เรื่องเล่า ข้าวหมกไก่
    วันหนึ่งผมได้มีโอกาสไปเดินตลาด เพื่อค้นหาความจริงบางอย่าง วันนั้นอากาศดี คนเยอะมาก ผู้คนวนเวียนกันเข้าออกตลาด จับจ่ายอย่างไม่ขาดสาย ผมชอบบรรยากาศแบบนี้ มันอาจดูวุ่นวายไปหน่อย แต่มันสะท้อนถึงลักษณะนิสัยของคนปาตานีเป็นอย่างดี เพราะคนมลายูปาตานี หรือภาษาถิ่นว่า " ออแรนายูตานิง " ชอบจับจ่ายออกตลาด

    สมัยผมเด็กๆ หลังจากไปผจญแดดดำคล้ำตัวไปกับว่าวคู่กายที่คุณตาระดมความตั้งใจประดิษฐ์สร้างมากับมือ เมื่อว่าวแล่นลงจากท้องฟ้าและผมกับสหายพากันเดินกลับบ้าน ในระหว่างทางนั้นจะมีตลาดอยู่หน้าหมู่บ้าน เป็นตลาดเล็กๆ แต่ยุคนั้นต้องยอมรับว่าตลาดคือที่จับจ่ายเดียวที่มีของกินของใช้มากมาย และสะดวกในการสรรหา ผมและสหายไม่พลาดที่จะต้องหลงเข้าไปอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายนั้นและใช้เวลาหลงระเริงกับสิ่งของแต่สุดท้ายก็จบที่ข้าวหมกไก่เจ้าเดิมของยายคนหนึ่งของโปรดสมัยเด็กๆ แล้วพากันกลับก่อนดวงอาทิตย์จะลาลับฟ้าตกดินไป

    เมื่อโตขึ้นมา ยามใดที่เบื่อข้าวแกง ผมก็จะไปจบที่ข้าวหมกอย่างเคย และโอกาสดีที่วันนึงผมได้มีบทสนทนาเล็กๆ กับป้าขายข้าวหมกไก่ในตลาดข้างสถานีรถไฟ แต่มันโคตรสำคัญและเปลี่ยนความคิดผมได้ตลอดกาล บทสนทนามีอยู่ว่า ...

ผม : ป้า, ช่วงนี้ขายดีไหมครับ?
ป้า : เห้อ .. ช่วงเศรษฐกิจแบบนี้อ่าเน้อะ ไม่ค่อยดีเหมือนก่อนเลย บางวันก็แทบเกือบจะขาดทุน
ผม : แต่พออยู่เลี้ยงชีพน่ะป้าน่ะ
ป้า : ก็พอน่ะ แต่ไม่มาก

    หลังจากนั้นในใจผมก็เริ่มสนใจอยากรู้ขึ้นมาทันทีว่าป้าได้ผลประกอบการจากร้านข้าวหมกไก่เล็กๆของแกเท่าไหร่กันน่ะ !?!
จึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น (แบบจริงจัง) ว่า...

ผม : ป้า, อย่าว่าผมกะไรเลยน่ะ ผมอยากรู้จริงๆว่าป้าได้วันละเท่าไหร่
ป้า : ไม่เท่าไหร่หรอก (เหมือนป้ายังคงหวงที่จะบอกอยู่หน่อยๆ) ตอนนี้จะส่งลูกๆเรียนให้จบก่อนจะได้ให้ลูกช่วยมาบรรเทาภาระครอบครัวได้บ้าง
ผม : แล้วป้ามีลูกกี่คน ? เรียนไหนบ้างครับ ?
ป้า : ลูกป้า 4 คนจ่ะ คนโตกำลังเรียนครูอยู่ปี3 แล้วอีกไม่นานก็จะจบแล้วแหละ จะได้ไปบรรจุเป็นข้าราชการครู เขาจะได้สบายสักที และจะได้มาช่วยบรรเทาภาระครอบครัวส่งน้องๆ เรียนตามรอยเขาไปเน่อะ
ผม : ป้า, ผมก็เรียนครูน่ะ แต่เท่าที่ผมรู้น่ะ ครูน่าจะไม่สบายอย่างที่ป้าเข้าใจน่ะ
ป้า : อ้าวหรอ?? แต่ก็น่าจะไม่ลำบากเหมือนป้าแหละ
ผม : อ้อ!! แล้วตกลงป้าได้เท่าไหร่คับเนี้ย !?! ฮ่า
ป้า : ป้าต้องตอบแล้วใช่มั้ย ? (พร้อมยิ้มมุมปาก)
ผม : ฮ่าาาาา ตอบมาเถอะป้า ผมอยากรู้จริงๆ
ป้า : อ่ะๆ ป้าก็ได้ไม่กี่บาทหรอก วันนี้ได้ 2 พันกว่าๆเอง
ผม : ป้าขายวันละกี่ชั่วโมงอ่าครับ?
ป้า : ป้าเปิดสัก 10 โมง แล้ว 4-5 โมงเย็นป้าก็ปิดร้านละจ่ะ
ผม : หืออออ !! 😮
ป้า : หักโน่นนี่นั่น กำไรก็ตกวันละพันจ่ะ แล้วตกลงจะกินมั้ยข้าวหมกเนี้ย (เหมือนหงุดหงิดนิดๆ)
ผม : กินครับๆ เท่าไหร่ครับป้า
ป้า : 40 บาทจ่ะ

    หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป ผมทานข้าวเสร็จแล้วก็เก็บกลับมาคิดคนเดียว

    ป้าได้วันละพันเป็นอย่างน้อย แล้วสัปดาห์นึงป้าคงได้ 7 พันเป็นอย่างน้อย แล้วถ้าทั้งเดือนป้าเปิดร้านทุกวันป้าจะได้ 3 หมื่น แต่ตีง่ายๆ ป้าเปิด 25 วันต่อเดือน ป้าคงได้อย่างน้อยๆ เดือนละ 25,000฿ ทั้งที่ป้าเปิดร้านแค่วันละ 6-7 ชั่วโมงต่อวัน แถมคนก็ทะยอยมาไม่ค่อยวุ่นวาย (สังเกตเห็นป้ายังทันหยอกล้อเล่นกับลูกสาวตัวน้อยๆ ของแกระหว่างเฝ้าร้านอยู่บ่อยๆ)

เทียบกับข้าราชการครู (ที่ป้าว่าสบาย)
ทำงานออกจากบ้าน 7 โมงเข้างาน 8 โมง ทำงานอะไรบ้างซึ่งผมเคยไปสอนมาขอบอกเลยว่าไม่สบายอย่างที่ป้าพูดครับ ไม่ใช่แค่งานสอนน่ะครับ (คงไม่ต้องอธิบายเยอะทุกคนย่อมรู้หน้าที่ครูดี) กว่าจะเลิกงานก็ 4-5 โมงเหมือนกัน แถมยังหอบพาภาระงานเป็นกองกลับไปประดับโต๊ะที่บ้านและคงต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งของยามราตรีไปกับภาระงาน และถ้าเทียบเรื่องผลตอบแทน ครูบรรจุราชการกว่าจะได้ เงินเดือน 2 หมื่นกว่า คนบรรจุใหม่ๆ คงจะไม่ได้ขนาดนั้น อาจจะต้องมีตำแหน่งทางวิชาการถึง คส.1 คส.2 ขึ้นไป และถ้าไม่ได้บรรจุราชการก็ยากที่จะมีขนาดป้าได้ ถ้าสอนทั่วไปในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา(ปอเนาะ)อย่างมากสุดก็ได้ 18,000 และถ้าคุณไม่มีหน้าที่ในฝ่ายบริหารก็คงไม่ถึง 15,000 ถ้าเข้ามาใหม่ๆก็อาจไม่ถึง 10,000 แต่ส่วนใหญ่อยู่ที่ 7-9 พัน บางโรง 4-5 พันก็มีครับ แถมภาษีทางสังคมก็สูง

ป้าที่ลำบากมี 25,000 พยายามจะส่งลูกเรียนสูงๆเพื่อจะให้ลูกไปเป็นแรงงานในระบบที่สบายมี 15,000 แถมมีข้อจำกัดด้านเวลามากมาย

ปล.เทียบแค่อาชีพครูเพราะเป็นอาชีพที่ผมพอจะมีข้อมูลมากที่สุดแล้ว อาชีพอื่นผมไม่ค่อยมีข้อมูลและอาจไม่ต่างกันมาก และผลวิเคราะห์ของผมอาจจะไม่ถูกเสมอไป

    ในขณะที่ผมคิดไปคิดมาผมก็อดคิดถึงเรื่องทัศนคติของป้าและผมไม่ได้ว่าทำไมเราถึงให้คุณค่ากับอาชีพที่อยู่ในระบบนั้นมากกว่าอาชีพอิสระ ทำไมครูต้องดีกว่าแม่ค้าขายข้าวหมก แล้วมันดีกว่าจริงหรอ แล้วดีตรงไหน ยังไง ทำไมไม่มีใครพูดต่อแบบชัดเจนถึงเรื่องนี้ ทำไมต้องวัดกันที่ตัวเงิน ทำไมต้องมองที่ความสบาย แล้วความสบายที่ว่า เราวัดกันที่ไหน ยังไง และที่สำคัญทำไมเราต้องปลูกฝังและส่งต่อค่านิยมผิดๆ ที่ว่าข้าราชการหรืองานในระบบดีกว่างานในอาชีพอื่นๆ ขณะที่ชาวจีนในปาตานีจะสอนลูกๆให้เป็นลูกจ้างในวัยยังเด็ก แล้วพอโตขึ้นให้ออกไปหาความรู้แล้วกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัวจนประสบความสำเร็จจนยิ่งใหญ่ทุกวันนี้ จากชาวจีนที่อพยพมาอยู่ปาตานี จนตอนนี้ธุรกิจใหญ่ในปาตานีล้วนแล้วมีเจ้าของเป็นชาวจีนและกาโบที่ไม่ใช่เจ้าถิ่นเดิมอย่างมลายูในพื้นที่

หวังว่าชาวมลายูปาตานีจะสร้างค่านิยมให้กับสังคมปาตานีใหม่ที่ให้ความสำคัญและให้คุณค่าแก่ทุกอาชีพอย่างเท่าเทียมเพื่อความก้าวหน้าของปาตานี


สิ่งที่ถูกต้องสำหรับเราอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องสำหรับคนอื่นก็ได้ เพราะสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเราอาจจะไม่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนอื่นก็ได้ 

SHARE
Written in this book
เศรษฐปตานี 1.0
การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนจะต้องพัฒนาในทุกด้านๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และอื่นๆ หนังสือเล่มนี้จะเปิดมุมมองด้านเศรษฐกิจปาตานีผ่านบทความที่เป็นประสบการณ์ของผู้เขียนประสบพบเจอมา และเล่าเป็นภาษาพูดอย่างง่ายเป็นกันเอง
Writer
PataniEcon
เศรษฐปตานี
บทความสะท้อนเศรษฐศาสตร์การเมืองปาตานี

Comments

DearPatani
6 months ago
ว้าววว​ เขียนดีครับบ
Reply
PataniEcon
6 months ago
ความรู้สึกล้วนๆ ไม่มีวิชาการคับ 555