LDR ในแบบสาวไทยและหนุ่มเมกา #2
เอาจริงๆ หลังจากที่ฉันรู้ว่าเขาชอบฉัน เราชอบกัน
 ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปมากมาย..
อาจเป็นเพราะเราคุยกันเยอะมากๆอยู่แล้ว
ในเกือบทุกเรื่อง :)

ฉันเป็นคนช่างถาม ขี้สงสัย
เขาเป็นนักตอบคำถาม แต่ไม่ชอบถาม
แต่บทสนทนาของเราทั้งคู่ก็เป็นไปอย่างลงตัวทุกครั้ง
สนุกที่ได้ถาม และสนุกที่ได้รับคำตอบจากเขา

‘โรคนอนไม่หลับ’ คือสิ่งที่เขาเป็นอย่างเรื้อรัง เขานอนไม่หลับมาหลายต่อหลายปี ฉันเลยแอบถามเขาว่า การออกกำลังกาย หรือ การดูหนัง อ่านหนังสือ รึแม้กระทั่งยานอนหลับไม่ได้ช่วยเลยหรอ? น่าเสียดายที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย.. ฉันไม่รู้มาก่อนว่า อาการนอนไม่หลับนี่เป็นผลพวงหนึ่งจากโรคซึมเศร้าด้วย

ความว่าเวลาของเราต่างกันถึง 12 ชั่วโมง การที่เขาว่างมาตอบคำถามเยอะๆของฉันในเวลาที่เขาควรจะนอน เลยทำให้ฉันสงสัย แต่ความที่เขาเป็น ‘มนุษย์บ้างาน’ จึงทำให้พอเข้าใจได้ว่าคงโหมงานหนักอีกตามเคย

Okay, we can talk later?
ฉันชอบประโยคนี้ทุกครั้งที่เขาถามเวลาจะนอน หรือจะไปทำอะไร รู้สึกดีที่ได้ยินคำถามที่เหมือนกับจะบอกเป็นนัยๆว่า “เดี๋ยวเรามาคุยกันใหม่นะ” ทั้งที่จริงๆแล้ว นี่คือประโยคสุภาพจากมนุษย์แสนสุภาพอย่างเขา 

นอกจากนอนไม่หลับแล้ว เขาเป็นผู้ชายที่คิดมากๆๆๆอย่างน่าเหลือเชื่อ อาจเพราะเขาเคยถูกคำพูดที่ไม่ดีพูดบ่อยๆ จนฝังในจิตสำนึกเขา ว่าเขาเป็นคนไม่น่ารัก หน้าตาไม่ดี และทำให้คนอื่นรู้สึกแย่

สำหรับฉัน “เขา”คือผู้ชายที่น่ารักที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอ
มันจริงอยู่ที่ฉันอาจไม่รู้จักตัวตนของเขาดีพอ ที่จะพูดประโยคนี้.. 
แต่คนอื่นจะคิดอย่างไร 
สำหรับตัวตนของผู้ชายที่เราคุยกันทุกวันกว่าสามเดือน คนที่ฉันสัมผัสได้ ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว...

เขา เป็นผู้ชายที่ทำอย่างดีที่สุดในทุกๆอย่างที่ได้รับมอบหมาย ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือว่าเรื่องใหญ่ ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ถ้าเขาได้ทำ เขาจะทำเต็มที่

เขา เป็นผู้ชายที่คิดมาก เพราะแคร์คนรอบข้างมากเกินไป เสียดายที่คนเหล่านั้น มีแค่เพียงนิดเดียวที่จะแคร์ความรู้สึกเขา

เขา เป็นผู้ชายที่อบอุ่น แต่บ้างานมากๆจนแทบไม่มีเวลาให้ตัวเอง แอบกดดันตัวเองในบางครั้งด้วย

คนเราไม่สามารถทำให้คนทั้งโลกพอใจได้ ดังนั้นฉันเลยไม่สนใจว่า คนอื่นๆจะเคยพูดถึงเขาว่าอย่างไร เพราะตัวตนน่ารักที่ฉันสัมผัสได้ แค่นี้ก็เพียงพอ.

ฉันเองไม่ใช่ผู้หญิงที่มีแรงดึงดูดเพศตรงข้าม เพื่อนสนิทฉันเคยบอกว่า ฉันเป็นคนหน้าดุ ดูแอบๆน่ากลัว แต่พอได้รู้จัก ได้คุยด้วย จะรู้ว่าน่ารักมาก 
แอบขอบคุณหน้าตาคมเข้มจากคุณพ่อ ที่ช่วยสกรีนผู้ชายที่จะเข้าหาเราเพราะหน้าตา หรือเพราะความสวย (เพราะมันไม่มี55) แถมตัวยังสูงกว่ามาตรฐานหญิงไทยไปอีก ด้วยประสบการณ์ที่นกมาแล้วหลายรูปแบบ กินนกเป็นอาหารมาแล้วตลอดปี ไม่นับการโสดยาวๆมา 7 ปีหลังจากเลิกกับแฟนคนแรก..

การเจอใครสักคนที่เข้าใจในความเป็นเรา ชอบเราจากสิ่งที่เป็น คือสิ่งที่ฉันต้องการมาตลอด...

ภาพลักษณ์ของฉันคือหญิงแกร่ง ทำอะไรด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร แท้จริงแล้ว สิ่งที่ซ่อนอยู่คือความเหงา เหงาในแบบที่บอกใครก็ไม่เชื่อ..

ความที่ชอบอะไรๆหลายอย่างเหมือนกัน ทำให้เราคุยกันได้เรื่อยๆ ฉันไม่เคยเบื่อที่ได้คุยกับเขา 

เขา ตาบ้าที่เพิ่งเล่นไลน์ และส่งคลิปวีดีโอตัวเองเป็นตัวตลก และรูปตัวเองในฟีเจอร์วันฮาโลวีนมาให้ตอนเที่ยงคืนทำให้ฉันแอบเคือง พอฉันทัก เขาถึงรู้สึกตัวว่ามันเที่ยงคืนแล้ว..(แกล้งกันรึเปล่าเนี่ยยย) 

ชื่อที่เขาเรียกฉัน เป็นชื่อเฉพาะที่มีไม่กี่คนรู้ เป็นชื่อภาษาอังกฤษที่แปลจากชื่อเล่นภาษาไทยของฉัน เพื่อนชาวต่างชาติสองคนที่ฉันทำงานด้วยตั้งชื่อนี้ให้ เพราะจะได้เรียกง่ายๆ (ไม่ชื่อโหลเหมือนชื่อไทยฉันด้วย) 

ฉันอนุญาตให้เขาเรียกชื่อนี้ และเขาเองก็เป็นคนเดียวที่เรียกฉันในชื่อนี้(ณ ตอนนี้) มันเลยเป็นความรู้สึกพิเศษด้วย เวลาที่ถูกเรียกชื่อที่พิเศษสำหรับเรา จากคนพิเศษอย่างเขา

เราเริ่มมีกิจกรรมเล่นด้วยกันคือ การส่งรูปให้กันและถามคำถามอะไรก็ได้อย่างน้อย 3 ข้อ.. ถึงจะเล่นได้ไม่นานนัก แต่ก็ทำให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น (รู้จักจนเขาเคยบอกว่า ฉันรู้เรื่องของเขามากกว่าเพื่อนเขาบางคนซะอีก)

ฉันมีคะแนนให้เขาแบบลับๆ เอาจริงๆตอนนี้ฉันเลิกนับคะแนนไปแล้วล่ะ (เลิกไปตอนไหนก็ไม่รู้) คะแนนมีทั้งบวก และลบ เหมือนเขาก็แอบสนุกกับการล่าคะแนนจากฉันเหมือนกันนะ (55)

ความคิดและทัศนคติของเขาที่มีต่อสิ่งต่างๆ รวมทั้งคน ทำให้ฉันสนใจและอยากรู้เกี่ยวกับเขามากขึ้น เขาเป็นคนแปลกที่มีแนวคิดแปลกๆ แต่เป็นความแปลกที่ฉันไม่เคยเจอ มันแปลกแบบน่ารัก แต่ก็แอบกวนๆอยู่หน่อยเหมือนกัน ฉันรู้แค่ว่า ฉันอารมณ์ดีทุกครั้งที่ได้คุยกับเขา 

ความจริงใจที่เขามีให้ ทำให้ฉันทลายกำแพงที่สร้างไว้ป้องกันตัวเองไปเลย ความรู้สึกของการเป็นที่ต้องการของใครสักคน การได้รับความรู้สึกดีๆจากใครสักคน มันทำให้หัวใจของฉันถามขึ้นมาว่่า “คิดดีแล้วหรอ?”
 “คนๆนี้จะไม่ทำให้เราเจ็บแน่หรอ?” “เขาจะชอบเราไปถึงเมื่อไหร่กัน?” 
อาจเป็นเพราะเราต้องการสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน เราต้องการความรัก และต้องการถูกรัก ดังนั้นความรู้สึกดีๆที่เรามีให้กัน มันเลยเติมเต็มความต้องการของหัวใจได้

จากคนที่เคยเหม็นความรัก ก็เริ่มมองเห็นโลกสดใสขึ้น..
สิ่งที่ตามมาคือ ฉันบอกตัวเองว่า ‘ครั้งนี้เราจะรักอย่างมีสตินะ’ บางทีความเคยชินของผู้หญิงคือ งี่เง่า เอาแต่ใจ ไร้สติ (ฉันนี่แหละ) ฉันคือเจ้าแม่ของการให้คำปรึกษาด้านความรัก ดังนั้น ความรักครั้งนี้ของฉัน ฉันเองก็จะทำให้ดีที่สุด
ความคาดหวัง = การยอมรับความผิดหวังที่อาจเกิดขึ้น
พอเราเริ่มคุยกันมากขึ้น เราก็อยากเจอกัน อยากรู้ว่าตัวตนของอีกฝ่ายเหมือนกับที่เราคุยกันผ่านตัวอักษรไหม? อยากรู้และฟันธงว่าคนๆนี้จะ ‘ใช่’ไหม?

Video calls ทำให้เราได้รู้จักอีกฝ่ายมากขึ้นในอีกรูปแบบหนึ่ง อย่างน้อยก็ฟันธงได้ว่า คนที่เราคุยด้วยน่ะ มีตัวตนจริงๆ ไม่ใช่เฟค รึเอารูปคนอื่นมา 
การคุยกันครั้งนั้น ทำให้ฉันชอบเขามากกว่าเดิม คาดหวังมากกว่าเดิม จนทำให้ฉันเกิดอาการ ‘งี่เง่า’ ที่เขาทำไม่ได้อย่างที่เคยพูดหรือเคยสัญญาไว้

การทะเลาะกันครั้งแรกของเรา เกิดจากความงี่เง่าของฉัน. ฉันดีใจนะ ที่เขามีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าฉันมากๆ (เขาอายุมากกว่าฉันด้วย) ยกนั้นเขาเลยเป็นผู้ชนะ

พอมีใครสักคนที่ฉันสามารถงอแงใส่ได้ ฉันจึงเผยความเป็นเด็กที่แอบซ่อนไว้จากคนอื่นๆให้เขารู้ ฉันเอาแต่ใจและเรียกร้องความสนใจ แต่เขาก็มีวิธีการรับมือกับเด็กดื้ออย่างฉันทุกครั้ง 

ฉันชอบความรู้สึกที่เป็นที่รัก ฉันรู้ว่าทุกคนก็คงชอบ 
ฉันโหยหาความรัก
การเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ที่ไม่ค่อยแสดงความรัก ก็ทำให้เหงามาก เพราะทั้งสองคนต้องทำงาน
ฉันมีเพื่อนน้อย แต่โชคดีที่ในจำนวนนั้นฉันมีเพื่อนสนิท

ความรัก คือสิ่งที่เพิ่มพลังชีวิตให้มนุษย์ขอบคุณจริงๆนะ ที่เขาเข้ามาทำให้หัวใจที่เจ็บจนชาเริ่มกลับมามีความรู้สึก..
ข้อความเก่าที่เราคุยกัน ก็ยังทำให้ฉันยิ้มได้ทุกครั้ง..
ขอบคุณจริงๆ ที่เขาเข้ามาทำให้ฉันรู้สึกตัวว่า ฉันเองก็เป็นคนที่สามารถให้ความรักกับคนอื่นได้เหมือนกัน..

#ติดตามตอนต่อไปค่ะ 




SHARE

Comments