จงเชื่อในบางสิ่ง, ถึงแม้ว่ามันต้องแลกมาด้วยทุกสิ่ง (part1)
“Believe in something. Even if it means sacrificing everything.”
“จงเชื่อในบางสิ่ง, ถึงแม้ว่ามันต้องแลกมาด้วยทุกสิ่ง”

(1)
ประโยคที่มีคำ 9 คำนี้ เป็นสโลแกนของ Nike ที่ถูกประกาศในปี 2018 ถ้าฟังเผินๆ มันก็อาจจะเป็นแค่อีกสโลแกนประจำปีของแบรนด์อุปกรณ์กีฬา แต่สิ่งพิเศษคือ ประโยคนี้เป็นสโลแกนฉลองการครบรอบสามสิบปีของวลีที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Nike อีกด้วย

Just do it – แค่, ทำมันสิ

ประโยคดังกล่าวไม่ได้บอกอะไรใหม่ ไม่ได้เป็นความรู้ใหม่ ไม่ใช่คำคล้องจองด้วยซ้ำไป มันแค่ตอกย้ำในสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า ‘ถ้าไม่มีก้าวแรก มันก็ไม่มีทางที่จะมีก้าวต่อไป’ มันก็แค่เป็นคำสามคำที่บอกกับตัวเราเองว่าอย่าคิดมากไปเลย อย่ามีข้ออ้างอีกเลย จะรอไปจนเมื่อไหร่กันเหรอ ก็แค่, ทำมันสิ.

มันเป็นหนึ่งในวลีที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาลอย่างไม่ต้องสงสัย หากแต่ประโยคที่ยาวกว่าเมื่อสามสิบปีให้หลังนี้ กำลังสร้างคลื่นและแรงกระแทกอันทรงพลังไปยังสังคมที่อาจจะใหญ่ยิ่งกว่านั้น ดูเหมือนแบรนด์รองเท้ากีฬาที่มีรายได้มากกว่า 30,000 ล้านดอลล่าร์นี้ ตัดสินใจที่จะกระโดดลงไปในสนามรบที่ใหญ่กว่าตัวเอง

หลังจากที่โฆษณาของสโลแกนตัวนี้ถูกเผยแพร่ ปรากฏการณ์ในอเมริกาก็เหมือนจะลุกเป็นไฟ คำว่าลุกเป็นไฟนี่จริงตามตัวอักษรนั้นเลย รองเท้าไนกี้ถูกเผาไปนับหมื่นคู่ในวันเดียว กระแสแฮชแท็ค #BoycottNike แพร่กระจายไปทั่วทวิตเตอร์ หุ้นของไนกี้ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสูงสุดนั้น หล่นฮวบทีเดียวลงกว่า 5%

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ความเป็นจริงเบื้องหลังเหตุการณ์นี้ยาวนานและซับซ้อนมากกว่าที่เราคิด ที่สำคัญก็คือ มันยังไม่จบ และดูเหมือนไม่มีใครรู้ว่ามันจะจบลงยังไงอีกด้วย

(2)
ถ้าพูดถึงสหรัฐอเมริกา ประทศเกิดใหม่ที่ปัจจุบันเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกในตอนนี้ เป็นเหมือนกับหม้อซุปขนาดใหญ่ที่เคี่ยวเอาวัฒนธรรมต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน คนหลายชาติ หลายภาษาต่างไหลเข้ามาในทวีปที่เรียกว่าโลกใหม่นี้

แต่ถึงแม้สัดส่วนของชาวคอร์เคเชี่ยน หรือคนผิวขาวจะมีสัดส่วนมากที่สุดก็ตาม แต่ถ้าเราคิดถึงอเมริกาแล้ว เราก็อดที่จะพูดถึงคนดำหรือชาวแอฟริกัน-อเมริกันไม่ได้

ทุกคนรู้ว่าคนดำนั้นถูกส่งเข้ามาในทวีปนี้ในฐานะของทาส ทาสผู้ถูกลดความสำคัญจากชนชั้นทางสังคมให้ต่ำกว่ามนุษย์เหลือเป็นเพียงแค่สิ่งของ แต่ก็เพราะเช่นนี้เองที่ทำให้การใช้แรงงานทาสนั้นเป็นส่วนหนึ่งของความเจริญทางด้านเศรษฐกิจของอเมริกามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะทางรัฐทางใต้ที่ทำไร่ฝ้ายเป็นหลัก

หากแต่ด้วยความเจริญขึ้นของวัฒนธรรมเมื่อเวลาผ่านไป การใช้คนราวกับเครื่องจักร หรือการซื้อขายทาสราวกับสิ่งของนั้น ไม่ถูกยอมรับอีกต่อไป การเลิกทาสในอเมริกาจึงเกิดขึ้น พร้อมกับสงครามกลางเมืองของรัฐทางเหนือและทางใต้อย่างที่เราทราบกันว่ารัฐทางเหนือเป็นฝ่ายชนะ และการเลิกทาสก็เกิดขึ้น

แต่ทว่าคนผิวดำก็ยังไม่ได้ถูกยอมรับในสังคม การกีดกันทางสังคมนั้นยังรุนแรง ภาพยนตร์หลายๆ เรื่องยังคงย้อนเวลาไปยังเหตุการณ์เหล่านั้น ที่คนดำยังคงต้องใช้ห้องน้ำแยกกับคนผิวขาว การกีดกันไม่ให้คนดำเข้ามหาวิทยาลัย จนไปถึงว่าคนดำเองก็ยังคงถูกลอบฆ่าอย่างโหดร้ายทารุณ โดยไม่มีใครทำอะไรได้

แม้ว่าเหตุการณ์จะดูเหมือนดีขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงยุคปัจจุบัน แต่ว่าการเหยียดผิวก็ยังคงมีอยู่ มันไม่ได้ถูกแสดงออกมาอย่างชัดเจน เพราะกระแสสังคมกดทับมันไว้ แต่ในใจลึกๆ แล้วนั้น การเหยียดผิวไม่เคยหายไปไหนเลย

เรามักจะได้ยินแก๊กหรือโจ๊กเหยียดผิวแบบ stereotype เกี่ยวกับคนดำว่า คนดำนั้นโง่ ยากจน ไร้การศึกษา ติดยาหรือไม่ก็ค้ายาเสพติด จนความเป็นคนผิวดำจะมีภาพของการลักขโมย อาวุธปืน แก๊งค์ค้ายา และการก่ออาชญากรรมมาขึ้นมาด้วยเสมอๆ

กระทั่งตำรวจส่วนใหญ่ที่เป็นคนผิวขาวเอง ก็ถูกแนวคิดนี้ฝังอยู่ในหัว และมีแนวโน้มที่จะทำการเหยียดผิวโดยการเขียนใบสั่ง ใช้กฏหมายแบบเต็มรูปแบบ ใช้กำลังหรืออาวุธเมื่อเจอกับผู้ต้องสงสัยที่เป็นคนผิวดำมากกว่าคนผิวขาวอย่างเทียบกันไม่ได้

แน่นอนว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าคนดำเองจำนวนไม่น้อยก็เป็นแบบนั้นจริงๆ แต่การเลือกปฏิบัติแบบนี้ก็สร้างความเจ็บปวดให้พวกเขาไม่น้อย มันค่อยๆ สะสมความเจ็บแค้นไว้เป็นเวลาหลายทศวรรษ จนถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ความเจ็บปวดนี้ถูกกระเทาะจนระเบิดออกมา

นั่นคือเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘Ferguson Unrest’ ที่เกิดขึ้นในปี 2014

(3)
เหตุการณ์เกิดขึ้นในเมืองเฟอร์กูสัน มลรัฐมิซซูรี่ ในคืนวันที่ 9 สิงหาคม เมื่อไมเคิล บราวน์, เด็กหนุ่มผิวดำวัย 18 ปีถูกวิสามัญฆาตกรรมโดยชายหนุ่มผิวขาว ผู้เป็นตำรวจของเมืองเฟอร์กูสันที่มีชื่อว่าดาร์เรน วิลสัน หลังจากบราวน์และเพื่อนอีกคนได้หลบหนีจากการจับกุมของวิลสัน หลังจากที่ต้องสงสัยว่าสองคนนี้เป็นคนปล้นร้านสะดวกซื้อในละแวกใกล้เคียง

ทั้งสองคนวิ่งหนีออกจากรถไปคนละทาง อาจจะโชคร้ายที่วิลสันเลือกที่จะไล่ตามบราวน์ไป เพราะการไล่ตามนี้จบลงด้วยการวิสามัญฆาตกรรม หากแต่ว่ามันไม่ใช่การวิสามัญฆาตกรรมธรรมดา

จากการชันสูตรพบว่าไมเคิล บราวน์นั้นถูกยิงเข้าถึง 12 นัด, 6 นัดในนั้นเป็นการยิงเข้าจากด้านหน้า และคำให้การของเพื่อนอีกคนของบราวน์ ก่อนที่จะถูกยิงนั้น บราวน์ผู้ไม่มีอาวุธ ยกมือขึ้นเหนือศีรษะพร้อมกับตะโกนบอกกลับไปยังตำรวจว่า “อย่ายิง” (Don’t shoot) แต่เขาก็ถูกวิสามัญฆาตกรรมอยู่ดี

เหตุการณ์นี้ทำให้เมืองเฟอร์กูสันที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำระเบิดความโกรธแค้นออกมา ชาวเมืองนับหมื่นได้ออกมาตามท้องถนน สร้างความวุ่นวายจนกลายเป็นการจลาจล

มีการก่อเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ในเมืองเฟอร์กูสัน โดยเฉพาะบริเวณสถานีตำรวจ ด้วยการขว้างขวดและก้อนหินเข้าใส่เจ้าหน้าที่ ร้านค้าต่างๆ ถูกปล้นสดม รวมทั้งจุดไฟเผารถยนต์หลายคัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกองกำลังรักษาความสงบ (National Guard) เข้ามาควบคุมสถานการณ์ด้วยแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง

แต่นอกจากสถานการณ์จะไม่ดีขึ้นแล้ว การควบคุมสถานการณ์นี้ก็เหมือนกับราดน้ำมันลงบนกองไฟ เหล่าผู้ประท้วงที่เป็นชาวบ้านมากมาย เริ่มเผชิญหน้ากับตำรวจมีอาวุธตรงๆ โดยการเดินเข้าหา ยกมือขึ้น พร้อมกับตะโกนว่า "Hands Up, Don't Shoot" แบบเดียวกับที่ไมเคิล บราวน์บอกก่อนที่จะถูกยิง

การประท้วงนี้ขยายวงกว้างออกไป กินเวลานานเป็นเวลาหลายเดือนในเมืองเฟอร์กูสัน โดยไม่มีท่าทีว่าการประท้วงจะหยุดลงง่ายๆ จนอีกเหตุการณ์ได้เกิดขึ้น, เหตุการณ์ที่ทำให้ความรู้สึกของประชาชน ที่มีต่อการเลือกปฏิบัติของตำรวจเมืองเล็กๆ ในรัฐมิซซูรี่ กลายเป็นเรื่องราวระดับประเทศได้อย่างแท้จริง

ในวันที่ 24 พฤศจิกายน เมื่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่ฟ้องเจ้าหน้าที่ดาร์เรน วิลสัน ในข้อหาละเมิดละเมิดสิทธิพลเมือง เพราะไม่สามารถหาหลักฐานเรื่องการตะโกนบอกว่าอย่ายิง และการยกมือขึ้นเหนือศีรษะได้ การวิสามัญฆาตกรรมนั้นถือเป็นการป้องกันตัวของตำรวจเท่านั้นเอง

แต่ไม่มีใครไม่เชื่อว่าบราวน์จะไม่ทำแบบนั้น หรือว่าถ้าเด็กหนุ่มต่อสู้จริง การยิงผู้ต้องหาที่ไม่มีอาวุธจนลูกกระสุนหมดก็เกินกว่าเหตุอยู่ดี การเลือกปฏิบัติของตำรวจต่อคนผิวดำไม่ได้หยุดอยู่แค่ตำรวจผิวขาวไม่กี่คนอีกต่อไป แต่เหมือนเป็นสิ่งที่ตำรวจทั้งหมดได้พูดออกมาดังๆ ว่า “มันก็แค่เรื่องธรรมดาน่ะ จะใส่ใจมากไปทำไม”

ประเทศเริ่มแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายอย่างช้าๆ มันมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินนี้ แต่ไม่ใช่แค่คนผิวดำเองที่โกรธแค้น เหล่าตำรวจเองก็เจ็บแค้นในเรื่องนี้เช่นกัน ความเข้มงวดของตำรวจต่อคนผิวดำ รวมทั้งการจับกุมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดราวกับการแก้แค้นให้กับเพื่อนตำรวจด้วยกัน

การจับกุมอันเข้มงวดที่เกี่ยวพันกับการเหยียดผิวนี้ ภายหลังก่อให้เกิดการวิสามัญฆาตกรรมของตำรวจที่มีต่อคนผิวดำขึ้นอีกหลายครั้ง และมีอีกหลายครั้งที่เกิดขึ้นอย่างน่ากังขา เช่นเรื่องของ พอล โอนีลหนุ่มผิวสีอีกคนผู้ไม่มีอาวุธ แต่ก็ถูกตำรวจยิงจนเสียชีวิตในขณะขับรถหลบหนี หลังจากปฏิเสธที่จะหยุดรถตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่

เสียงของบรรดาคนดำและผู้คนมากมายเริ่มดังขึ้น ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมให้คนผิวสีอย่าง Black Lives Matter เริ่มส่งเสียงเรียกร้องให้กับการเหยียดผิวและความอยุติธรรมนี้

หากแต่การเหยียดผิวและความแตกแยกของสังคมไม่ได้ลดลงไปเลย ซ้ำร้ายมันกลับเพิ่มทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีกหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในปี 2016 และอย่างที่รู้กันผู้ชนะการเลือกตั้งคือโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ที่มาพร้อมกับนโยบายขวาจัดอย่าง การสร้างกำแพงระหว่างอเมริกาและเม็กซิโก สุนทรพจน์อันแฝงไปด้วยอคติทางเชื้อชาติ

Making American Great again.

บรรยากาศในอเมริกาตอนนั้นจึงเต็มไปด้วยความแตกแยกที่เกือบจะสัมผัสได้ มันแทบจะกลั่นตัวออกมาเป็นหมอกจางๆ เลยทีเดียว และเหตุการณ์ที่เป็นต้นกำเนิดของสโลแกนของ Nike ก็เริ่มต้นขึ้น

ไม่เลย มันไม่เหมือนกับ ‘Ferguson Unrest’ มันไม่กราดเกรี้ยวและรุนแรงแบบนั้น แต่หากจะบอกว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่กระทบต่อรากฐานของความรู้สึกของคนอเมริกันนับล้านๆ คนยิ่งกว่าการถูกยิงของไมเคิล บราวน์ก็คงไม่ผิดมากนัก

นั่นคือเรื่องของโคลิน เคเพอร์นิก และการประท้วงต่อการเคารพเพลงชาติสหรัฐ (U.S. national anthem protests)

(4)
ในสหรัฐอเมริกาก็มีธรรมเนียมใกล้เคียงกับในบ้านเรา ที่มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนที่จะเริ่มฉายหนัง, ในช่วงระหว่างก่อนเริ่มการแข่งขันกีฬาที่สำคัญๆ จะมีการเชิญให้นักร้องมาร้องเพลงชาติที่ชื่อว่า The Star Spangled Bannerในระหว่างนั้น ทุกคนในสนามก็จะยืนขึ้น หลายๆ ครั้งเราจะเห็นนักกีฬาที่อยู่สนาม บางคนก็ยืนตรง บางคนก็ยกมือขวาขึ้นแนบกับหัวใจในระหว่างการร้องเพลงชาติด้วย

แต่มันไม่มีกฎอะไรบอกชัดเจนหรอกว่าในระหว่างที่เพลงชาติดังขึ้น นักกีฬาจะต้องทำความเคารพแบบไหน

การประท้วงของโคลิน เคเพอร์นิค ผู้ที่ในตอนนั้นเป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลในตำแหน่งควอเตอร์แบ็ค ของทีมซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนเนอร์สในลีค NFL เริ่มต้นขึ้นเงียบๆ ในช่วงระหว่างเกม preseason ของปี 2016 โดยแทนที่เขาจะยืนขึ้นในระหว่างเพลงชาติ เขากลับนั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ข้างสนาม

ในสองสามเกมแรกของ preseason นั้น ยังไม่มีใครสังเกตเห็นถึงการประท้วงของชายหนุ่มด้วยซ้ำไป แต่สุดท้ายเมื่อเริ่มมีคนเห็น และถามเคเพอร์นิคถึงสาเหตุของเรื่องนี้ คำอธิบายของควอเตอร์แบ็คหนุ่มคือ เขาไม่สามารถยืนทำความเคารพต่อเพลงชาติ ที่ความหมายช่างตรงกันข้ามกับการเลือกปฏิบัติต่อคนผิวดำได้

“I am not going to stand up to show pride in a flag for a country that oppresses black people and people of color”

โคลิน เคเพอร์นิคเป็นลูกครึ่งโดยมีพ่อเป็นคนผิวดำและแม่เป็นคนผิวขาว แต่ทั้งสองคนนั้นแยกทางก่อนที่เขาจะเกิดเสียอีก ชายหนุ่มถูกรับเลี้ยงมาโดยสามีภรรยาเคเพอร์นิคผู้เป็นคนผิวขาว ดังนั้นอาจจะบอกได้ไม่เต็มปากว่าเขาเป็นตัวแทนของคนผิวดำส่วนใหญ่ แต่ด้วยการเหยียดผิวและความแตกแยกที่รุนแรงมากขึ้นและมากขึ้นในอเมริกา ทำให้เขาตัดสินใจทำการประท้วงในลักษณะนี้

เพลง The Star Spangled Banner ที่เป็นเพลงชาติสหรัฐอเมริกานั้น โดยเนื้อแท้แล้วเป็นบทกวีที่สดุดีให้กับการต่อสู้ระหว่างอเมริกาต่ออังกฤษในสงครามประกาศอิสรภาพ มันเริ่มถูกใช้เป็นเพลงในกองทัพเรือสหรัฐก่อน ดัดแปลงอีกหลายครั้ง เพิ่มเติมบทที่เกี่ยวพันกับสงครามกลางเมือง แล้วในที่สุดก็ลายเป็นเพลงชาติสหรัฐในที่สุด

เนื้อหาของเพลงนั้นเกี่ยวข้องทั้งเสรีภาพและความเท่าเทียมกันของผู้คนในสังคม แต่ก็ไม่อาจแยกออกจากการสดุดีให้กับเหล่าทหารที่สละชีวิตของตัวเองได้ ในภายหลังเคเพอร์นิค จึงเปลี่ยนการประท้วงของเขาจากการนั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างสนาม มาเป็นการคุกเข่าลงข้างหนึ่งในขณะที่เพลงชาติกำลังบรรเลงแทน

การคุกเข่าลงข้างหนึ่งนี้ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วง และค่อยๆ แพร่กระจายออกไปยังเพื่อนร่วมทีม และผู้เล่นอเมริกันฟุตบอลคนอื่นๆ เกือบทั้งลีค รวมถึงนักกีฬาชนิดอื่นๆ อีกมากมายในภายหลัง จุดยืนของเขาได้ปลุกกระแสสังคมเกี่ยวกับการเหยียดผิวขึ้นอีกครั้ง
แม้จะเริ่มต้นและแพร่กระจายออกไปอย่างเงียบๆ หากแต่ดูเหมือนจะสร้างคลื่นกระทบสะเทือนออกไปยังสังคมอย่างคาดไม่ถึง กระแสวิพากษ์วิจารณ์นั้นค่อนข้างรุนแรงทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับเคเพอร์นิค แม้กระทั่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังออกมาเรียกร้องให้ไล่นักกีฬาที่ไม่ยอมยืนตรงเคารพธงชาติสหรัฐฯ ออกไป

"Get that son of a bitch off the field right now, out, he's fired. He's fired!"

หากแต่ว่า มันไม่ใช่ครั้งแรกที่การประท้วงเกิดขึ้นกับเพลงชาติ/หรือธงชาติ แต่ทำไมกันที่ U.S. national anthem protests ของเคเพอร์นิค ในครั้งนี้เหมือนจะส่งผลกระทบไปตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงประธานาธิบดี ทั้งที่เป็นแค่การคุกเข่าเท่านั้น

ไม่มีใครหาคำตอบในเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน มันอาจจะเป็นเพราะกระแสขวาจัดที่กำลังเกิดขึ้น การใช้ Social media ที่แพร่พลายมากกว่าในอดีต หรือเพราะเป็นตัวของเคเพอร์นิคเอง แต่ส่วนตัวแล้ว ที่เรื่องราวมันมาจนถึงจุดนี้ได้ อาจจะเป็นเพราะมันเกี่ยวข้องกับ ‘อเมริกันฟุตบอล’


SHARE

Comments