LDR ในแบบสาวไทยและหนุ่มเมกา #1
LDR หรือ Long Distance Relationship คือความสัมพันธ์ระยะไกล หรือพูดง่ายๆว่าคือความสัมพันธ์ที่คนทั้งคู่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน

ฉันเองก็ไม่คิดว่าจะมาถึงจุดๆนี้นะ.. 
อาจเป็นเพราะอารมณ์พาไป หรือเพราะความเหงาตลอด 7 ปีที่ไร้ทั้งคนชอบ(เราไปชอบเขา และเขามาชอบเรา) เอาจริงๆ ในช่วงนี้ก็มีนกบ้างบางโอกาสน่ะนะ..

มันเริ่มต้นมาจากแอพที่ใช้เพื่อฝึกภาษา ฉันชอบภาษาอังกฤษ ชอบพูด แต่ไม่เจอใครให้พูดด้วย เลยต้องมาเพิ่งเทคโนโลยีอย่างแอพบนมือถือนี่แหละ

ใครจะไปรู้ว่า คนที่ยอมคุยด้วยแบบจริงใจสุดๆในแอพนั้น จะคุยกันมานานถึงตอนนี้
พ่อหนุ่มอเมริกันที่หน้าตาไม่หล่อที่สุดเท่าที่เคยเจอ 55+ แต่มีความจริงใจและจริงจังในการตอบคำถามมาก เป็นคนที่ทำให้การฝึกภาษาในแอพนั้นดูสนุกขึ้น และเป็นคนเดียวด้วยที่ไม่จีบเรา.. 

‘เขา’ เป็นคนแรกๆ ที่เราเจอผ่านแอพ เป็นคนที่คอยแนะนำการใช้งาน ออพชั่นต่างๆ ตอบปัญหาข้อสงสัยเกี่ยวกับแอพได้ดีกว่าแอดมิน รวมทั้งปัญหาที่ไม่ใช่เกี่ยวกับแอพ ทั้งเรื่องงาน เรื่องผู้ชาย เรื่องความรัก และอีกหลายๆเรื่อง ที่ฉันกล้าไปปรึกษากับคนแปลกหน้า(เพราะรู้ว่าเขาเอามาทำร้ายเราไม่ได้แน่ๆ) จนคนแปลกหน้า และหน้าแปลกคนนี้ ทำให้ฉันต้องรอว่าเขาจะตอบคำถามว่ายังไง 
    ตานี่พูดตรงจนน่าตบ แต่ก็ซื่อตรงจนเถียงไม่ได้. 

[ต้องเล่าก่อนว่า ก่อนจะมาใช้แอพนี้ ฉันเคยใช้แอพเดตชื่อดัง เจอกับผู้ชายงานดีอยู่คนนึง ดีทุกอย่าง แต่สุดท้ายก็เป็นได้แค่ “Holiday girlfriend” อันนี้นี่กินนกยักษ์เลยค่ะ โศกาเพราะเรื่องนี้จนทำให้หมดศรัทธาในความรักไปพักใหญ่ เลยมาหาแอพฝึกภาษาที่ไม่ได้เน้นจีบกัน แต่ก็ไม่วายโดนคนมาจีบจนได้]

หลังจากที่คุยกันไปเรื่อยๆแบบเพื่อนที่ดีในแอพนั้น มากว่า 3 เดือน ฉันก็เปลี่ยนมือถือและเบื่อการโดนจีบในแอพนั้นเต็มที..

 “เขา” คือ คนๆเดียวที่ฉันถามว่า “เราจะลบแอพนี้ทิ้ง แต่เราคิดว่าตลอดที่ใช้แอพนี้มา เราคุยกับนายแล้วสนุกมาก นายมีแอพอื่นหรือช่องทางการติดต่อที่เราจะติดต่อกันได้หลังจากนี้ไหม?” 

“เขา” เป็นผู้ชายแปลก ที่ไม่ค่อยมี social media เหมือนคนอื่นๆ แต่ก็ยอมโหลด Line เพื่อตามมาคุยกับฉัน :)

“เขา” มี “ฉัน” เป็นเพื่อนคนเดียวในรายชื่อเพื่อน
พอได้มาคุยใน Line เลยทำให้เราได้คุยกันมากขึ้น เพราะเป็นข้อความแบบ real time เวลาที่ต่างกัน -12 ชั่วโมงก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคมากมาย เพราะเราต่างหาเวลามาคุยกัน เราทั้งคู่ทำงานหนัก และมีเวลาไม่มาก ช่วงเวลาที่ห่างกันบางทีมันคือช่วงเวลาที่พอดีสำหรับเรา

 เช้าของฉัน คือ เย็นของเธอ 
เธอเลิกงาน คือ ฉันตื่นนอน

เราทั้งคู่มีหลายๆอย่างที่คล้ายกัน.. 
เราทั้งคู่เป็น “หนอนหนังสือ”
(ถึงจะคนละแนว แต่เรามีเรื่องโปรดเรื่องเดียวกัน)
เราทั้งคู่เป็น “ตากล้อง” 
(แถมชอบถ่ายรูปแนวเดียวกันด้วยนะ..)
เราทั้งคู่ชอบ “ดื่มชา” 
(แค่ชามีนมกับไม่มีนม)
เราทั้งคู่ชอบ “เขียน”
(เขียนกลอนกับเขียนนิยาย)
เราทั้งคู่ “เกิดวันอาทิตย์”
เราทั้งคู่ “ชอบกินอาหารญี่ปุ่น”
(ซูชิ+ซาชิมิ)
เราทั้งคู่ “ชอบต่อเลโก้”
(หุ่นยนต์กับนาโนบล็อก)
เราทั้งคู่ “ชอบทีรามิสุ”
และอื่นๆอีกมากมาย..

ฉันเริ่มชอบเขาตอนไหนก็ไม่รู้..

จำได้ว่า ครั้งแรกที่เราแลกรูปถ่ายกัน ฉันยังคิดว่า “ตานี่ไม่หล่อเลยอ่ะ!” ในขณะที่เขาชมว่า “คุณสวยจัง” (แถมยังขออนุญาตก่อนชมด้วยนะ 55+) 

เราอวดรูปที่พวกเราถ่ายมา น่าแปลกที่รูปที่พวกเราเลือกส่งให้กัน คืออะไรที่เหมือนๆกัน ..รูปคน รูปดอกไม้ รูปธรรมชาติ ที่ถูกถ่ายด้วยเลนส์ประเภทเดียวกัน การจัดองค์ประกอบก็คล้ายกัน 

You are my favorite notifications 
บางทีการเจอใครที่ชอบอะไรเหมือนกันก็ทำให้มีความสุขทำให้รู้สึกว่าได้เจอเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง..

ไม่รู้ว่าฉันรอที่จะได้อ่านข้อความจากเขาตั้งแต่เมื่อไหร่..
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่พอตื่นเช้าขึ้นมาพอมองมือถือก็จะมองหาชื่อของเค้าเป็นคนแรก..
เรารู้สึกดีๆต่อกันตั้งแต่ที่เรายังไม่ได้พบเจอกัน..

เรื่องที่ทำให้ฉันรู้สึกผิดจนถึงตอนนี้.. 
ฉันคุยกับเขาตลอดหลายเดือนโดยไม่รู้จักชื่อเขา :(

“Yeah if even thought I had a chance with you I’d go for it. You’re amazing!”
ฉันไม่เคยรู้สึกตัวเลยว่า ฉันโดนจีบตั้งแต่ประโยคนี้..
นี่คือคำตอบของเขาหลังจากฉันเล่าประสบการณ์ความนกของตัวเองให้เขาฟังด้วยความยาวขนาดเรื่องสั้นเรื่องนึง เขาปลอบใจฉัน
     ในตอนนั้นฉันคิดแค่ว่า “คนๆนี้ใจดีจังเนอะ”
(ความไม่คิดอะไรของฉัน ฉันตอบเขาด้วยสติ๊กเกอร์ผู้หญิงฟุบหลับ..) 

ตลกตรงที่ว่า ฉันชวนเขามาถ่ายรูปด้วยกันที่ประเทศไทยทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่า คนๆนี้จะไว้ใจได้แค่ไหน.

เขา เขียนกลอนให้ฉัน กลอนบทนั้นแฝงความนัยที่ฉันเพิ่งมาเข้าใจในตอนหลัง.. 

เราคุยกันทุกเช้าและก่อนนอน ฉันรู้แค่ว่าฉันรู้สึกดีที่ได้คุยกับเขา เหมือนฉันมีทั้งคนไว้ฝึกภาษาและเพื่อนสนิทเพิ่มอีกคน

ฉันยังปรึกษาเขาเรื่องผู้ชายที่ทักมาจีบจากแอพเดตที่โหลดมาใหม่อีกรอบ.. เขาก็ยังให้คำปรึกษาอย่างดีทุกครั้ง 

มันเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันใหม่ที่ฉันทำ.. คุยกับเขาตอนเช้าและหลังเลิกงาน ก่อนนอน พอตื่นมาก็จะเจอข้อความของเขารออยู่ (ตอนนั้นตาบ้านั่นหาเวลามาคุยเยอะขนาดนั้นได้ไงนะ) 
“I do like you. Is that okay?”
เขาถามฉันด้วยประโยคนี้..
ฉันถึงเริ่มรู้สึกตัวว่า ตัวเองก็ชอบเขาเหมือนกัน.

เรามีความรู้สึกพิเศษต่อกัน 
เราเหมือนฝาแฝดกันในบางเรื่อง
เราคุยกันมากๆ จนเหมือนคุ้นเคยกันมานาน
แต่เราก็ยังเป็นแค่ ‘เพื่อนพิเศษ’ ต่อกัน

#รอติดตามต่อตอน2ค่ะ

SHARE

Comments