แล้วฉันจะบ่นวิจัยให้ใครฟัง #1
สวัสดีค่ะ ติดต่อจากมหาวิทยาลัย..............................นะคะ ................................................................
แล้วพบกันวันปฐมนิเทศนะคะ กำหนดการทางสาขาจะรีบดำเนินการส่งให้ค่ะ สารพัดคำพูดระหว่างนั้นเบลอจนฟังไม่ทันแล้วล่ะ

เคยรับโทรศัพท์แล้วชีวิตเปลี่ยนไหม
ไม่แน่ใจว่าชีวิตได้เจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยไหม แต่ครั้งนี้มันเกิดขึ้นแล้ว
ผลมันบอก ที่อยากถูกเลือกได้ถูกเลือกแล้ว

สวัสดีชีวิตปอโท
เริ่มต้นแบบงงๆ ลุ้นจนเลิกลุ้นไปแล้ว ปีที่แล้วเคยสมัครไปครั้งนึง ผลออกมาไม่ติดว่ะ ก็ร้องไห้อยู่แป๊ปนึง ไม่แน่ใจว่าร้องไห้ทำไม เพราะเสียใจหรือคาดหวังมากไปกันแน่
ครั้งนี้ก็เหมือนเดิม ขั้นตอนเหมือนกัน เปลี่ยนที่เราเปลี่ยนสถาบันใหม่ คนมันเคยเฟล จะกลับไปที่เก่าก็กลัวใจอยู่

หลังจากนั้นก็ถามตัวเองย้ำๆแบบนี้เรียกว่าติดแล้วไหม ต้องทำไงต่อ นอนอึนๆอยู่สองสามคืน ก็มีรายละเอียดต่างๆถูกส่งมาให้ทำความเข้าใจ และยอมรับว่าก็ไม่ได้เข้าใจไปทั้งหมดในครั้งเดียว

คำถามต่อมาคือ เราควรบอกใครบ้าง บอกที่บ้านดีไหม อันนี้แอบไปลองสมัครเอง ไม่ได้บอกเขาแบบปีก่อน ใจจริงคือถ้าไม่ติดจะได้ไม่เฟลมาก กลัวทุกคนจะคาดหวัง กลัวตัวเองจะผิดหวัง ตอนโทรไปบอกคนที่บ้าน ให้ความรู้สึกเหมือนสมัยสมัครปอตรีอีกครั้ง

งานประจำ เอาไงดีเรียนเสาร์-ทิตก็จริงอยู่ วันธรรมดาก็เป็นมนุษย์ออฟฟิศกันต่อไปนะ ต้องบอกทีมกับหัวหน้าไหม จะได้บอกเกี่ยวกับความรับผิดชอบอีกมุมนึงที่เราต้องทำหลังจากนี้ แต่ก็พลาดอีกล่ะ เพิ่งรู้ว่า การแจ้งของเราครั้งนี้โผงผางไปหน่อย ว่าไม่สามารถทำงานเสาร์ ทิตได้ล่ะ แต่ถ้าวันธรรมดาอ่ะเต็มที่ ในมุมนี้ก็พูดไปเพราะคิดว่าบอกไปเลย จะได้ไม่ถูกคาดหวังมาทางเรา กลัวเราไม่สามารถเต็มที่กับมัน หากมีงานจริงๆให้คนที่พร้อมดีกว่า 
แต่ลืมว่ะ ลืมไปจริงๆ ว่าคนอื่นก็มีภาระในเสาร์ ทิตเช่นกัน เขาอาจจะไม่เรียน แต่เขามีครอบครัว เขามีเพื่อน เขามีวันหยุด เขาก็อาจจะไม่โอเคกับภาระงานท่ีต้องเพิ่มขึ้น หากมีใครสักคนต้องโดนตัดไปจากนี้ เราลืมไป ซึ่งไม่คิดว่ามันจะเซนซิทีฟกับเพืื่อนร่วมทีม ไม่มีใครผิด อาจจะเป็นเราที่เผลอจนไม่ระวัง คิดแต่มุมของเราคนเดียว เราเพิ่งมารู้ภายหลังเราเองก็เสียใจนะ เราออกตัวเกินไป เราอยากให้ทุกคนเข้าใจจนลืมทำความเข้าใจคนอื่นเหมือนกัน เฟลไปอีกที

พอเริ่มนับหนึ่งครั้งแรกที่วันปฐมนิเทศ
อันนี้โคตรดี เพื่อนใหม่หลายคน มีหลากหลายวัย หลายวงการ มารวมตัวกัน ตื่นเต้นมากนะ เหมือนไปรับน้องอีกครั้งในวัยที่โตขึ้น ข้อมูลต่างๆถูกถ่ายทอดมาสู่ชาวเรา รวมถึงการทำวิจัย 
ชาวเราหลายคนดูเฉยๆ ในขณะที่ใจเราคือ ชิบหายแล้ว 
ต้องทำวิจัยอีกแล้ว กว่าจะส่งเล่มวิจัยป.ตรีได้ คือร้องไห้ไปหลายกระบุง

ความกระอักกระอ่วนเป็นขั้นตอนแรกที่ปรากฏ เราไม่ได้อ่านหลักสูตรให้ระเอียดเหรอ ทำไมถึงเหมือนมีแต่เราที่ไม่รู้ว่าต้องทำ เข้าใจมาตลอดว่าเลือกแผนที่ไม่ต้องวิทยานิพนธ์คือไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แค่เรียน ปฏิบัติ และสอบ จบเลย เพื่อนยังล้ออยู่เลยว่า มึงอ่ะจ่ายครบจบแน่ นี่ก็ยังคิดเลยว่าชีวิตมันจะง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ สอบไม่ผ่านก็ไม่จบเหอะ ในใจคือคิดแค่ว่า ต้องอ่านหนังสือให้มาก มีีเวลาให้กับการเรียนและการทบเทียนบทเรียน ลองปฏิบัติเยอะๆ ตั้งใจสอบ ยังก็จบแหละว่ะ คิดมาแค่นั้นเลย ก่อนเข้าไปปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่

จบจริงๆ หมายถึงจบแล้วไอ้ที่เข้าใจไปเองแบบไม่ถูก 
หลังจากวันนั้นก็บทบาทใหม่ที่เริ่มขึ้นจริง เปิดเทอมล่ะ เริ่มเรียน เริ่มบ่นกระปอดกระแปดทุกวัน นานวันการบ่นทำให้ใครหลายคนรอบตัวเอือมระอา สะอึกตอนมีใครคนนึงถามว่า แล้วมึงไปเรียนไปทำไม ถ้ามึงไม่พร้อม ไหนมึงบอกว่าอยากเรียน แค่นี้มึงไม่ไหวล่ะ บ่นอยู่ได้

ร้องไห้นะ ร้องไห้ในใจเงียบๆ คงไม่ได้มีใครอยากฟังในสิ่งที่เราบ่นอยู่ตลอด คงไม่มีใครอยากมานั่งให้เราสู้ๆ ส่งแรงใจให้ทุกวัน เราเลยพยายามเลิกบ่นกับทุกคน จึงนึกถึงวิธีบ่นในพื้นที่สักที่ ที่เป็นใครก็ได้ ถ้าเขาสนใจเขาคงมาอ่านเอง ถ้าเขาเข้าใจก็ดีมากแล้วสำหรับเรา

เราคิดเอาเองว่าเราคงใหม่สำหรับการเรียนที่ห่างหายจากรั้วมหาวิทยาลัยสามปี วุฒิภาวะของเราอาจจะไม่ได้สงบนิ่งประครองไปกับวัยตามสมควร มันมีความเสียใจอยู่เนืองๆ เราอยากรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองเลือกนะ เรากำลังพยายามอยู่ แต่เราก็คงจะบ่นจนกว่าจะจบแหละ 

ตอนนี้คือเคียดกับการหาหัวข้อวิจัยและโมเดลต่อไป ไว้เราจะมาบ่นใหม่เพราะเราคงต้องใช้พื้นที่นี้คือสักระยะ


SHARE
Writer
Giftwasa
Dreamer
สาวใต้ ตาคม ผมยาว ติดละคร ชอบอ่านนิยาย เพื่อนแต่งตั้งให้เป็นศิราณีกูรูการฟังด้านความรัก ชอบที่สุดคือการพูด งานอดิเรกคือดูโคนัน ชีวิตประจำวันคือเป็นสาวออฟฟิศ มีความอยากบ่นอยากเล่าสูง กำลังต่อโทเพื่อของขวัญให้ตัวเอง

Comments