About Love
คุณเคยฟังเพลงๆนึงแล้วสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปตอนฟังมั้ย ตอนนี้ผมกำลังเป็นแบบนั้น เพลงที่ผมฟังมาไม่รู้กี่รอบ แต่ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไปตอนที่ผมได้เจอกับ 'เธอ'

"แกรู้จัก Red Velvet ป้ะวะ"
เสียงของเด็กผู้หญิงคนนึงที่หวานละมุน ตัดเข้ามาในระหว่างที่ผมกำลังแกะคอร์ดกีตาร์อยู่

"ไม่แน่ใจว่ะ ไม่ค่อยได้ฟังเพลง"
เอาตรงๆคือไม่ค่อยได้ฟังเพลงเกาหลีมากกว่า ส่วนมากที่ได้ฟังก็เพราะพี่ของผมเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลาทำให้ผมซึมซับมันเข้าไปช้าๆ ผมก็ไม่เข้าใจทำไมพี่ผมถึงฟังได้ทั้งวัน ทั้งๆที่มันก็เป็นเพลงเดิมๆ ไม่เห็นมีอะไรใหม่เลย

"บอกมาเถอะว่าไม่รู้จักอ่ะ"
"เออ เราไม่รู้จัก"
จะเอาเวลาไหนไปนั่งฟังวะ การบ้านท่วมหัวขนาดนี้ใครจะว่างฟัง คงมีแต่แกนั่นแหละ ฟังตลอด ครูด่าแล้วด่าอีกก็ยังฟังต่อหน้าตาเฉย นี่มันน้องพี่กลาสตัวจริงชัดๆ

"ลองฟังดูมั้ยล่ะ ช่วงนี้เราติดเพลงนี้มากๆเลย"
"ลองดูก็ได้"
ผมรับหูฟังมาจากเธอข้างนึง จะว่าไปแล้วผมก็ไม่เข้าใจภาษาเกาหลีมากเท่าไหร่หรอก แต่เป็นเพราะพี่ผมน่ะใช้ภาษาเกาหลีคุยกับผมตอนที่ไม่สบายใจ หรือไม่ก็มีอะไรปกปิดอยู่ กลายเป็นว่าผมเข้าใจมันไปง่ายๆ

"เพราะดีนะ เพลงชื่ออะไร"
"About Love"
เธอตอบมาสั้นๆก่อนจะดึงหูฟังกลับไปทั้งๆที่ผมยังฟังไม่จบเพลง

"หาเรื่องหรอเดือนหนาว"
"เปล่า แต่ที่เหลือไปหาฟังเอง"
"ก็ได้ครับคุณหญิง"
โอเค รู้จักชื่อเพลงแล้ว รู้จักชื่อวงแล้ว เดี๋ยวค่อยกลับไปถามพี่กลาสก็ได้ ถ้าผมจำได้สักชื่อนึงอ่ะนะ

ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าทำไมเดือนหนาวถึงชวนฟังเพลงนั้น แต่ตอนที่ผมต้องย้ายไปเรียนต่อที่เยอรมันน่ะ เดือนหนาวแทบจะไม่คุยกับผมเลยตั้งแต่รู้เรื่อง ถามอะไรก็ไม่ยอมคุยด้วย เพื่อนคนเดียวของผมกำลังงอนผมอยู่ใช่มั้ยนะ

เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียวผมก็ต้องย้ายแล้ว แต่เดือนหนาวก็ยังไม่คุยกับผมอยู่ดี ไปถามเพื่อนมาทั้งห้องก็ไม่มีใครรู้ พี่กลาสเองก็ไม่รู้ ถามพี่คชรก็ไม่รู้ พี่ฟ้อนต์ยิ่งไม่รู้ใหญ่เลยเพราะเจ้าตัวเอาแต่ตัดโมส่งอาจารย์จนแทบไม่ได้คุยกับใคร พี่ม่อนก็ต้องไปช่วย

เวลาผ่านมาเรื่อยๆจนผมมีเวลาที่ไทยอีกแค่สองอาทิตย์ ตอนนี้เดือนหนาวทำตัวปกติแล้ว ทำเหมือนครึ่งเดือนที่ผ่านมาไม่เคยเมินผมเลย ผู้หญิงนี่เข้าใจยากจริงๆ :(

"อีกสองอาทิตย์แกก็ไปแล้วใช่มั้ย"
"ใช่ ไปไฟลต์เที่ยงคืน"
"โชคดีนะ"
แล้วเดือนหนาวก็เดินหายไปไหนไม่รู้ ปล่อยให้ผมนั่งกินข้าวอยู่คนเดียวอีกครั้ง แต่ผมก็ดีใจแล้วแหละ อย่างน้อยเดือนหนาวก็บอกให้ผมโชคดี

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของผมที่นี่แล้ว เสื้อนักเรียนของผมมีรอยปากกาหลากสีเต็มตัวไปหมด ทั้งลายมือที่อ่านไม่ค่อยจะออก และลายมือที่สวยเป็นระเบียบ ฟ้าเริ่มจะมืดแล้วแต่ผมยังคงเดินวนเวียนอยู่ในโรงเรียนไม่ยอมออกไปไหนสักที ทั้งข้อความจากพี่กลาสที่รอให้ผมโทรกลับ แต่ใจผมตอนนี้อยู่ที่เดือนหนาว ผมหาเธอมาทั้งวันแล้ว ไม่รู้ว่าสอบเสร็จแล้วหายไปไหน

ผมเดินวนไปวนมาในทุกๆที่ที่คิดว่าเธอจะอยู่ จนผมได้เจอเธอที่สวนพฤกษชาติหลังโรงเรียน เดือนหนาวดูแปลกตาไปจากที่ผมเห็นเป็นประจำ ก็ว่าทำไมวันนี้หาไม่เจอเลย เป็นเพราะเดือนหนาวย้อมผมสีบลอนด์ธรรมชาติของเธอเป็นสีดำนี่เอง

"หนาว ยังไม่กลับบ้านหรอ"
"เรายังไม่อยากกลับ"
เสียงของเธอมันสั่นหน่อยๆ ทำให้ผมกังวลใจว่าเธออาจจะทะเลาะกับพี่เดือนดาวมา เธอถึงได้ย้อมสีผมแบบนี้ แล้วก็ไม่ยอมกลับบ้านด้วย

"ทะเลาะกับพี่ดาวหรอ"
"เปล่า"
ผมไม่เคยเห็นเดือนหนาวเป็นแบบนี้เลย ทุกครั้งที่ทะเลาะกับพี่เดือนดาวมาเธอก็จะบอกผม แต่นี่เธอไม่ได้ทะเลาะกับใคร แล้วก็ไม่ได้โดนใครแกล้งด้วย เธอเป็นอะไรกันแน่
แกไม่รู้เลยจริงๆหรอว่าเราเป็นอะไร
"เออ ก็ไม่รู้นี่ไงถึงได้ถามอ่ะ"
ผมคิดว่าจะลูบผมเธอสักหน่อย เธอคงจะอารมณ์ดีขึ้นบ้างแต่เธอดันปัดมือผมออก
เวรแล้วครับ เดือนหนาวกำลังจะร้องไห้ เป็นเพราะผมกำลังจะย้ายหรอ

"เออ งั้นก็ไม่ต้องรู้"
"อ้าว กูผิดเหี้ยไรเนี่ย ทำไมทำตัวงี่เง่างี้วะ"
"ไม่บอกแล้วกูจะตรัสรู้มั้ย"

ผมเผลอตัวพูดคำที่ค่อนข้างหยาบคายออกไป แค่ดูเหมือนคุณหญิงเขาจะไม่ได้สนใจมันเลย แถมยังพูดคำพวกนั้นกลับมาอีกต่างหาก

เออ แล้วชาติไหนมึงจะรู้ว่ากูชอบมึง ไอควาย

แม่เจ้า ครั้งแรกที่เดือนหนาวด่าผม แต่ก็สารภาพความในใจออกมาด้วย ดูแปลกไปหน่อยแต่ผมว่ามันน่ารักดี

"มึงก็บอกมาแค่เนี้ย กูก็รู้แล้วมั้ย"
"'รู้ตอนนี้แล้วได้อะไรขึ้นมาวะ ยังไงมึงก็ต้องไปป้ะวะ"
เออ มันก็จริงที่เธอว่า ยังไงผมก็ต้องย้ายไปถึงแม้ผมเองก็ชอบเธออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่ผมจะคบกับเธอได้ ผมแค่ชอบเธอในแบบของเพื่อนสนิท

"ช่างแม่งเหอะ"
"อย่างน้อยกูก็บอกชอบมึงแล้วอ่ะ"
"ไม่ต้องมาชอบกูกลับนะ เดี๋ยวกูเลิกชอบมึงเอง"


เออ อยากบอกอยู่ว่าไม่ชอบหรอก กูไม่แดกเพื่อน ยิ่งคุณหญิงแบบมึงอ่ะกูไม่เอา
แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไรอยู่แต่ผมก็กอดเดือนหนาวไปแล้ว เลิกชอบผมก็ได้แต่อย่าตัดเพื่อนกับผมก็พอ แค่นั้นก็พอแล้ว

"เดินทางดีๆนะ"
"ไปอยู่ที่นั่นก็เลิกเอ๋อแดกได้แล้ว"
"แกก็ดูแลตัวเองดีๆนะ"

ผมรีบวิ่งออกมาตอนที่พูดจบ ไม่ทันได้ฟังว่าก่อนหน้านั้นเธอพูดอะไร รู้แค่ว่าถ้าตอนนี้ไม่รีบกลับบ้าน สิ่งที่ร้ายแรงกว่าโดนพี่กลาสดุก็คือตกเครื่อง ผมรีบโทรหาพี่ก่อนจะโบกแท๊กซี่เข้าไปที่บ้าน ไม่ทันได้ทักทายหม่าม๊ากับพี่ก่อนผมก็วิ่งขึ้นห้องไปอาบน้ำแล้วลากกระเป๋าลงมาที่ชั้นล่าง เห็นหม่าม๊านั่งรอพี่กลาสเขียนงานผมก็แอบโล่งใจ ก็ยังทันนี่นา

"ทำไมวันนี้กลับช้าจังคะ"
"ผมลาเดือนหนาวอยู่ครับ"
"บอกลาเขา หรือหักอกเขา"
ผมนิ่งไปสักพักกับคำพูดของพี่ ผมไม่ได้หักอกเขาสักหน่อย

"อาตี๋ของหม่าม๊า อย่าไปพูดแทงใจน้องสิคะ"
"มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าน้องเขาชอบแกอ่ะ"
"น้องกลาสคะ"
"หม่าม๊าสอนให้พูดกับน้องยังไง"
พี่ผมนิ่งไปนิดนึงก่อนจะหันกลับไปสนใจงาน ไม่คุยกับหม่าม๊าแล้วก็ผมอีก ผมเองก็ไม่อยากจะใส่ใจมากนัก ก็พี่ผมไม่ค่อยจะน่ารักเหมือนใครๆเขาสักเท่าไหร่ แอบหวังให้มีคนดัดนิสัยแข็งๆของพี่ให้อ่อนลงบ้างแต่ก็คงมีแค่หม่าม๊าคนเดียวที่ทำได้ล่ะมั้ง

พี่ผมขับรถมาส่งผมกับหม่าม๊าที่สนามบินตามเวลาเป๊ะๆ ผมกอดลาพี่อีกครั้งนึงก่อนจะเดินเข้าเกตไป พี่กลาสที่ยังตัวเล็กกว่าผมเหมือนเดิม แล้วก็ยังพูดแทงใจผมเหมือนเดิม หวังว่าพี่จะอ่อนลงสักวันบ้าง ผมทิ้งข้อความไว้ให้เดือนหนาวว่ากำลังขึ้นเครื่ิอง ก่อนที่ผมจะหยิบเครื่องเล่นเพลงที่พี่ให้ไว้ก่อนจะเลื่อนหาเพลงที่ผมพอจะฟังได้บ้างจากเพลย์ลิสที่พี่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบ

ผมเลื่อนไปเรื่อยๆจนเจอเพลย์ลิสของวง Red Velvet ที่เดือนหนาวเคยพูดถึง
แกรู้จัก Red Velvet ป้ะวะผมกดเข้าไปหาเพลงที่ผมคิดว่าผมน่าจะชอบจากการตัดสินด้วยชื่อเพลง ในแบบที่ผมทำประจำ และก็โดนพี่ดุทุกครั้งว่าชื่อเพลงไม่ได้หมายถึงความหมายข้างในเสียทุกครั้ง ผมเลื่อนหาจนมาเจอเพลง About Love ที่ผมเคยฟังกับเดือนหนาว แต่ไม่ได้ฟังถึงท่อนฮุค ผทเล่นเพลงนั้นอย่างไม่ลังเล
ผมรู้แล้วว่าทำไมเดือนหนาวถึงไม่ยอมให้ผมฟังจนจบ
네 이름을 가만 불러보면 사랑한단 말 같아'เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันเรียกชื่อคุณ มันมีคำว่ารักอยู่ด้วย'
เพราะแบบนี้ถึงได้เลี่ยงที่จะเรียกชื่อผมหรอ หรือเพราะแบบนี้ทุกครั้งที่เรียกชื่อผมก็เลยใช้น้ำเสียงสดใสไปล้านเบอร์แบบนั้น
숨길 수 없이 두근대 부르고 불러봐도 매일 그래'ใจที่เต้นแรงไม่สามารถซ่อนได้ ไม่ว่าวันไหนก็จะเรียกชื่อคุณ'
ที่ดูหน้าแดงๆนั่นไม่ใช่เพราะร้อน แต่เพราะกำลังเขินผมใช่มั้ย
지금처럼 마주 보는 게 다 사랑인 것만 같아'ฉันชอบที่ได้มองคุณในเวลาแบบนี้ มันทำให้รู้ว่านี่แหละคือรัก'

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ผมเล่นเพลงนี้ซ้ำตลอดไฟลต์บินของผมจากไทยไปเยอรมัน ไม่รู้ว่าผมฟังมันซ้ำไปกี่รอบ แต่ตลอดเวลาที่ผมเรียนอยู่ที่นั่น ผมฟังเพลงนี้ทุกวัน ไม่ว่าผมจะเจอเพลงที่เพราะกว่าหรือเพลงที่ผมชอบมันมากกว่า อย่างน้อยก่อนนอนผมก็ต้องได้ฟังเพลงนี้ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ดูเหมือนผมจะคิดถึงเดือนหนาวในทุกๆการกระทำ แม้กระทั่งเดินไปซื้อโกโก้ร้อนที่ร้านค้า จากปกติที่ผมสั่งโกโก้แบบหวานน้อยๆ กลายเป็นว่าผมสั่งโกโก้แบบไม่มีน้ำตาลเลยสักนิดตามที่เดือนหนาวชอบมากิน ขนมเค้กที่ผมไม่เคยคิดจะกินเลย ผมก็อยากกินมันขึ้นมาเสียอย่างนั้น แม้กระทั่งก่อนนอน ผมก็ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดหน้าก่อนจะนอนในทุกๆคืนแบบเดียวกับที่เธอทำ

ไม่รู้ตัวเลยว่าผมยอมนอนดึกจนขอบตาดำเพียงเพื่อจะได้คุยกับเธอ ถึงแม้จะเป็นแค่ไม่กี่ข้อความแต่ผมก็อยากจะคุยด้วย กลายเป็นว่าคนที่แอบชอบน่ะ ไม่ใช่เดือนหนาวแล้ว แต่เป็นที่แอบชอบเดือนหนาว ผมเพ้อถึงเดือนหนาวตอนโทรหาพี่กลาสหลายต่อหลายครั้ง จนพี่ชายของผมบอกให้จีบเดือนหนาวไปเลย กลับไทยมาบ้างสักปีละครั้งแล้วนัดเจอกันก็ได้

ผมตั้งตารอช่วงปิดเทอมสั้นๆในทุกๆปี เพียงเพื่อจะได้กดตั๋วจากเยอรมันไปไทย ถึงจะกลับไปแค่อาทิตย์เดียวผมก็จะไป ทุกอย่างในชีวิตของผมเริ่มจะมีสีสันมากขึ้นเรื่อยๆ จนวันนึงทุกๆสีก็จางหายไป

คุณกานต์วิณี โรจนสกุล เสียชีวิตลงเมื่อเช้านี้ จากอุบัติเหตุเครื่องบินตกหลังกลับจากเจรจาธุรกิจที่อเมริกา
หลังจากที่ผมได้เห็นข้อความนี้ ผมรีบโทรหาพี่กลาสและลาเรียนสองอาทิตย์ทันทีโดยไม่สนใจว่าจะใกล้สอบไฟนอลขนาดไหน ตอนนี้ผมสนใจแต่สภาพจิตใจของพี่ สนใจแค่พี่ของผมจะดิ่งหลังจากที่ได้รับรู้ข่าวนี้มั้ย ผมยอมทุ่มเงินเก็บเกือบทั้งหมดของผมที่พี่ส่งให้จองตั๋วใหม่ภายในวันนี้และเก็บกระเป๋าทันที ไม่เป็นไร พี่ไม่ต้องมารับผมก็ได้ ผมโตพอที่จะไปหาพี่ได้แล้ว

ทันทีที่ผมก้าวขาเข้าบ้าน ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือบ้านหลังนี้มันเย็นเกินไป ผมรีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องของพี่ก่อนที่ผมจะต้องวิ่งไปเรียกรถพยาบาล ภาพที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าคือผิวซีดๆของพี่กับเลือดกองใหญ่ที่ไหลออกมาจากข้อมือข้างซ้าย ใจผมหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม หม่าม๊าเพิ่งเสียไป ผมจะเสียพี่ไปอีกคนไม่ได้นะ ไม่รู้ว่าผมโทรหาเดือนหนาวไปตอนไหน ไม่รู้ว่าพี่ฟ้อนต์กับพี่คชรมาที่โรงพยาบาลได้ยังไง เหมือนว่าสติของผมจะหลุดไปและดึงกลับมาไม่ได้เลยในวันนี้

ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่รู้ว่ากลับมาถึงบ้านได้ยังไง แต่ที่ผมเห็นก่อนที่จะลุกจากเตียงไปอาบน้ำวันนี้คือเดือนหนาวที่กำลังนอนอย่างสงบอยู่ข้างๆผม ดูเหมือนเมื่อวานนี้ผมจะร้องไห้หนักเกินไปจนคุณหญิงที่ไม่เคยไปค้างบ้านใครต้องมาปลอบจนถึงที่ ผมคงงอแงไม่ยอมหยุดร้องสักทีเหมือนเด็กอนุบาลจนเดือนหนาวต้องมานอนด้วย เอาไว้จบเรื่องวุ่นวายพวกนี้ก่อน ผมค่อยคุยกับเธออีกครั้งแล้วกัน

พี่ฟ้อนต์พาพี่กลาสกลับมาบ้านด้วยสภาพที่ดูเหมือนศพ แต่พี่ฟ้อนต์บอกว่าพี่กลาสไม่ได้เป็นอะไรมาก ก็แค่เสียเลือดมากไปเท่านั้น น้องเดือนหนาวที่เลือดกรุ๊ปเดียวกันเป็นคนบริจาคเลือดให้ ผมถอนหายใจยาวๆไปหนึ่งทีก่อนจะคุยกับทนายของหม่าม๊าที่รู้จักกันตั้งแต่เด็กๆ ผมกับพี่ตกลงกันว่าจะไม่ขายบ้านหลังนี้ แต่พี่จะเก็บเอาไว้ทำอย่างอื่นแทน ผมรู้ดีว่าพี่อยากเก็บเอาไว้ทำอะไร เพราะตอนเด็กๆผมเคยบอกว่าอยากลองทำคาเฟ่เล็กๆดู จนตอนนี้พี่ก็ยังคิดถึงคนอื่นมากกว่าอยู่ดี

งานศพของหม่าม๊าผ่านไปด้วยดีไม่มีเรื่องอะไรเลยนอกจากสื่อหลายสำนักเข้ามาสัมภาษณ์ผมกับพี่ แต่ส่วนมากผมเป็นคนตอบแทนพี่ เพราะดูเหมือนอาการกลัวคนเยอะๆของพี่ไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิด แต่ดูเหมือนพี่จะพยายามทำตัวอ่อนลงตามที่หม่าม๊าบอก ช่วงสองอาทิตย์ที่ผมอยู่ไทยผมยุ่งมากๆ ยุ่งจนลืมไปเลยว่าจริงๆแล้วผมต้องคุยกับเดือนหนาว แต่ดูเหมือนเธอจะเข้าใจผมอยู่ ตอนที่ผมต้องกลับไปเรียนต่อเธอก็มาส่ง แถมยังบอกว่าจะดูแลพี่กลาสให้ ผมแอบแซวเธอไปว่าเป็นน้องสะใภ้ดีเด่น แต่ผมไม่ได้แซวเล่นนะ ผมแซวเพราะอยากให้เป็นจริงๆ

หลังจากวันนั้นผมก็ตามจีบเดือนหนาวมาเรื่อยๆ ไม่ค่อยได้นอนดึกแล้วเพราะเดือนหนาวมักจะสละเวลาส่วนตัวนิดๆหน่อยๆมาให้เสมอ ผมเองก็เช่นกัน ผมไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เริ่มแชร์เพลงกับเธอ บางครั้งก็ส่งเพลงแปลกๆไปให้เธอฟังบ้าง ถึงเธอจะไม่รู้ความหมายแต่ดูเหมือนเธอจะชอบ ผมเองก็เปิดใจให้เพลงเกาหลีมากขึ้นเช่นกัน วันนี้ผมเริ่มติดนิสัยฟังเพลงตอนเรียนของเดือนหนาวมาแล้วล่ะ

เพื่อนๆของผมที่เยอรมันก็ดูเหมือนจะชอบเดือนหนาวนะ เพราะบางครั้งผมก็วีดีโอคอลกับเธอช่วงพักบ้าง เพื่อนผมเห็นก็ถามว่าแฟนหรอ ก็ยังไม่ได้คบกันผมก็เลยบอกไปว่าเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่สนิทมากๆคนนึง เดือนหนาวน่ะนิสัยดี คุยกับเพื่อนๆของผมได้ทุกคนเลย เพื่อนผมก็เชียร์ให้ผมขอเธอคบสักที แต่เพราะผมเขินมากๆก็เลยบอกไปว่าไม่มีทางแน่ๆ

เวลาผ่านไปเรื่อยๆจนวันนึงพี่กลาสก็บอกผมว่ามีแฟนแล้ว ตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นเด็กผู้หญิงน่ารักๆคนนึงที่นิยมใช้เวอร์ซาเช่หรือไม่ก็กุชชี่คนนึง แต่เขาคนนั้นดันเป็นผู้ชายนี่สิ พี่กลาสของผมเปิดโลกใหม่ให้ผมรู้จักเลย ผมเพิ่งรู้ว่าทุกคนที่พี่เคยคบคือพี่เขาไม่ได้มองที่เพศเลยสักนิด เขามองที่ว่าเขาชอบนิสัยคนๆนั้นมั้ย เอาเถอะ ถ้าพี่รักผมก็รัก แต่คบกันนานๆเข้าก็ดูเหมือนเขาคนนั้นจะอยู่กับรุ่นน้องในมหาลัยของเขามากกว่าพี่ผมอีก สืบไปสืบมาก็รู้จนได้ว่าเขาคบซ้อน แต่ผมไม่กล้าบอกพี่ผมหรอก ให้พี่รู้เองน่าจะดีที่สุด

ผมพักเรื่องของพี่เอาไว้จนผมรู้ว่าพี่เลิกกับเขาไปแล้วเมื่อวันจบการศึกษาของผม ผมก็เลยส่งข้อความหาพี่ว่าเป็นยังไงบ้าง แต่พี่ก็ดันโกหกผมกลับมาว่าไม่เป็นไร มันเห้อนะ มีพี่ปากแข็งขนาดนี้ ต้องกลับไปจี้เอวให้หายปากแข็งแล้วดิ

ผมกดจองตั๋วกลับไทยไปหนึ่งเดือนเต็มๆเพื่อที่จะพักผ่อนก่อนจะยื่นทุนเข้ามหาลัยคณะบริหารธุรกิจ แบบเดียวกับที่พี่ของผมเรียน ตลอดเวลาที่ผมเรียนอยู่เยอรมันมีคนๆนึงที่วิ่งเล่นอยู่ในใจผมตลอดแม้ว่าเขาจะอยู่ที่ไทยมาตลอด กลับมาครั้งนี้ผมจะออกจากเฟรนโซนที่อยู่มานานให้ได้ ถึงจะไม่ค่อยมีหวังก็เถอะ

ได้คุยกับพี่สักพักนึงก็ได้รู้ว่าพี่เขามีคนในความลับแล้ว ไม่ยอมบอกผม ไม่ยอมบอกใคร แม้แต่พี่ฟ้อนต์พี่คชรก็ไม่ยอมบอก คงจะรอเปิดตัวแบบตู้มเดียวให้อึ้งกันหมดเลยมั้ง แต่ผมรู้ว่าพี่คงแอบปรึกษาพี่คชรบ้างแหละ ผมอ่ะนับพี่คชรเป็นไอดอลเลยนะ พี่ออกจากเฟรนโซนได้อ่ะ ผมก็ต้องออกได้ดิวะ

ไม่นานนักหลังจากที่กลับมาตามตื๊อเดือนหนาว เธอก็ยอมคบกับผมสักที ผมก็เลยย้ายออกจากห้อง 007 ไปนอนที่ห้อง 005 ที่อยู่ตรงข้ามห้องของพี่แทน บางทีผมก็สงสัยว่าพี่จะซื้อห้องทำไมทั้งชั้น ทั้งๆที่ก็อยู่กันแค่นี้ แต่พี่ก็บอกเหตุผลที่ฟังไม่ค่อยขึ้นว่าพี่ไม่ชอบเวลาที่ต้องเปิดประตูมาเจอใครสักคนแล้วทักทาย 

ต่อให้พี่เก็บเขาคนนั้นไว้เป็นความลับขนาดไหน แต่ระเบียงห้องผมก็เห็นสวนสาธารณะได้แบบทั่วทั้งสวน ผมกับเดือนหนาวก็เลยได้เห็นหน้าคนๆนั้นของพี่ไปแล้วแบบไม่ตั้งใจ เราทั้งคู่ก็เลยปิดปากไว้ อยากจะแซวแต่ก็แซวไม่ได้ พี่เขินทีไรรุนแรงทุกที

ผมกับเดือนหนาวสนุกมากๆที่ได้แอบมองพี่ผมเดินเล่นกับเขาคนนั้น บางทีผมก็แอบแหย่เดือนหนาวว่าอยากลองเดินเล่นด้วยกันบ้างหรอ แต่เธอก็ปฏิเสธไปทุกที ช่างเถอะครับ ขอแค่ต่อจากนี้ผมได้อยู่กับเดือนหนาวไปเรื่อยๆก็พอแล้ว


Song : About love - Red velvet
SHARE
Written in this book
piece of me

Comments