แม่จิ้งจอกกับเด็กหลงทาง !!!
หมาป่า : มาทำอะไรแถวนี้หรอแม่จิ้งจอกนี่ไม่ใช่ถิ่นประจำของเจ้านิ แล้วอีกอย่างกลิ่นตัวก็แปลกไปนะ
(ทำอย่างไงดีหมาป่าเป็นนักล่าที่ไวต่อกลิ่นมาก เมื่อคืนเจ้าเด็กนั้นกอดฉันไว้สะแน่นเลย)
ถึงเวลาที่ฉันต้องใช้กลอุบายแล้ว

จิ้งจอก : เปล่าเลย~ ฉันแค่ย้ายถิ่นล่าอาหารนะ
หมาป่า : อย่างนั้นหรอ แล้วได้เจอลูกหรือยังละ ข่าวล่าสุดเห็นว่าคุณแม่จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ออกตามหาลูกตัวน้อยที่ใจเสาะ แค่ลูกน้องในฝูงฉันเล่นด้วยนิดหน่อยก็ “ตาย” ตอนนี้หาเจอหรือยัง

เจ็บใจนัก เจ็บใจนัก 
ฉันรู้ว่าพวกแกทำอยู่แล้ว ฉันรู้ทุกอย่าง แต่ยังไงฉันก็สู้แกไม่ได้ ฉันจึงเลือกที่จะโกหกตัวเอง แต่ถึงขั้นนี้
แม้ใจจะมีสติ 
แม้ใจจะรู้ดีว่าไม่ควรทำแบบนี้ 
แต่กายมันนำสมองไปแล้ว 

ฉันแยกเขี้ยวออกมา ขู่ด้วยเสียงคนละเสียงกับที่ใช้ขู่เด็กคนนั้น มันเป็น เสียงของความแค้น แค้นอย่างสุดแสน

หมาป่ากระโจนใส่ฉันกดร่างฉันล้มลง เขาใช้ขาหน้ากดร่างของฉันไว้ แยกเขี้ยวที่ใหญ่กว่าฉันมาก ส่งเสียงขู่ที่ทำให้รู้ว่าเราห่างชั้นกัน ความหมายของเสียงขู่นี้คือเจ้าอย่ามาแสดงท่าทีเหิมเกริมกับข้า

หมาป่า : แกกล้าหรือไง!! แม่จิ้งจอก แกแยกเขี้ยวใส่ข้าอยากจะเจอลูกแกนักใช่ไหม

(ใช่!! ฉันอยากเจอลูกของฉัน) ตอนนี้ฉันคิดว่า แค่รอยเคี้ยวเดียว ขอแค่ได้กัดเพียงครั้งเดียวให้ฉันได้ ระบายความแค้นออกไปบ้างก็พอ เมื่อกัดมันจนสุดแรงแล้ว ฉันก็คงโดนกัดและฉีกสะบัดร่างกาย สภาพคงไม่ต่างจากลูกของฉันที่ตอนนี้ฉันต้องยอมรับแล้วว่า 
ศพเขาอยู่ที่โพรงไม้เล็กๆนั้น
เพียงแต่...ฉันไม่กล้า...ฉันนึกถึงเด็กนั้นทันที ครั้งที่เขากำหมัดแน่น ปล่อยในน้ำตาไหลผ่านใบหน้าไปเพราะช่วยแม่ไม่ได้เขาทำอะไรไม่ได้เลย มันอึดอัดแค่ไหน

แต่ตอนนี้อึดอัดแค่ไหนฉันก็ต้องทน ฉันต้องทน เพราะถ้าฉันไม่ทน 
โพรงไม้นั้นจะเต็มไปด้วยเลือดอีกครั้ง
เจ้าหนูนั้นจะไม่มีทางรอดไปได้
ฉันจึงเลือกที่จะระงับอารมณ์แล้วยอมแพ้ให้กับเจ้าหมาป่าจ่าฝูงตัวนี้

จิ้งจอก : ฉันขอโทษฉันผิดไปแล้ว ไว้ชีวิตฉันด้วย ฉันยังไม่อยากตาย...
หมาป่า : แกมันตัวน่าสมเพชไม่มีแม้กระทั่งใจที่จะสู้ล้างแค้นให้ลูก รู้ทั้งรู้ว่าลูกแกตายเพราะอะไร 
แกโกหกคนอื่น 
โกหกตัวเองไปเรื่อยๆ 
โกหกเพื่อให้ชีวิตที่น่าสมเพชของแก
รอดพ้นไปวันๆ 

ข้าไม่คิดจะฆ่าพวกแกง่ายๆหรอก 
ข้าอยากเห็นพวกแกมุดหัวอยู่ในเงาความยิ่งใหญ่ของเราหมาป่ามากกว่า 
แกเป็นสุนัขที่อยู่ในป่าเหมือนกับเราแท้ๆ แต่ระดับของเรามันต่างกัน 
การมีพวกแกไว้เปรียบเทียบยิ่งทำให้พวกเราดูยิ่งใหญ่ขึ้น เพราะฉะนั้นข้าจะไม่ฆ่าแก คอยรังแกพวกแกสร้างสีสันให้ป่านี้ดีกว่า 


จิ้งจอก : ฉันยอมแล้ว ฉันยอมแล้ว

หมาป่า : แกมาอยู่แถวนี้ แสดงว่าแกก็มาล่ามนุษย์เหมือนกันสินะ
จิ้งจอก : ฉันเปล่า.... อย่างฉันจะกล้าไปแย่งเหยื่อของท่านได้อย่างไร
หมาป่า : แกโกหก เพราะแกเจอมันแล้วนิ

จิ้งจอก : !!! (มันรู้ได้ยังไง)
หมาป่า : บอกมาว่ามันอยู่ที่ไหน ข้าได้กลิ่นมนุษย์จากแก ข้ารู้ว่าน้ำหน้าอย่างแกไม่สามารถฆ่ามนุษย์เองได้หรอก แกคงเจอพวกมันก่อนแล้วปิดบังที่อยู่ของมันไว้คนเดียว คิดจะรอจังหวะที่มันเผลอแล้วชิงลงมือสินะ บอกที่อยู่ของมันมา!!

(นี่แหละโอกาส !! ฉันคงต้องเล่นละครแล้ว)

จิ้งจอก : ฉัน. ฉัน. ฉัน. ไม่รู้จริงๆ
หมาป่า : คิดว่าข้าไม่รู้หรือไงว่าแก กำลังจะโกหกอีก มันไม่มีทางได้ผลกับข้าอีกแล้ว บอกมา!!

จิ้งจอก : ฉันยอม. ฉันยอม. บอกก็ได้ (คงต้องวัดใจ ฉันบอกทางที่จะไปสู่โพรงไม้ที่เด็กคนนั้นอยู่ ถ้าเขาไม่เชื่อทางนั้นจะกลายเป็นที่ปลอดภัย) 
ไปทางนั้นเลย มนุษย์แม่ลูกอยู่ทางนั้น

และฉันก็ยิ้มให้เหมือนกับกำลังโกหกฉันตั้งใจให้เขาคิดเช่นนั้น


เขากัดฉันที่คอและเหวี่ยงให้กระเด็น

หมาป่า :ยังคิดจะโกหกอีกบอกมา!!
จิ้งจอก : ก็ได้ๆ สองแม่ลูกนั้นฉันเห็นพวกเขากำลังหาทางออกอยู่ พวกเขากำลังจะถึงหมู่บ้านนี้แล้ว ฉันถึงได้มาอยู่บริเวณนี้เพื่อดักรอเหมือนกันไง
(แต่ฉันก็ยังทำท่าทีเหมือนโกหกอยู่)

หมาป่า : แกแน่ใจหรอว่าเป็นหมู่บ้านนี้ แถวนี้มีอยู่สองหมู่บ้าน ไม่ใช่ว่าแกจะหลอกให้พวกข้าทั้งหมดรอที่หมู่บ้านนี้ แล้วก็จะไปดักเองที่อีกหมู่บ้านหนึ่งหรอกรึ

จิ้งจอก : ข้าไม่ได้หลอกลวงท่าน ข้าพูดความจริง
หมาป่า : ถ้างั้นก็ดี ... แต่ข้าก็ไม่เชื่อเจ้าทั้งหมดหรอก

เจ้าจ่าฝูงมันขี้ระแวง มันแบ่งลูกน้องของมันออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคอยเฝ้าที่หมู่บ้านนี้
ส่วนอีกกลุ่มดักรอที่หมู่บ้านถัดไป 

(อย่างน้อยเจ้าจ่าฝูงก็เสียกำลังไปครึ่งหนึ่ง ใจจริงฉันอยากให้มันไม่เชื่อฉันเลย แล้วไปที่อีกหมู่บ้านทั้งหมดฉันจะได้ส่งเจ้าเด็กนั้นง่ายกว่านี้)

หมาป่า : ขอบใจเจ้าที่ให้ข้อมูลไว้ถ้าข้าจัดการมนุษย์ได้เมื่อไร ข้าจะนำกระดูกมาฝากนะ

แล้วพวกหมาป่าก็แยกย้ายกันไป

ฉันคงจะดีใจมากถ้ากระดูกที่มันนำมาฝากเป็นกระดูกพ่อมัน...

ฉันกำลังวิ่งกลับไปหาเจ้าเด็กนั้น 
ไม่รู้ว่าปานนี้จะเป็นอย่างไรไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน เขาจะเชื่อฉันแล้วยอมอยู่ในโพรงไม้นั้นแต่โดยดีไหมนะ

เมื่อฉันกลับมาถึงโพรงไม้ที่ฉันซ่อนเขาไว้ ครั้งนี้ไม่มีคาบเลือดเพียงแต่ว่า...
เจ้าเด็กนั้นเขาไม่อยู่...เขาหายไปไหน 
ฉันเดินหาบริเวณรอบๆก็ไม่พบ
ในระหว่างที่ฉันกำลังกลุ้มใจก็มีกิ่งไม้ถูกโยนลงมาที่ฉัน

เขาโยนกิ่งไม่ลงมาเพื่อเรียกฉัน 
ฉันเห็นเจ้าเด็กนั้นปลอดภัยอยู่บนต้นไม้

ฉันเหมือนได้หลุดพ้นจาก

ทุกความรู้สึก 
ทุกความคิด
ทุกความกังวลใจ
มันหายไปจนหมดสิ้น
ร่างกายของฉันขยับไปตามสัญชาตญาณ

ฉันปีนต้นไม้ขึ้นไปหาเขา “แม่หาลูกตั้งนานแอบมาซนอยู่ที่นี่เอง ต้องกอดสักให้เคล็ด” 
ฉันปีนขึ้นมาบนต้นไม้และเข้าไปคลอเคลียเขา ภาพที่เห็นก็คงไม่ต่างจากแมวที่อ้อนเจ้าของ ฉันเลียหน้าเขา ฉันอยากจะเลียทำความสะอาดเขา ให้ดูหล่อเหมือนลูกน้อยของฉัน เจ้าเด็กนี้ยิ้มและก็กอดฉันกลับ ฉันก็ไม่หยุดที่จะเลียใบหน้าเขาฉันหยุดพฤติกรรมนี้ไม่ได้เลย 

หลังฉันได้สติจากพฤติกรรมน่าอายเมื่อครู่นี้แล้ว ฉันก็เพ่งจะรู้ว่าเจ้าเด็กนี้ปีนต้นไม้ได้ ถ้าอยู่บนต้นไม้เขาจะปลอดภัยจากหมาป่ามากกว่าอยู่บนพื้น เขาเก่งกว่าที่ฉันคิด ลูกของฉันถ้ายังอยู่เขาก็คงจะเริ่มปีนต้นไม้ได้แล้วละ

เจ้าหนูนี่เขาหาผลไม้เองได้ด้วย (ฉันภูมิใจแทนเธอจริงๆยัยแม่มนุษย์ ) ไม่รู้ว่าเธอดูลูกของเธออยู่หรือเปล่า แต่ถ้าฉันเป็นแม่เขา การที่เห็นลูกเขาสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเองมันคงจะตื้นตันใจมากๆ 
เรากำลังจะเข้านอนกันแล้ว คืนนี้พวกเรานอนด้วยกันบนต้นไม้ 

เขาคว้าร่างฉันมากอด!! นี่คิดว่าฉันเป็นหมอนข้างหรือไง แถมให้อีกก็แล้วกัน ฉันแถมมาไม่รู้กี่อย่างแล้ว ถ้าฉันเป็นแม่ค้าในตลาดนัดฉันคงจะขาดทุนย่อยยับ เอาเถอะฉันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว สิ่งสุดท้ายที่ฉันคิดว่า “มีค่าที่สุด” กับฉันตอนนี้ก็คงจะเป็น ลมหายใจของเขานี้แหละ ลมหายใจที่ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตฉันก็จะปล่อยให้มันหายไปไม่ได้

เราเข้านอนกันเถอะผ่านพ้นราตรีนี้ไปด้วยกัน วันพรุ่งนี้หนูอาจจะต้องอยู่ในป่าแห่งนี้อีกสักวัน 
เพราะฉันจะต้องทำแผนการพาลูกมนุษย์กลับบ้านให้สำเร็จก่อน
แล้ววันที่เราต้องจากกันจริงๆ คงจะเป็นวันมะรืนนี้

ตอนต่อไป แม่จิ้งจอกกับเด็กหลงทาง !!!!
SHARE
Written in this book
นิทานจากฉัน
เขียนไว้อยากให้คุณได้อ่าน
Writer
Suyzeiy
ONLY
love only you

Comments