด

“ส่วนเรื่องที่คิดว่าอยากจะไปเรียนต่อที่เมืองจีนก็ฝันไปเลยนะ!” ทีน่าพูดด้วยความเย็นชา
“ดูสภาพตัวเองด้วย!”

ฉันมองคนตรงหน้าด้วยความเจ็บปวด

ทีน่า... อย่าพูดต่อนะ... ฉันรู้ว่าเธอจะพูดอะไร

อย่าพูดนะ...

“แค่นี้ยังจะเอาตัวเองไม่รอดเลย เธอคิดว่าเธอจะ...” ทีน่าหยุดเพียงเท่านี้และเดินออกจากห้องไปทั้งอย่างนั้น

ฝ่ายทีน่า

“ฉันไม่เข้าใจเลย กับอีแค่เรื่องเล็กๆอย่างเรื่องยาทำไมถึงไม่รับผิดชอบ! ฉันไม่ได้อยากที่จะขึ้นเสียงใส่เทอร์รี่ ฉันรู้ว่าตัวรี่กลัวทุกครั้งที่ฉันเสียงดัง แต่ฉันรับการทำร้ายตัวเองแบบนี้ไม่ได้จริงๆ” ฉันปาดน้ำตาทิ้งไปขณะที่เดินออกมาจากห้องเพื่อสงบสติอารมณ์ ฉันก็ไม่ชอบที่ตัวเองร้องไห้นักหรอกนะ


ทุกครั้งที่ขาดยาหรือกินยาผิด อาการตัวรี่จะเริ่มรวน โรคอยากที่จะทำให้ทุกอย่างบนโลกเพอร์เฟคก็จะกำเริบขึ้นจนชนิดที่ว่าอยากที่จะฆ่าตัวตายอีกเพราะมัวแต่มองว่า...
ตัวเองทำอะไรไม่ได้ แต่ไม่มองย้อนดูหละว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง แล้วใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้น

ฉันรับไม่ได้กับความคิดที่เอะอะอะไรก็จะตาย ตาย ตายห่ากันไป ฉันอยากให้ตัวรี่เข็มแข็งและมองดูคนที่รักตัวเองรอบข้าง ยังมีฉัน มีพี่เรน พี่กานต์ ทอม พ่อ แม่ และน้ำฝน ทำไมถึงไม่มองออกมาจากตัวเองดู?

นักเรียนเธอหละ คนที่เธออยากสอนเค้าให้มีอนาคตที่ดีหละ งานแปลเธอหละ สิ่งที่เธอรักหละ
ตายๆไปให้มันจบๆไป ความคิดแค่ชั่วครู่ให้มันจบลงไปแบบนั้น คิดว่าทุกอย่างมันจะจบไปแบบนั้นจริงๆหรือไง
“การมีอยู่ของฉันมันมีประโยชน์อะไรกับเธอจริงๆบ้างไหมเทอร์รี่?”
“เคท... ออกมาได้แล้ว!” ทีน่าตะโกน

“...”

“โว้ย!!!! บอกให้ออกมาไง!!!”

“...”

“ออกมาดิวะ!!!”

“ช่วยพูดจาแบบปัญญาชนได้ไหม?” เสียงเรียบๆกล่าวขึ้น

“เคทหรอ?” ฉันเอ่ยและมองคนตรงหน้าที่ใบหน้าดูต่างจากฉัน ใบหน้าของเธอดูเรียว ผิวสีขาวซีดและมีผมสีขาวหน้าม้ายาวตรง

นับเป็นครั้งแรกที่ฉันนับต้นชนปลายไม่ถูก ทีน่าบอกกับฉันว่าเรามีพี่สาวอีกคน... 

“สวัสดีเทอร์รี่” คนตรงหน้าฉันเอ่ยเสียงนิ่งพร้อมยิ้มขึ้นเล็กน้อย ฉันสัมผัสได้ถึงความเย็นชาที่มาพร้อมกับรอยยิ้มนั้น

“เคท แก่ กว่าพวกเรา” ทีน่าเน้นคำว่าแก่อย่างชัดเจน “มากกว่า 2-3 ปี”

“ทำไมต้องให้เราออกมา” เคทเอ่ยเสียงนิ่ง

“ถึงเวลาแล้วป่ะที่ต้องออกมาช่วยกัน” ทีน่าสวนกลับ

“ทุกคนก็ต้องรับผิดชอบในส่วนของทุกคนไง” เคทกล่าว

“ก็นี่ไง... ก็จะให้มารับผิดชอบร่วมกัน”

“ฉันก็ทำในส่วนของฉัน” เคทเดินเข้าไปหาทีน่าใกล้ๆ “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด ทำอะไรไม่จำเป็นต้องพูดมาก ต้องประกาศให้คนรู้ว่าเราทำอะไรอยู่”
เคทหันมาหรี่ตามองที่ฉัน “ส่วนเธอ... สัมผัสเราไม่ได้หรอ?”

ฉันส่ายหน้าพลางไม่แน่ใจแต่ฉันก็แอบมีความคุ้นเคยกับแววตาคู่นี้เสียเหลือเกิน

เคทถอนหายใจเบาๆก่อนจะเอ่ยขึ้น “เวลาที่เธอเรียนหนังสือหรือทำอะไรที่ต้องใช้ความนิ่งสงบ เราก็อยู่กับเธอตลอด...” เคทเอ่ยเสียงเรียบ “แค่ฉันไม่เหมือนใครบางคนที่จะต้องออกมาแสดงตัวว่า สวัสดี! นี่เราเอง! มาช่วยเธอนะ!”

“นี่เธอว่าใคร! หา!!!” ทีน่าจะเข้าไปดึงคอเสื้อเคทแต่ฉันห้ามเอาไว้ก่อน

“เธอไม่เคยอยู่คนเดียวหรอกนะเทอร์รี่ เพราะพระเจ้าออกแบบเธอให้เป็นแบบนี้” เคทกล่าว “หมดธุระแล้วใช่ไหม?”


“ไอ้พวก ไอคิวสูง แต่อีคิวต่ำ!” ทีน่ายังไม่ยอมหยุด

เคทหันมาช้าๆเพื่อพิจารณาคนที่กำลังมีน้ำโหก่อนที่จะแสยะยิ้มและทิ้งจดหมายให้ฉันไว้หนึ่งฉบับ 
“ช่วยดูแลให้เชื่องกว่านี้ด้วยก็ดีนะ” จดหมายจากเคท

เคทยื่นซองจดหมายให้กับฉันก่อนที่จะกลับไป

สวัสดีเทอร์รี่ 
ฉันอยากให้เธอตื่นมาให้แสวงหาพระคำของพระเจ้าก่อน การตื่นมาตอนเช้าสำคัญมาก การที่คนเรานั้นเอาอะไรใส่หัวก่อนสิ่งนั้นจะเป็นตัวกำหนดชีวิตในแต่ละวัน ตื่นมาให้ขอบคุณพระเจ้าแล้วเลือกว่าวันนี้ฉันจะมีความสุข ยิ้มกับตัวเอง โลกจะเปลี่ยนไป ทุกสิ่งมันเริ่มต้นที่ความคิดทั้งนั้น...

ความคิดคนคือหอบังคับการณ์ เป็นศูนย์ควบคุมทุกอย่าง ถ้าชีวิตแย่ที่ตรงไหนก็ให้ดูเอาว่าเรามีวิธีคิดและมุมมองกับเรื่องนั้นอย่างไรแล้วก็แก้ที่ตรงนั้น... เธอไม่ได้อ่อนแอหรอกนะ เพียงแต่เธอเชื่อว่า เธออ่อนแอต่างหาก

จำไว้นะว่าไม่มีอะไรที่เกินความสามารถของพระเจ้าของให้มีความเชื่อที่มากพอ ทุกอย่างจะผ่านไปได้เสมอ ไม่มีการทดลองหรือสิ่งใดที่เกิดขึ้นกับเราแล้วไม่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์คนอื่น ในพระคัมภีร์ก็ได้บอกเอาไว้
ฉันอ่านจดหมายของเคทและก็พลางจุกที่อก ช่วงนี้มีความทรงจำหลายอย่างที่ไหลเข้ามา ทั้งเรื่องที่เพื่อนเมื่อสมัยม.ปลาย เข้ามาทัก ภาพในหัวที่ไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย เรื่องอนาคตของฉัน การเรียนที่ยังสับสน การงานที่งานก็หายไป
ไม่มีการทดลองและความยากลำบากหรือสิ่งใดที่เกิดขึ้นกับเราแล้วไม่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์คนอื่นสินะ

ในพระคัมภีร์‭‭1 โครินธ์‬ ‭10:13‬ กล่าวไว้ว่า
“ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านทั้งหลาย นอกเหนือการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ พระองค์จะไม่ทรงให้พวกท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อถูกทดลอง พระองค์จะทรงให้มีทางออกด้วย เพื่อพวกท่านจะมีกำลังทนได้”
‭‬‬
“ฉันเข้าใจ แต่ฉันเชื่อว่าเธอจะผ่านมันไปได้” ฉันได้ยินเสียงที่คุ้นหูดังขึ้น

เสียงของเคท...
“ทำตามที่บอก... เธอเลือกได้นะว่าเธอจะอยู่ให้มีความสุขอย่างไรกับสิ่งที่มีอยู่ในแต่ละวัน” เคทพูดและทีน่าก็พยักหน้าตามก่อนจะเสริม
เธอไม่ได้อ่อนแอหรอกนะ เพียงแต่เธอเชื่อว่า เธออ่อนแอต่างหาก ความรักและพลังของพระเจ้าที่อยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนนั้นยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่ง เธอลองคิดดูดีๆสิ... มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เก่งและมหัศจรรย์จะตาย!
“ไม่ต้องคิดมาก! อยู่ให้มีความสุข ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร ไม่เห็นต้องอะไรมากมายชีวิตสมถะมีความสุข คนเก่งๆมากมายสุดท้ายก็ไปที่ปลายทางเดียวกันหมด ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องทำงาน แล้วเหอะ ชิวไป!” เสียงที่คุ้นหูอีกเสียงดังขึ้น

“ก็ไม่ใช่ไหม?” เคทเอ่ย “นั่นเรียกขี้เกียจ!”

ฉึก!

“ไม่พยายาม!”

ฉึก!

“ไม่มีวินัย!”

ฉึก!

“การทำงานการเรียนรู้นั่นเป็นความเครียดที่ดีที่ควรค่าแก่การ...”

“พอๆๆๆ” ทีน่าเบรค

ทีน่าหาวฝอดใหญ่ “พวกเราจะอยู่ได้ถึงอีก 40 ปีรึเปล่ากันก็ไม่รู้สินะ” ฉันกับทีน่าหัวเราะขณะที่เคทยังคงนั่งนิ่งๆ

Photo Cr: ‭‭https://pin.it/xoxeno3ucabb2a

SHARE
Written in this book
The Sisters’ Diary บันทึกของน้องและพี่ เทอร์รี่และทีน่า
บันทึกประจำวันของสองพี่น้องที่แฝงไปด้วยคำถามบางอย่างของชีวิตผ่านเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา Photo: https://pin.it/p77a3f3z4g2idk
Writer
terrytaksintaweesap
Artist
วาดรูปและขีดเขียนและบางวันก็อาจจะร้องเพลง

Comments