ฝนตก สวนหย่อม และเพื่อนไม่สนิท (7)
  
ฝนตก สวนหย่อม และเพื่อนไม่สนิท (7)

   ถ้าหากจะให้ผมวาดภาพสักภาพ โดยมีโจทย์ที่เกี่ยวกับหลักการทำงานในเชิงสองมิติของโลกใบที่ผมได้เข้ามายุ่งเกี่ยว(หรือผมอาจจะอยู่กับมันมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น) ผมคงจะวาดภาพขึ้นมาโดยใช้เส้นสีแดงเส้นเดียวเชื่อมต่อกันจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง จากเส้นตรงเส้นหนึ่งกลายเป็นรูปทรง จากนั้นก็เพิ่มเติมรายละเอียด เท่าที่การเคลื่อนไหวของมนุษย์จะกระทำได้ กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดจากการลากเส้นเพียงครั้งเดียว จรดพู่กันเปียกชุ่มลากไปบนเนื้อเยื่อกระดาษ ตามใจปรารถนาหรือไม่ ผมไม่เสียเวลาหาคำตอบ ไม่เสียเวลาพินิจเลือกสี (ถึงแม้ทุกๆครั้งผมมักจะหยิบสีแดงมาใช้ก็เถอะ) และไม่เสียเวลาแม้แต่จะร่างภาพขึ้นมาในหัวเลยด้วยซ้ำ แม้จะไม่มั่นใจนักว่ารูปทรงที่จินตนาการไว้ มันมีตัวตนอยู่ก่อนหรือภายหลังจากที่ผมวาด ผมก็จะปักหลักยึดมั่นกับการจรดพู่กันครั้งนี้ จากนั้นจึงสถาปนาให้รูปดังกล่าวเป็นคำตอบของโจทย์

   คำตอบไม่ได้เป็นไปตามโจทย์ หากแต่เป็นโจทย์ที่ต้องยอมสยบให้คำตอบ

   ถ้าจะให้ผมยกตัวอย่าง ส่วนประกอบหนึ่งของภาพวาดคือชื่อของภาพหรือในที่นี้คงเป็นโจทย์ของการวาดครั้งนี้ แต่การมีชื่อไม่ได้หมายความว่าคุณจะหลุดพ้นจากความเป็นสามัญทั่วไป ความสำคัญของการมีชื่อ คงพอๆกับการเลือกวัตถุดิบที่ใช้ทำกรอบรูปที่คุณใส่หลังจากวาดรูปนี้เสร็จ คุณค่าในประเด็นปัญหาข้อนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเรียกของสิ่งๆหนึ่ง และไม่ได้ทำให้ภาพที่วาดขึ้นมามีความชอบในทางรูปธรรมหรือนามธรรม

   ถ้าเช่นนั้น พวกเราควรทำเช่นไร ถ้าเราจำเป็นจริงๆที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่หลักการและทฤษฎีที่ผ่านๆมาเชื่อถือไม่ได้ เราจะทำใจยอมรับสิ่งๆหนึ่งได้จริงหรือ ถ้ามันขัดกับกฎของธรรมชาติ ความรู้ในทางเทคนิค หรือความเชื่อที่สั่งสมกันมายาวนาน ทั้งที่ถูกหลงลืมและที่ยังคงใช้กันอยู่จนถึงทุกวันนี้

   เพราะฉะนั้น เมื่อหลักการทั่วไปไม่สามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่งที่เรารับรู้ได้ ก็ควรจะให้เป็นหน้าที่ของการมีตัวตนและการไม่มีตัวตนไปพร้อมๆกันของสิ่งๆนั้น จับมัน ใช้ทุกวิถีทางที่จะทำให้มันเชื่องได้ แล้วนำมาเป็นตัวบ่งชี้

   เช่นนั้น การมีตัวตนอยู่ในโลกสองใบโดยที่ไม่จำเป็นต้องก้าวเท้าเดินไปไหน จะถูกต้องพอๆกับการคงอยู่ของตัวตนที่ไม่มีพื้นที่พอจะหยั่งขายืนได้ครบทั้งสองข้าง



   คำตอบที่ถูกต้องที่สุด...อย่างน้อยก็ในมุมมองใต้สำนึกในหัวกลมกลวงของ-

“ไม่เข้าใจ...” เต้ พูดขัดขึ้นมาก่อนที่ผมจะพูดจบ

“เช่นกัน”

   ผมกับเต้ยืนเคียงคู่กันอยู่เบื้องหน้าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เล็กๆ อันเป็นที่ตั้งของหินก้อนหนึ่ง ที่มีตัวตนและไม่มีตัวตนถ้าหากรวมสายตาของดวงตาสี่ดวงไว้ในคนๆเดียวกัน สิ่งที่ดวงตาหนึ่งคู่สะท้อนเห็นได้ แต่ดวงตาอีกหนึ่งคู่ไม่สามารถจับต้องถึงการมีตัวตนได้

   “ชื่อ”ชั่วคราวของวัตถุประหลาดเบื้องหน้า ที่ผมและเต้ร่วมกันตั้งให้หลังจากที่ใช้พลังงานที่มีทั้งหมดคุยกันอยู่นานสองนาน เพียงเพื่อแค่จะตั้งชื่อให้หินนิรนามนี้ คือ “หินดัมมี”

   “ชื่อ”ของหินก้อนนี้ คือ ความสำเร็จที่เราสองคน เสียเลือดเสียเนื้อ เพื่อให้ได้มันมา ความสำเร็จที่ทำให้เราลำพองและอาจหาญจะเทียบกับสองพี่น้องตระกูลไรท์ ถ้าหากได้ลงประกวดรางวัลเกี่ยวกับ "การตั้งชื่อหินที่ผู้ค้นพบหนึ่งในสองคนไม่สามารถมองเห็นและจับต้องได้" 
 

☂ 
SHARE
Written in this book
ฝนตก สวนหย่อม และเพื่อนไม่สนิท
คำนำ ผมโตขึ้น บทเพลงชีวิตยังบรรเลงต่อไป ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ท่อนใด รู้แค่ว่าผมชอบวันฝนตก
Writer
coldscriptedline
Writer
And though I write them by the light of day, Please read them by the light of the moon

Comments

coldscriptedline
7 months ago
เขียนมาพอสมควร ก็เลยมีความคิดอยากลองทำหนังสือด้วยตัวเองครับ
เล่มละประมาณ200-300หน้า
ถ้ายังไงจะมาอัพเดทอีกทีนะครับ 
ขอบคุณที่ติดตามครับ 
รัก 
Reply