ปอกมะม่วง
1

ฤดูผลไม้มาถึง เพิงปลาเผาแถวบ้านก็มีผลิตภัณฑ์ใหม่มาวางขาย
กองมะม่วงสุกสีเหลืองอร่ามที่ก่อขึ้นมาช่างดึงดูดสายตาแต่ไกล ไม่ต้องมีป้ายแปะอยู่ก็รู้ว่าที่นี่มีข้าวเหนียวมะม่วงขาย

เราซื้อข้าวเหนียวมูนหนึ่งกล่องกับมะม่วงสุกหนึ่งผลกลับบ้าน ตั้งใจมั่นเหมาะว่านี่จะเป็นข้าวเช้าวันพรุ่งนี้ แต่พอกลับถึงบ้านมองเห็นผักกาดขาวที่แช่ไว้เตรียมจะต้มมาม่าเป็นมื้อเย็น ก็...เปลี่ยนใจดีกว่า

เจ้ามะม่วงเอ๋ย เราจะกินแกตอนนี้นี่แหล่ะ...



2

หยิบมีดเล็กขึ้นมา มือซ้ายจับมะม่วงให้กระชับแล้วหงายใบมีดขึ้นเริ่มปอก เปลือกชิ้นที่หนึ่งไหลตกสู่กระดาษโบรชัวร์ที่ปูรองไว้กันเปื้อน ชิ้นที่ 2 ชิ้นที่ 3 ชิ้นที่ 4 ร่วงหล่นลงมาพร้อมกับการเผยเนื้อสีเหลืองส้มด้านในมากขึ้นทีละนิด มะม่วงลูกนี้ไม่ค่อยมีกลิ่นสักเท่าไร มีเพียงกลิ่นอ่อนๆ เท่านั้น
 
เราสับเนื้อมะม่วงตามขวางสามที แล้วปาดตามยาวตรงๆ เอียงมือซ้ายเล็กน้อย เนื้อมะม่วง(ที่น่าจะ)หวานฉ่ำคำโตก็ทยอยร่วงลงสู่จาน เราตักข้าวเหนียวมูนมารอไว้ในจานก่อนนี้แล้ว

จัดการปอกมะม่วงอีกด้านแล้วก็กอบเปลือกมะม่วงกับเศษขยะไปทิ้งลงถัง เราเดินไปล้างมือในครัว ระหว่างน้ำไหลผ่านมือก็เกิดคิดขึ้นมาได้ว่า “เราปอกมะม่วงสุกได้แล้ว” มันเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งของการโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกขั้น เป็นสิ่งที่เพิ่งทำได้เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง วันนี้จัดว่าปอกได้ดี มะม่วงสวยและไม่ช้ำแม้แต่น้อย



เราเกิดนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน น้องชายเรียนจบปวส. แวะมาที่บ้านก่อนออกเดินทางไปจับใบดำใบแดงที่อีสาน

วันที่น้องแวะมาหา เรามีมะม่วงสองลูก ลูกหนึ่งเราปอกแช่ไว้แล้วในตู้เย็น อีกลูกยังไม่ได้ปอกวางอยู่บนโต๊ะ เห็นน้องขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าบ้านแบบนั้นก็รู้เลยว่าลูกเดียวคงไม่พอแน่ เราตะโกนบอกน้องไปว่ามะม่วงบนโต๊ะปอกกินได้นะ

ผ่านไปเกือบชั่วโมงเราถึงเดินออกมาจากห้อง พบว่าบนโต๊ะมีมะม่วงปอกแล้วในชาม เนื้อมะม่วงช้ำจนคล้ำไปหมด

หนุ่มน้อยคอตก บอกว่ามะม่วงเป็นอย่างเดียวที่เขาไม่เคยปอกได้เลยมาแต่ไหนแต่ไร

น้องเป็นคนทำอาหารอร่อยและแล่ปลาทั้งตัวได้ (ถึงจะงงไปสักนิดว่าน้องไปหัดสกิลนี้มาจากไหน) เราเลยออกจะตกใจทีเดียวเมื่อพบว่าน้องยังปอกมะม่วงสุกไม่เป็น

หนุ่มน้อยทำหน้าเซ็งจิต เราเลยหยิบมะม่วงในตู้เย็นมาวางตรงหน้าน้องแทน จัดการเก็บมะม่วงช้ำๆ เข้าตู้ไป ค่อยๆ หัดไปเดี๋ยวก็ทำได้เองแหล่ะ เราบอกน้องไปแบบนั้น



3

เรื่องมะม่วงทำให้เราสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงรอบตัวในระยะนี้อยู่ไม่น้อย ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล หรือเห็นว่าดอกราชพฤกษ์บานแล้ว แต่เป็นการเห็น “พลังงานของความเป็นวัยรุ่น”

น้องชายคนนี้เรียนจบและออกเดินทางไปคัดเลือกทหารเกณฑ์ที่อีสานบ้านเกิด เด็กหนุ่มอยากเป็นทุกอย่างแต่ไม่เคยสนใจอะไรเกินหนึ่งเดือน อยากเป็นเชฟ แต่พอที่บ้านสนับสนุนให้เรียนก็ไม่เรียน อยากเป็นช่าง แต่ไปฝึกงานช่างก็พบว่าไม่ชอบแต่ก็ยังเรียนต่อปวส. สาขาเดิมอีก พอปูทางว่าไปเรียนต่อทำอาหารไหม น้องก็ลังเลจนหมดเวลารับสมัคร ทำงานศูนย์ฯ รถยนต์ไหม ก็ไม่ตอบรับ

คำตอบที่ได้ก่อนน้องออกเดินทาง 2 วันคือจะไปทำนาเลี้ยงปลาเลี้ยงไก่ที่บ้านแม่ที่อีสาน แต่คืนก่อนออกเดินทางน้องบอกว่ามีรุ่นพี่ที่รู้จักกันชวนไปทำสวนดอกไม้ รุ่นพี่ทำเอง ดูแลคนเดียวคุมคนงานไม่ไหว

เห็นอาการลังเลสับสนชีวิตของน้องแล้วก็รู้สึกว่ามันช่างเป็นปัญหาวัยรุ่นเสียจริง ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าจบแล้วจะทำอะไร หน้าประตูมีโอกาสมารอเต็มไปหมด คนนั้นคนนี้ก็แนะให้ไปทำนั่นทำนี่ หนุ่มอัธยาศัยดีใครๆ ก็ต้องการตัว แต่เจ้าตัวยังตอบไม่ได้เลยว่าตัวเองต้องการอะไร


4

น้องคนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องอายุห่างกับเรามาก แม่ของเราเลี้ยงน้องจนโตได้ท่ามกลางสายตางุนงงของผู้คนรายล้อม ตอนยังเล็ก ใครๆ ก็บอกว่าเสียคนแน่นอน พอโตขึ้นมาหน่อย น้องเลือกเรียนเทคนิคแล้วย้ายไปอยู่หอ ใครๆ ก็บอกว่าติดเหล้าติดผู้หญิงแน่ๆ วันที่น้องเรียนจบปวส. ได้ ในหมู่บ้านถึงกับกินเลี้ยง เพราะเด็กผู้ชายในรุ่นนี้ มีแค่สองคนเท่านั้นที่เรียนจบได้ โดยไม่ได้ทำผู้หญิงท้อง และไม่ได้หยุดเรียนกลางครันไปก่อน

เราเคยคุยกับแม่ แม่เราเกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่แม่ยังเป็นทารก สัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังไปทั่วเมือง คนในบ้านสวนทั้งหมดหนีลงไปอยู่ในหลุมหลบภัยหมดแล้ว นับจำนวนคนก็ว่าครบ แต่คุณตาเรานับสมาชิกในบ้านอีกทีก็พบว่าขาดไปหนึ่ง คนๆ นั้นคือแม่เราเอง เพราะเป็นทารกเลยถูกลืมไว้ในบ้าน คุณตาต้องรีบเปิดหลุมหลบภัย วิ่งเข้าบ้านไปอุ้มแม่ออกมา

แม่บอกว่าตัวเองไม่เคยมีช่วงเวลาวัยรุ่น เป็นเด็กยังไม่ทันจะโต คุณยายก็เสีย พี่สาวแต่ละคนก็ทยอยแต่งงานออกเรือนกันไป แต่แม่มีน้องและหลานๆ (ลูกของพี่ชาย) ให้เลี้ยง ก็เลยต้องลุกขึ้นมาทำอาหาร ดูแลบ้าน ดูแลสวนและเลี้ยงสัตว์นับแต่นั้น น้องสาวของแม่แต่งงานออกไปก่อน แม่อยู่ดูแลคุณตาจนเสียชีวิต จึงได้แต่งงานออกเรือนเป็นคนสุดท้ายในบ้าน

ข้อความว่า “ไม่เคยมีช่วงเวลาวัยรุ่น เป็นเด็กแล้วก็ต้องโตเป็นผู้ใหญ่เลย” ของแม่กินใจเรามาก มันทำให้เห็นความรับผิดชอบทั้งในฐานะลูกสาว พี่สาว น้องสาว และผู้ใหญ่ในบ้าน ด้วยความที่เราโตมาในสังคมที่สงบสุขดี ไม่มีทางเข้าใจความจำเป็นที่หล่อหลอมคนรุ่นแม่ให้จิตใจและร่างกายมีความแข็งแกร่งมานะพยายามขนาดนั้น


เราเล่าเรื่องแม่ให้น้องฟัง และบอกน้องไปว่า ที่ลังเลตอบตัวเองไม่ได้เป็นเรื่องปกติ

คำแนะนำของเราก็เหมือนที่เราเคยได้รับมาก่อนนี้ 
“อย่ามัวแต่คิด ลงมือทำให้มาก ไม่ลองทำดูจะรู้ได้ไง ลองทำ ไม่ชอบจะได้รู้”


แต่ถึงอย่างนั้น ในความไม่รู้ของเด็กวัยรุ่นนั้นมันน่าอัศจรรย์ใจมากที่ประตูทุกบานเปิดกว้าง มันอยู่แค่ว่าน้องจะเลือกไหมและน้องจะเลือกเดินไปในเส้นทางไหน ความลังเลอาจมีอยู่ แต่ปริมาณของโอกาสที่วิ่งเข้ามา และโอกาสที่ล้มแล้วยังไม่เจ็บตัวนั้นมีเยอะกว่าตอนเป็นผู้ใหญ่ชนิดเทียบกันไม่ได้ เห็นแบบนั้นแล้วเราทึ่งในโอกาสและความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุดเลยล่ะ



5

พูดถึงเด็กจบใหม่ เราไปเจอน้องที่เพิ่งเรียนจบเริ่มทำงานมาไม่กี่ปี มั่นใจในความสามารถมาก น้องตัดสินเราไปเรียบร้อยแล้วว่าเราเป็นคนยังไง ใช้ได้ไหม... เจอแบบนี้เข้าไปแล้วเราขำค่ะ คือเราก็ขำแบบอมยิ้มๆ ล่ะนะ มันช่างเป็นพลังงานแบบวัยรุ่นเสียจริง

น้องแสดงความมั่นใจชนิดแผดแสงแรงกล้าและให้ค่าโลกนี้ว่ามีเพียงสิ่งที่ถูกกับผิด พอเจอเด็กทำแบบนี้ใส่ ที่ไม่โกรธก็อาจเพราะเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ก็รู้ว่าเขาตัดสินเราไปเรียบร้อยแล้ว

เราก็ได้แต่ขำปนเอ็นดู เพราะพอเห็นกิริยาน้องแบบนั้น เราถึงมองเห็นตัวเองในอดีต เห็นแล้วก็ได้แต่อวยพรหนูน้อยอยู่ในใจ หนูน้อย... ขอให้เธอเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงสดใสนะ



6

เราแวะไปซุปเปอร์มาร์เก็ต เห็นแผงหนังสือมีนิตยสารเรียงราย ในบรรดาภาพปกดารามากมาย สายตาเราไปสะดุดกับปกสีฟ้าภาพวาดการ์ตูนลายเส้นน้อยๆ เป็นภาพคนนั่งอ่านหนังสือกองสูงเทินขึ้นไปเรื่อยๆ มันคือปกของ aday เดือนเมษายน 2019 ฉบับรวมพลนักอ่าน

อาจเพราะฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาวัยรุ่นสับสน หรืออาจเพราะเราพึ่งเจอวัยรุ่นสับสนมาหมาดๆ หยิบ aday เล่มนี้ก็เจอว่าเป็นการรวบรวมหนังสือแนะนำแด่คนหนุ่มสาว คนดังหลากหลายวงการมาแนะนำหนังสือเล่มที่ทำให้เขาตาสว่างในช่วงวัยรุ่น บางคนก็แนะนำหนังสือดีชนิดต้องกลับมาอ่านซ้ำเสมอ เป็นหนังสือที่ทั้งเปลี่ยนแปลงชีวิต วิธีคิด ทัศนคติ เราซื้อเพราะปกก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่ซื้อก็เพราะรายชื่อหนังสือแนะนำในเล่มมันดีจริง และแต่ละคนที่มาแนะนำหนังสือก็เด็ดจริง

ส่วนตัวเราเป็นคนชอบอ่านรีวิวหนังสืออยู่แล้ว เพราะเหนือกว่าการแค่ได้รู้เนื้อหาหนังสือในเล่มนั้นแบบย่นย่อ มันยังทำให้ได้ทำความรู้จักคนรีวิวผ่านมุมมองของเค้าอีกที ซึ่ง aday เล่มนี้ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย เช่น

“ตัวละครในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นตัวเอกหรือตัวร้าย มันใจดีหมดเลย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ จึงเป็นความรู้สึกว่า การเป็นคนใจดีนี่มันเท่จังเลย มันทำให้เรารู้สึกแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน คือซาบซึ้งในความใจดีที่ทุกคนมีต่อกัน” (คุณวิศุทธิ์ พรนิมิต แนะนำ Rough ของ Adachi Mitsuru)

“เราเองก็ไม่ได้ต่างไปจากเขาเท่าไหร่ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ใช่ฟักหรือสมทรง แต่เป็นครูใหญ่ ...เราก็คงเคยนิสัยไม่ดี ทำตัวเป็นครูใหญ่ไปตัดสินคนอื่นแล้วก็ทำเสียเอง เพราะการตัดสินมันง่ายกว่าการเข้าใจ” (คุณทราย เจริญปุระ แนะนำ คำพิพากษา ของ คุณชาติ กอบจิตติ)

“ตัวเอกจะตื่นมาในร่างใครก็ไม่รู้ทุกวัน เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เขาก็เลยโตมาแบบไม่มีความสัมพันธ์กับใคร เพราะเขาจะรู้จักคนรอบตัวของเจ้าของร่างแค่วันเดียว อีกวันเขาก็ตื่นมาในร่างคนอื่นแล้ว แต่ว่าวันหนึ่งเขาเกิดไปชอบผู้หญิงคนหนึ่งเข้า เขาก็เลยหาทางไปเจอผู้หญิงคนนั้นในร่างต่างๆ ช่วงที่กระทบใจเราคือช่วงแรกๆ ของเรื่อง เขาใช้ชีวิตแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาพยายามจะมีเพื่อน แต่ทุกอย่างก็หายไปอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าตัวเองคืออะไร ทุกอย่างสับสนไปหมด อยากจะตายไปเลยเพื่อหยุดวงจรนี้ก็ทำไม่ได้ เพราะต่อให้ทำก็ไม่รู้ว่าจิตเราจะตายไหม แต่ร่างที่เขาไปอาศัยน่ะตายแน่ๆ เขาเจอแบบนี้ซ้ำๆ ทุกวันจนมีคำถามว่า “เราเป็นใคร”” (อิมเมจ สุธิตา แนะนำ Every Day ของ David Lavithan)



7

เพียงแต่ว่าพออ่านรายการหนังสือแนะนำทั้งหมดจบลง ก็จะพบว่าช่วงเวลาวัยรุ่นของคุณทั้งหลายใน aday นั้นยากลำบากและเข้มข้นกันเหลือเกิน ชีวิตเรียบๆ แบบเราจึงไม่เคยได้อ่านงานจริงจังทำนองนี้มากนัก ถ้าวัยรุ่นได้อ่านก็คงดีนะ เพราะแทบทั้งหมดในลิสต์นี้เรามาอ่านตอนโตทั้งนั้นค่ะ

ตอนอ่านรายการหนังสือแนะนำแด่หนุ่มสาวจบ เราก็นึกถึงคุณหลานสาวขึ้นมา 
สาวน้อยที่อ่านแต่นิยายแจ่มใสกับการ์ตูนความรู้มาตั้งแต่เด็ก เราสงสัยว่าเธอจะได้รับความดาร์คเข้าไปในชีวิตเธอบ้างไหมนะ?

เราเองได้อ่านคำพิพากษา หน้าต่างบานแรก คาวน้ำค้าง ตอนม.3-ม.4 ขนาดว่าเรามีภูมิคุ้มกันจากการอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นทุกแนวมาตั้งแต่เด็ก สามารถรับความดาร์คได้ในระดับไม่ธรรมดา เจอสามเล่มนี้เข้าไปคือถึงกับจุก ออกแนวระแวง โลกภายนอกไม่ปลอดภัยขึ้นมาทันที หลานเราเป็นเด็กหัวดี ก็แค่หวังว่าน้องจะพอมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง

เด็กโตเร็วจริงนะ เวลาเดินไว แป๊บเดียวเด็กน้อยที่เคยตัวเล็กเท่าเข่า มาวันนี้ก็สูงเลยหัวเราไปแล้วและกำลังจะขึ้นชั้นม.2

หลานสาวอีกคนที่เราเคยแนะแนวตอนน้องจะเลือกคณะเข้ามหาวิทยาลัย พอน้องสอบได้เรายังไปอธิบายการใช้ชีวิตในหอพักให้เธอฟังอยู่เลย ตอนนี้หลานคนนี้ก็จบป.โทและแต่งงานไปแล้ว

หลานชายอีกคนที่เราติวภาษาอังกฤษให้ ก็บวชทดแทนคุณพ่อแม่หลังรับปริญญาไปแล้วเรียบร้อย

วันนี้เห็นภาพในเฟซบุ๊ค สาวน้อยที่เคยมาแสดงความยินดีในวันที่เรารับปริญญา ตอนนี้เธอก็รับปริญญาของเธอเองแล้ว

เวลาเดินไวจัง 
เราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองอายุมากขึ้นหรอก แต่รู้สึกเวลาเดินเร็วขึ้นทุกปี
มะม่วงสุกที่ไม่เคยปอกได้ ตอนนี้ก็ปอกได้ง่ายดายแล้ว

เรามองดูข้าวเหนียวมะม่วงในจานตรงหน้า มีวันเวลามากมายเลยที่มะม่วงหนึ่งผลพามา ว่าแล้วก็หยิบช้อนลงมือจัดการมื้อเย็นของตัวเอง



nananatte
10.04.2019

สุขสันต์วันสงกรานต์ล่วงหน้า เดินทางปลอดภัย เที่ยวให้สนุก ดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ ด้วยนะค้า สวัสดีปีใหม่ค่า (^___^)v

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ spotify, itunes, apple podcast และ podbean ค่ะ (^___^)v

SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

Takaing_Doa
4 months ago
เขียนได้เขียนดีจริงๆเลยเธอคนนี้^^
Reply
nananatte
4 months ago
Love ka... มาไวตลอด สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าเลยนะคะ สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ <3
Shallot
4 months ago
อ่านแล้วรู้สึกตื่นเต้นยังไงไม่รู้ค่ะ นึกถึงตอนวัยรุ่น(กว่านี้) ที่ลองทำอะไรหลายอย่างมากแล้วผลปรากฏว่าก็ยังหยุดอยู่ตรงนั้นไม่ได้ ต้องลองต่อไป เป็นความเสียใจงอแงแบบเด็กๆ ที่ตอนนั้นมันก็ทุกข์และท้อใจเหลือเกิน แต่พอมองย้อนกลับไป เป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆเลย ถ้าสุขภาพจิตดีและมีมุมมองต่อโลกนี้ที่ไม่แย่เกินจริง การอ่านหนังสือก็ช่วยเปิดหูเปิดตาได้ดีมากค่ะ เหมือนมีส่วนหนึ่งที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น พออ่านตอนนี้แล้วก็ต้องเตือนตัวเองว่าอย่าหยุดอ่านหนังสือนะ everyday เคยอ่านเพราะคณะบังคับให้อ่านค่ะ สนุกจริงๆ หน้าต่างบานแรกอ่านแล้วรู้สึกปลง จำได้ว่าตอนั้นอายุ 15 อ่านแล้วถอนหายใจเฮือกๆ แด่หนุ่มสาวอาจารย์เพิ่งมอบหมายให้เขียน reflection เป็นคะแนนส่งค่ะ ยังไม่ได้เริ่มสักที เห็นคุณณัฐรีวิวแล้วอยากอ่านขึ้นมาเลย ขอบคุณสำหรับบทความนี้นะคะ วันนึงที่เราปอกมะม่วงสุกได้ก็จะนึกถึงคุณณัฐอย่างแน่นอนเลยค่ะ
Reply
nananatte
4 months ago
ยินดีค่ะ คุณ Shallot :-)
ไม่ว่าวันนี้เราจะอายุเท่าไร วันนึงเราก็จะอายุมากขึ้น
วันนี้เราอาจไม่พอใจการกระทำบางอย่างของผู้ใหญ่ แต่วันนึงเมื่ออายุมากขึ้น เราอาจเข้าใจความเจ็บปวดแบบผู้ใหญ่ หรือวิธีคิดบางอย่างของผู้ใหญ่ก็ได้ ณัฐคิดว่าอย่างนั้นนะคะ 
ตอนเป็นวัยเรียน เราคงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่เป็นนักเรียน แต่ย้อนนึกกลับไปก็รู้สึกเป็นช่วงเวลาดีจัง มันคงมีช่วงเวลายากลำบาก แต่โดยรวมมันเป็นช่วงเวลาดีมากเลยล่ะ

...หน้าต่างบานแรก อ่านแล้วปลงจริงค่ะ (=_____=)