Future สำหรับซ้อ ไม่ใช่หนังสือแต่เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างอนาคต ตอนที่ 1
เมื่ออ่านไป เข้าใจเลยทำไมยอดพิมพ์ถึง 49 ครั้ง
ทำไมถึงดัง ทำไมใครๆบอกว่าดี
 อืม ซ้อยอมรับ ว่าโคตรดี


เมื่อคืนตอนตี 4 กว่า ซ้อไม่ได้ตั้งใจหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน กะเอามาอ่านแบบคร่าวๆ แต่แล้วเมื่ออ่านไป ทุกสิ่งมันบอกว่า ใช่ จริง จริงที่สุด และสุดท้ายซ้ออ้านหนังสือเล่มนี้รวดเดียวจบ

จริงๆแก่นของหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นๆสักเท่าใดนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนอ่านไม่สามารถวางมันลงได้คือ

การยกตัวอย่างสถานการณ์ บุคคลสำคัญ หรือการใช้ภาษาในหนังสือนั้น มีชั้นเชิง แยบยล จนทำให้ผู้อ่านอย่างซ้อรู้สึกมีไฟคุกรุ่นขึ้นในหัวใจตลอดเวลาที่อ่านหนังสือเล่มนี้

สิ่งที่หนังสือเล่มนี้ต้องการสื่อ จริงๆมันเป็นแก่นง่ายๆที่เราทุกคนล้วนเคยรับรู้กันมาแล้วทั้งนั้น รับรู้กันมาเป็นรอบที่หมื่น พัน แสน ล้านรอบแล้วเสียด้วยซ้ำ แต่อย่างที่บอก ผู้เขียนฉลาดที่จะใช้สถานการณ์ บุคคล และภาษาในการดึงให้ผู้อ่านค่อยๆเข้าไปในโลกที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารออกมาผ่านตัวหนังสือ

หนังสือแบ่งเป็น 10 บท คือDefining Future – อดีตศึกษาอนาคต
Know Yourself – รู้จักตัว
Managing Oneself – จัดการตน
What are your Strengths – ยืนบนจุดแข็ง
Soul Searching – แสวงหาจิตวิญญาณ
Reinventing Yourself – สร้างตนใหม่
Focus – มั่นใจในทิศทาง
Identity – สร้างสรรค์อัตลักษณ์
Designing Future – นักออกแบบอนาคต
Small & Smart – เล็กและงดงาม
The Past – นิยามอดีต
1.การรู้จักตัวตน ผู้เขียนสื่อออกมาง่ายๆว่า หากเรารู้จักตัวตนของเราเป็นอย่างดีที่สุดแล้ว เราจะสามารถใช้พลังที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับสังคมได้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างร้านหนังสือแห้งหนึ่งในกรุงปารีส เป็นร้านหนังสือเล็กๆชื่อ กาลิญาณี ที่สามารถดำรงธุรกิจอยู่ได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป ในขณะที่คนหันมาให้ความสนใจกับ e-book
แต่เหตุไฉน ร้านหนังสือเล็กๆแห่งนี้ จึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

ความจริงแล้ว ร้านกาลิญานี เป็นร้านหนังสือที่พิถีพิถันในการเลือกหนังสือมาขายมาก นักอ่านทั้งหลาย จะเจอหนังสือที่เค้าไม่เคยเจอที่ร้านหนังสือที่อื่นบนโลกใบนี้ และเมื่อเหล่านักเดินทางมาเจอ ตัวเลือกเดียวที่เค้าจะทำคือ ซื้อมัน เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสไปเจอหนังสือเล่มนี้ที่ไหนอีกหรือเปล่า

และอีกเหตุผลประการหนึ่งคือ ร้านหนังสือในปารีสส่วนใหญ่มักขายหนังสือที่เป็นภาษาฝรั่งเศส แต่ความจริงแล้ว ปารีสคือสถานที่ที่มีคนพื้นเมืองอยู่น้อยมาก เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยว ดังนั้น ร้านหนังสือ กาลิญาณี จึงเปรียบเสมือนจุดหมายปลายทางของผู้ที่ต้องการหนังสือภาษาอังกฤษไว้อ่านขณะเดินทางหรือท่องเที่ยวพักผ่อนในปารีสนั่นเอง นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนได้บอกว่า กาลิญานีอยู่ได้ เพราะเค้ารู้จักตัวเองดีพอ พอที่จะรู้ว่า เค้าจะต้องวางตัวเองไว้ตรงไหน จุดไหน ที่จะทำให้เค้าประสบความสำเร็จ


2.จัดการตน
เราต้องรู้ว่าเราต้องการอะไร และเหมาะสมที่จะทำอะไรได้ดีที่สุด เช่น อันนี้ซ้อขอยกตัวอย่างเอง ไม่เกี่ยวกับหนังสือ สมมติซื้อจบนิเทศน์ศาสตร์มา แล้วซ้อก็ไปทำงานเป็นครีเอทีฟโฆษณาที่เสือกประสบความสำเร็จอีก แต่สุดท้าย ในใจซ้อมันบอกว่า ไม่เธอไม่ได้ happy กับการทำสิ่งนี้และนี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ หากเป็นคนทั่วไปคงยากที่จะตัดสินใจละทิ้งความสำเร็จที่อยู่เบื้องหน้าออกมา แม้จะรู้อยู่เต็มใจ ว่าเราไม่มีความสุขในการทำสิ่งนั้นก็ตาม


แต่ในหนังสือได้พูดทำนองว่า หากเรารู้ว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ ให้หยุดทำซะ และหันมาทำและทุ่มเทในสิ่งที่เรามีความสุขและต้องการ เมื่อใดก็ตามที่เราทำแบบนี้ได้ ตอนแรก งานนั้นอาจจะมีความชอบมากกว่าเงิน แต่สุดท้ายแล้วงานนั้นจะนำเงินมาให้เรามากกว่าที่เราเคยชอบมัน นี่คือการจัดการตน ที่หนังสือได้พูดถึง


3.ยืนบนจุดแข็ง
จากข้อ 2 เมื่อเราได้จัดการตนเองให้ทำในสิ่งที่เราชอบแล้วสุดท้าย เราจะเจอข้อดีหรือจุดแข็งของเรา ว่าเราทำอะไรได้ดี ทำอะไรพอไหว หรือทำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราจำเป็นต้องยอมรับมันให้ได้ก่อนว่า บางอย่างเราก็ทำมันไม่ได้จริงๆ


แต่คนเราไม่จำเป็นต้องทำได้ทุกอย่าง สมมตินะ อันนี้ซ้อยกตัวอย่างเอง อะเกน สมมติเราเป็นเจ้าของสวนส้ม และสวนส้มของเราเนี่ยมีชื่อเสียงร่ำลือมากกกกกกว่าโคตรอร่อย เราไม่จำเป็นต้องพยามไปปลูกกล้วย อ้อย หรือผลไม้อื่นใด แต่เราแค่ต้องปลูกส้มของเราให้รสชาติดีจนผู้มาเยือนไม่สามารถจะลืมรสชาติส้มของเราไปได้ และที่สำคัญเค้าจะไม่สามารถหาส้มที่ไหนอร่อยได้เท่ากับส้มจากสวนของเราอีกแล้ว นี่ต่างหาก คือจุดแข็งที่เราต้องยืนอยู่ให้ได้ แม้มันอาจจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ บนพื้นที่โลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ แต่เชื่อเถอะว่าหากเราหาจุดแข็งองเราเจอที่พัฒนาจุดแข็งนั้นไปให้ถึงจุดสูงสุด เราจะสามารถเอาตัวรอดได้ในสภาวะการที่เศรษฐกิจโลกเริ่มเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆแบบนี้ เพราะจุดแข็งของเรานั้น แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัวเราให้ยืนอยู่บนจุดเล็กๆนั้นได้อย่างยาวนาน


4.แสวงหาจิตวิญญาณ
มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมพรสวรรค์และข้อดีของตัวเอง แต่เมื่อเราเข้าไปเรียนในโรงเรียน จุดแข็งของเราจะค่อยๆหายไป เพราะถูก รร ใช้มาตรฐานที่เหมือนๆดันมาเป็นตัวชี้วัดคนที่มีความสามารถไม่เหมือนกัน ดังนั้น นี่คือสิ่งหนึ่งที่ถือได้ว่า เป็นความล้มเหลวทางการศึกษา


ดังนั้นจากข้อ 3 เมื่อเราหาจุดแข็งจุดที่สุดของเราเจอแล้ว และได้พัฒนาจุดแข็งนั้นให้ไปถึงจุดสูงสุดแล้ว เมื่อนั้นจุดแข็งนี้จะนำเราไปสู่จุดแข็งอีกจุดหนึ่งที่จะสามารถช่วยพัฒนาจุดแข็งของเราให้ดีขึ้นไปอีก เช่น ชาวญี่ปุ่น มีพื้นฐานมาจากการเป็นซามูไรใช้มีดดาบ แต่เมื่อกาลเวลาผันผ่านไป ชาวญี่ปุ่นฝึกฝนการใช้มีดดาบนั้นจนถึงขั้นสูงสุด สุดท้ายการบรรลุขีดสุดของการใช้ดาบนั้น ได้นำมาซึ่งการพัฒนามาเป็นการใช้มีดแล่ปลาได้อย่างมีศิลปะและความชำนาญที่ยากจะหาใครทัดเทียม แม้นักธุรกิจหมื่นล้านอย่างแจ๊ค หม่า หากอยากกินซูชิก็ยังจำเป็นต้องอดทนนั่งรอเชฟแล่ปล่เพื่อทำซุซิให้กิน และต้องกินภายใน 1 นาทีหลังจากเสริฟมิเช่นนั้น ซูชินั้นจะรสชาติไม่เหมือนเดิม นี่คือ การค้นหาจิตวิญญาณของตัวเอง ที่จำนำมาซึ่งอำนาจใหม่ ที่ไม่ใช่ว่าได้มาจากการใช้ดาบซามูไร แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากการฝึกฝนจนสามารถค้นหาตัวตนของตนเองได้ เปรียบเสมือนกับซามูไรที่สามารถฝึกใช้ดาบได้อย่างไร้เทียมทานนั่นเอง


ข้อ 5 ประสานตัวตนใหม่

คือ ซ้อจะอธิบายง่ายๆละกันนะจะได้เข้าใจ สมมติวันนี้พวกเธอ เป็นคนทำ magazine แต่เนื่องจากสมัยนี้คนไม่อ่าน magazine กันแล้วเพราะข่าวสารใน magazine นั้นมันไม่ได้อัพเดทเร็วเท่ากับในโลก online ดังนั้น หากพวกเธอมัวแต่ไปยึดติดว่า ไม่ยังไงชั้นก็จะตั้งหน้าตั้งตาทำอี magazine นี้ต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เจ๊งพะย่ะค่ะ ถูกไหม

แต่สมมติ เธอรู้ละ ว่า เฮ้ยทำ magazine แบบเดิมไม่รอดแน่ ดังนั้นเธอจึงมาสร้างตัวตนใหม่ด้วยการทำ Facebook fanpage ของ magazine เธอขึ้นมา ทำเนื้อหาให้อัพเดท ดึงดูดผู้คนให้มาอ่าน โดยอาศัยฐานบูกค้าเดิมของเธอเอามาผสมกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ สุดท้าย เธอก็จะอยู่รอดได้ นี่คือสิ่งที่หนังสือเรียกว่า การประสานตัวตนใหม่
จริงๆ Future มีทั้งหมด 10 บทนะ แต่เอาแค่นี้ก่อน สำหรับตอน 1 เดี๋ยวซ้อมาเล่าต่อตอน 2 เพราะถ้าเล่าหมด ยาวเฟื้อยแน่นอน คนอ่านจะไม่ไหว คนเขียนจะตายก่อน ok 👌🏻
อยากให้เด็กไทยหันมาเปิดโลกด้วยการอ่านหนังสือ


รัก และ ห่วงใย ในอนาคตของชาติ by ซ้อขอเล่า
Facebook @sorkorlao


SHARE
Writer
Sorkorlao
Sorkorlao
Dark Side Writer

Comments

Papilion
10 days ago
กาลิญานี เป็นภาษาอะไร และแปลว่าอะไรครับ? กาลิเลโอ? เกี่ยวกับรากศัพท์?
Reply