สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเขียน blog ทุกสัปดาห์เป็นเวลา 3 เดือน
มีคุณเพื่อนคนหนึ่งเขียนจดหมายมาคุยบอกว่าอยากเขียน blog และเปิดเพจบ้าง แต่กลัวหลายอย่าง หัวข้อที่เพื่อนยกตัวอย่างมาน่าสนุกมาก ประเด็นหลายอย่างเราสนใจและอยากอ่าน เราตอบจดหมายเพื่อนกลับไปแล้ว ก็คิดว่าเป็นจังหวะอันดีให้เราลองทบทวนตัวเองว่าได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมขึ้นบ้างจากการเขียนโพสต์ลง storylog ต่อเนื่องทุกสัปดาห์เป็นเวลา 3 เดือนค่ะ

เราได้เรียนรู้ว่า:

1. ไม่มีคนอ่านอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครสนใจหรอก
อาจฟังดูใจร้าย แต่คนเรามีล้านสิ่งคอยดึงดูดความสนใจตลอดเวลา ธุระผู้คนมากมาย แค่เลื่อนหน้าจอมือถือเลยข้ามโพสต์เราไปนิดเดียว เนื้อหาที่ตั้งใจเขียนก็ถูกมองข้ามไปแล้วเรียบร้อย. หรือถ้ามีคนกดเข้ามาอ่าน บางคนอาจเพียงอ่านผ่านๆ แล้วจากไปเท่านั้น ซึ่งเป็นสิทธิ์ของเขา เพราะคนเรารสนิยมไม่เหมือนกัน.

ถ้าทำใจไว้แต่แรกว่าไม่มีใครอ่าน ไม่มีใครสนใจหรอก ทุกครั้งที่มีคนมากดไลค์ กดหัวใจ หรือคอมเม้นท์ถึงได้ดีใจมากทุกครั้งไงล่ะ


2. ความสม่ำเสมอเป็นหัวใจสำคัญ
เวลานึกขึ้นมาว่า “ไปกินข้าวร้านนั้นกันเถอะ!” แต่พอขับรถไปถึง กลับพบว่าร้านปิด ผ่านไปกี่ทีๆ ก็ไม่เคยเปิดเลย แต่เค้ายังเปิดกิจการอยู่แน่นอน เพราะวันก่อนเพื่อนก็ไปกินมา กับร้านอาหารที่เปิดๆ ปิดๆ แบบนั้น เอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าตกลงพี่อยากจะขายของจริงไหม ในฐานะลูกค้าก็คงเซ็งมิใช่น้อย

เช่นเดียวกัน ความสม่ำเสมอในการลงคอนเทนต์จึงเป็นการรักษาน้ำใจคนอ่าน ถ้าเขารู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ เมื่อเปิด storylog มาในวันพุธ ก็จะพบเจอโพสต์ใหม่ของเราแน่นอน แค่คิดว่าอาจมีคนรออ่านโพสต์ของเราอยู่ จะ 1-2 คนก็ตามที แต่นั่นก็ทำให้รู้สึกดีใจมากๆ แล้ว ทั้งที่เป็นคนไม่รู้จักกันเลยสักนิดกลับยังมีคนสนใจเสียงของเรา ตัวหนังสือของเราด้วย พอคิดว่ามีคนแบบนั้นรออยู่ ก็ทำให้รู้สึกว่าจะมัวทำตัวเหลวไหลไม่ได้นะ จะอย่างไรก็ต้องมาลงโพสต์ใหม่ให้ได้อย่างที่สัญญาไว้กับตัวเอง

เราไม่มีทางรู้ว่าคนอ่านจะแวะผ่านมาเมื่อไร หรือหากเขาเคยอ่านงานของเราแล้วสักครั้งหนึ่ง เขาจะกลับมาอ่านอีกสักครั้งไหม เราควบคุมคนอ่านไม่ได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราควบคุมได้ก็คือลงโพสต์ให้สม่ำเสมอด้วยคุณภาพชิ้นงานที่เราค่อนข้างพอใจ

ความถี่ของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนเขียนเร็ว บางคนเขียนช้า แต่ถ้าจะโพสต์ให้สม่ำเสมอ ก็ควรกำหนดเวลาให้ชัดเจนว่าจะลงเนื้อหาใหม่วันไหน สัปดาห์ละกี่ครั้ง หรือจะลงทุกวันจันทร์ – ศุกร์ดี

สำหรับเราตอนนี้ การเขียนโพสต์ที่ตัวเองค่อนข้างพอใจกับเนื้อหาให้ได้ 1 โพสต์ต่อสัปดาห์ เป็นความถี่ที่เรารู้สึกกำลังดีค่ะ


พอตัวเองสามารถเขียนคอนเทนต์และเผยแพร่ได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว มันก็จะทำให้เกิดความรู้สึกอีกชนิดหนึ่งขึ้นมาเป็นอัตโนมัติ นั่นคือ เรารู้สึก “นับถือ” คนทำงานสร้างคอนเทนต์ที่สร้างงานได้สม่ำเสมอ คุณภาพดี และจนทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนักหนังสือพิมพ์ (เขียนทุกวัน) คอลัมนิสต์ (เขียนสัปดาห์ละ 2-4 เรื่อง) คนทำยูทูป (เขียนสคริป ถ่าย ตัดต่อ อัดเสียง ลงซาวน์แทร็ค สัปดาห์ละ 1-2 คลิป) เรารู้สึกว่าพวกเขาสุดยอดไปเลย... พวกเขาเขียนงาน เตรียมงาน และผลิตงานสร้างสรรค์ออกมาได้สม่ำเสมอมาทุกสัปดาห์ ทำให้ทุกอย่างดูง่ายดายเสียจนเราไม่ทันมองเห็นความทุ่มเทความพยายามของพวกเขา เพราะหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือคลิปยูทูป มันเป็นเรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันที่เราพบเจอตลอด จนเราหลงลืมไปว่าคนทำคอนเทนต์เหล่านี้ พวกเขาต้องใช้พลัง เวลา ต้นทุน กำลังกาย กำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมานะ และนั่นก็ทำให้เวลาเห็นบทความ ข่าวหนังสือพิมพ์ หรือคลิปยูทูปก็ดี เราอดทึ่งและชื่นชมคนกลุ่มนี้อยู่ในใจไม่ได้ ภาพเบื้องหน้าอาจดูสวยงาม ราบรื่น สบายๆ แต่เบื้องหลังมีเรื่องราวเกิดขึ้นเยอะมาก และพวกเขาสุดยอดมากๆ ที่สามารถทำต่อเนื่องมาได้หลายปี บางคนเป็น 20-30 ปี สุดยอด สุดยอดจริงๆ ค่ะ


3. Validation is from inside.
จากโพสต์เก่าของเราเรื่อง “บัตรนักเขียน กับ ความเป็นนักเขียน” เราได้ข้อสรุปว่า ไม่มีใครให้คำอนุญาตกับเราได้หรอก มีแต่เราอนุญาตตัวเราเองเท่านั้น

เรามองดูคนรอบตัวออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าขาย เปิดร้านกาแฟ วาดภาพประกอบ ขายของออนไลน์ ไม่เห็นมีใครต้องขออนุญาตจากใครก่อนเลย อยากทำก็ลงมือทำ งานสร้างคอนเทนต์มันไม่ใช่อาชีพที่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพอย่างแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก หรือมัคคุเทศก์ และก็ไม่ใช่อาชีพที่ต้องขออนุญาตจากรัฐแบบร้านขายเหล้าขายบุหรี่...

อยากเป็นนักเขียน ก็เขียน
อยากเป็นนักจัดพ็อดคาสท์ ก็จัดพ็อดคาสท์
อยากเป็นยูทูปเบอร์ ก็ทำคลิปแล้วอัพขึ้นยูทูปเลย

ไม่ต้องรอคำอนุญาตจากใคร ถ้าใจตัวเองอนุญาต นั่นก็เพียงพอแล้ว เริ่มทำเถอะ


4. เป็นตัวของตัวเอง
เราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนธรรมดา แต่มีส่วนผสมเฉพาะตัว(Unique Blend) ที่สร้างเราให้เป็นเรา และทำให้เราไม่เหมือนคนอื่น เหมือนค็อกเทลที่จะมีส่วนผสมหลายอย่างเพื่อสร้างออกมาให้กลายเป็นเครื่องดื่มแก้วหนึ่ง คือมันก็คงมีคนที่เป็นว้อดก้าหรือจินเพียวๆ อยู่บ้าง แต่คนโดยทั่วไปเป็นค็อกเทล ทุกคนเป็นคนธรรมดาที่มีส่วนผสมหลากหลายในตัวเองในสัดส่วนไม่เท่ากัน นั่นจึงทำให้คนทุกคนมีความน่าสนใจในแบบฉบับของตัวเอง

ส่วนผสมที่ว่า เช่น ความสามารถในการพูดปลุกใจ, ความสามารถในการเลือกใช้คำ, พูดภาษาจีน-อังกฤษ-ญี่ปุ่นได้, หน้าตาดี, ร้องเพลงเพราะ, เต้นได้น่าดู, ใช้ photoshop ได้, เขียนโปรแกรมได้, เล่าเรื่องได้, เปลี่ยนหลอดไฟได้, ทำอาหารได้, ซ่อมรถได้, ขับรถได้, ออกแบบอาคารได้, ทำสวนได้, รู้จักร้านสวยๆ มากมาย, วางแผนการท่องเที่ยวได้, หาข้อมูลเก่ง, ทำผมเก่ง, ขายของเก่ง, ถ่ายรูปเก่ง, เป็นคนตลก, อธิบายเก่ง, ต่อรองเก่ง, แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเก่ง, วางแผนเก่ง, รู้ข้อมูล K-Pop แน่นมาก, เป็นแฟนพันธุ์แท้จักรวาล Marvel, รู้ข้อมูลวงการประกวดนางงามทุกเวที, เชี่ยวชาญการซื้อตั๋วเครื่องบินราคาประหยัด ฯลฯ

คนเรามีส่วนผสมของความสามารถเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ เหล่านี้ในปริมาณมากน้อยต่างกัน และทำให้การสร้างสรรค์ผลงานของแต่ละคนจะไม่มีทางเหมือนกันเลย เมื่อเราเป็นตัวของตัวเอง

เช่น
- Lindsey Stirling เป็นนักไวโอลินสาวชาวอเมริกันที่ “เต้น” ไปด้วยเวลาแสดง เธอเริ่มเป็นที่รู้จักการการเต้น shuffle dance และเล่นไวโอลินไปด้วย เพลงของเธอมีตั้งแต่เพลงคลาสสิค ป๊อป ร็อค ไปจนถึง EDM โดยระหว่างที่สีไวโอลินไปเธอก็จะเต้นประกอบการแสดงไปด้วย Lindsey ติดอันดับผู้ทรงอิทธิพลด้านดนตรีของนิตยสารฟอร์บ มีผู้ติดตามเธอในยูทูป 11 ล้านคน และยอดรับชม MV ของเธอมีเกิน 2 พันล้านวิว อัลบั้มเพลงของ Lindsey Stirling ติดอันดับขายดีบนบิลบอร์ดชาร์ท

- นักสเก็ตน้ำแข็งระดับเหรียญทองโอลิมปิคที่เป็นคนเอเชีย 2 คน คนหนึ่งเน้นการแสดงที่ปราดเปรียว สวย เร็ว คม ฉับไว เธอคือ Yuna Kim จากเกาหลีใต้ และอีกคนเน้นการแสดงอ่อนหวาน อ่อนช้อย มีความสวยสง่าประหนึ่งราชนิกูล เธอคือ Shizuka Arakawa จากประเทศญี่ปุ่น

- มูราคามิกับเพลงแจ๊ส บาร์เหล้า นิยายอเมริกัน และบรรยากาศสีเทาๆ
- คุณอุรุดา โควินทร์กับเครื่องสำอาง การทำอาหาร เป๊ก ผลิตโชค และความรักในแบบของเธอ
- คุณโตมร ศุขปรีชากับความสนใจด้านวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ ภาษาแบบคุณโตมร และวิธีคิดแบบคุณโตมร

คนเราเป็นคนธรรดา ที่มีส่วนผสมไม่ธรรมดา

เมื่อเราเข้าใจตัวเอง และดึงสิ่งที่เป็นตัวเอง เราชอบ เราสนใจ มาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง งานของเราย่อมไม่เหมือนใคร เพราะมันไม่มีทางเหมือนกัน และมันจะทำให้เกิดเสน่ห์ในแบบของตัวเองขึ้นมา


5.อย่าคิดว่าทุกคนต้องชอบเรา ทุกคนมีกลุ่มคนอ่าน/คนฟังเป็นของตัวเอง
ด้วยเหตุผลจากข้อ 1 ว่าจริงๆ แล้วไม่มีใครสนใจเราหรอก ทุกคนมีกลุ่มคนอ่าน/คนฟัง/คนดู/ลูกค้าเป็นของตัวเองอยู่แล้ว อย่าคิดว่าผลงานของเราจะไปตรงกับรสนิยมของคนทุกคน เพราะมันเป็นไปไม่ได้ แต่ละคนย่อมมีรสนิยมของตัวเองและการรับสารของคนเราแตกต่างกัน ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราต้องเปลี่ยนที่เรียนฟิสิกส์หลายที่กว่าจะเจอติวเตอร์ที่อธิบายให้เราฟังเข้าใจได้ ทั้งที่ติวเตอร์ทุกคนก็พูดเรื่องเดียวกันทั้งนั้น การสื่อสารของเราอาจเหมาะกับคนๆ นี้ และอาจไม่เหมาะกับคนๆ นั้น มันเป็นเรื่องธรรมดา

ตอนที่เราเห็นคลิปเด็กประถมสอนวิธีออมเงินในยูทูป เป็นน้องผมสั้นใส่ชุดนักเรียนมาเลย คลิปนี้ทำให้เราเข้าใจกระจ่างเลยว่า “ทุกคนมีกลุ่มคนฟังเป็นของตัวเอง” เพราะเมื่อย้อนมองดูตัวเองตอนเด็กๆ ถึงมีผู้เชี่ยวชาญทางการเงินมาบรรยายให้เราซึ่งเป็นเด็กประถมฟัง เราก็คงไม่รู้เรื่อง ไม่ว่าเขาจะตำแหน่งสูงหรือเตรียมพรีเซนเทชั่นมาดีขนาดไหน เราในวันนั้นคงไม่เข้าใจเขาอยู่ดี กลับกัน ถ้ามีเพื่อน รุ่นพี่ หรือรุ่นน้อง ซึ่งเรารู้สึกว่าเป็นคนที่เหมือนๆ กับเราเป็นคนเล่า อาจเพราะเขาลองทำมาก่อนแล้วมันได้ผล หรือพ่อแม่เขาสอนมา เขาเลยมาบอกต่อ ...แบบนี้เรากลับจะเชื่อเขามากกว่า (บางเรื่องก็ต้องฟังหูไว้หูนะคะ) แต่ประเด็นคือ เราฟังเขารู้เรื่อง เขาพูดด้วยภาษาที่เราเข้าใจ

การเขียนก็เช่นเดียวกัน

ถ้ามองว่ามีคนเขียนเยอะแล้ว แล้วเราจะไม่เขียน... ไม่ใช่เหตุผลเลยค่ะ ถ้าคุณเขียน คุณก็จะมีกลุ่มคนอ่านเป็นของคุณเอง


6. ไม่ใช่ Expert ก็เขียนได้
เคยอ่านหนังสือเฉพาะทางที่เขียนโดยกูรูแล้วอ่านไม่รู้เรื่องบ้างไหมคะ? เช่น วิธีใช้โปรแกรมบางตัว วิธีทำบัญชี วิธีคำนวณภาษี หรือวิธีเริ่มเล่นหุ้น

บางคนอาจไม่กล้าเขียน blog หรือสร้างคอนเทนต์ เพราะมองว่าตัวเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือความจริงอาจเป็น expert อยู่แล้ว แต่มองว่าตัวเองยังไม่ expert มากพอ จึงไม่กล้าเขียน

การที่เราไม่ใช่ expert มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่เริ่มต้นเขียนหรือสร้างคอนเทนต์ของตัวเองหรอก เพราะคนเราสามารถหาข้อมูลได้ และคนเราเรียนรู้ได้

สืบเนื่องจากข้อ 5 ว่าทุกคนมีกลุ่มคนอ่าน/ฟัง/ลูกค้า เป็นของตัวเอง คนเป็น expert เขาใช้ภาษาเฉพาะทางจนชิน จนมนุษย์ธรรมดาระดับ beginner อย่างเราฟังไม่เข้าใจ เวลาอ่านหรือฟังภาษาของ expert ก็จะไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะนึกว่าฟังภาษาต่างดาวอยู่ หากเราอยากอ่านเรื่องนี้แต่เรียนจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางไม่ได้ สิ่งที่เราจะทำก็คือหันไปหาผู้รู้คนอื่นที่เคยผ่านเรื่องนี้มาก่อนและสามารถอธิบายเรื่องนี้ด้วยภาษาที่เราเข้าใจได้ ยิ่งคนที่พึ่งผ่านเรื่องนี้มาแบบสดๆ ร้อนๆ จะยิ่งอธิบายได้ดี เพราะเขาจะรู้ว่าเราไม่เข้าใจตรงไหน จุดไหนที่ยาก ลำบาก ทำให้ไม่สบายใจ หรือถ้าต้องพยายามเข็นตัวเองไป ต้องให้ผ่านไปถึงจุดไหน เรื่องถึงง่ายขึ้นบ้าง เพราะเขาพึ่งผ่านเรื่องพวกนี้มาได้ไม่นาน ดังนั้นเขาจึงเข้าใจความยากลำบากของคนพึ่งเริ่มต้นได้เป็นอย่างดี

แน่นอนว่าก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยึดมั่นว่าจะรับฟังแต่เฉพาะคนที่เป็น expert ด้านนั้นเท่านั้น เพราะ

(1) ต้องการความเชื่อมั่น เนื่องจากท่านมีใบรับรองวิทยาฐานะ หรืออยู่ในวงการมา 10-40 ปี ทำให้ดูน่าเชื่อถือ หรือ 
(2) ตัวคนฟังเองเข้าใจเรื่องดังกล่าวดีอยู่แล้ว คือ เป็นคนฟังในระดับ intermediate หรือ advance

ในขณะที่คนพึ่งเริ่มต้นในระดับ beginner จะสบายใจกว่าถ้าเจอคนที่อธิบายให้เราฟังรู้เรื่องและคนอธิบายเค้าเข้าใจความรู้สึกยากลำบากของคนพึ่งเริ่มต้น

หากเราสามารถค้นเจอ expert ที่อธิบายเก่ง มีความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ และมีเวลามาอธิบายให้เราฟังได้ก็คงดี แต่บางที expert บางท่านก็ไม่ได้อธิบายเก่ง เพราะท่านทำได้และเข้าใจเรื่องนี้อยู่แล้วมานานปีเกินไป ดังนั้นท่านจึงอาจหลงลืมไปแล้วว่าคนที่พึ่งเริ่มต้นใหม่ติดขัดเรื่องอะไร

หากเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับ expert แล้วจึงไม่เริ่มต้นลงมือทำงานของตนเอง... เหตุผลนี้ใช้ไม่ได้หรอก เพราะก่อนที่เขาจะเก่งจนเป็น expert ระดับนั้น เขาก็เคยไม่เก่งมาก่อน

ไม่ต้องเปรียบเทียบเลย เอาเวลามาทำงานของเราดีกว่า เริ่มลงมือเถอะ


7. เราเพียงแต่มาแบ่งปันประสบการณ์เท่านั้นเอง
สิ่งที่ทำให้การเขียน blog แตกต่างจากการเขียนตำราวิชาการ เขียนข่าว หรือเขียนคอลัมน์ก็คือ เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ สามารถใช้ภาษากันเองหรือจริงจังก็ได้ blog ทำให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างคนเขียนและคนอ่าน ในขณะที่การเขียน 3 ลักษณะข้างต้น นักเขียนถูกวางไว้ในลักษณะของผู้รู้ ส่วนการเขียน blog เราไม่ได้มาเพื่อสอนใคร เพราะเราก็เพียงแต่มาแบ่งปันในสิ่งที่คนๆ หนึ่งได้ประสบมาเท่านั้นเอง

คนทำอาหารเก่งอาจเขียน blog ทำอาหารและลงสูตรอาหารของตัวเอง ซึ่งมันอาจเป็นวิธีการทำอาหารที่ไม่ถูกต้องหากยึดตามหลักของสถาบันสอนทำอาหาร เพียงแต่เจ้าของสูตรรู้สึกว่าวิธีทำแบบนี้และรสชาติแบบนี้เป็นแบบที่เขาชื่นชอบ มันก็เป็นสิ่งที่คนเขียนเรียนรู้ คิดค้น และประสบพบเจอมาด้วยตัวเขาเอง มันอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ คือมันก็เป็นเพียงประสบการณ์ที่คนๆ หนึ่งได้รับมาเท่านั้นเอง


8. ถามตัวเองว่า “เราจำเป็นต้องเขียนไหม?”
ช่วง 5-6 สัปดาห์แรกที่ลงโพสต์ต่อเนื่องทุกสัปดาห์ เราเกร็งและเครียดมาก เขียนอะไรดี คิดหัวข้อไม่ออก ปวดหัวไปหมด ต่อมาได้อ่านข้อความในจดหมายของ Rainer Maria Rilke จากหนังสือ Letters to a Young Poet ก็รู้สึกปล่อยวางและสบายใจขึ้นค่ะ เป็นคำแนะนำจากนักเขียนที่คร่ำหวอดในวงการตอบจดหมายเด็กหนุ่มที่เขียนจดหมายมาถาม คำตอบของคุณ Rilke เป็นคำแนะนำที่เหมาะสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ทุกท่านค่ะ จดหมายฉบับที่เราชอบที่สุดคือฉบับแรก Must I Write?

“...คุณถามว่าเนื้อความของคุณดีไหม คุณถามฉันอย่างนั้น คุณได้ถามคนอื่นมาก่อนนี้แล้ว คุณส่งผลงานไปยังนิตยสารต่างๆ คุณเปรียบเทียบงานตัวเองกับงานคนอื่น และก็เป็นกังวลเมื่อบ.ก.บางคนปฏิเสธความอุตสาหะของคุณ

เอาล่ะ ในเมื่อคุณอนุญาตให้ฉันออกความเห็น ฉันก็ขอให้คุณเลิกทำทั้งหมดที่ว่ามานั้นเสียเถอะ คุณกำลังมองออกไปภายนอก และนั่นเป็นสิ่งที่คุณไม่ควรกระทำที่สุดในเวลานี้ ไม่มีใครจะแนะนำใครหรือใครจะช่วยใครได้ ไม่มีเลย วิธีมีอยู่แค่ทางเดียวเท่านั้น คือมองเข้าไปภายในตนเอง ตรวจหาสาเหตุที่เชื้อเชิญให้คุณต้องเขียน ตรวจสอบดูว่าใช่สาเหตุที่เป็นรากลึกลงไปในใจคุณแล้วหรือยัง ยอมรับกับตัวเองว่าคุณจะตายไหมหากคุณไม่ได้เขียน ข้อนี้สำคัญที่สุด ถามตัวเองในโมงยามของค่ำคืนเงียบสงัด “ฉันจำเป็นต้องเขียนรึเปล่า?” ขุดลึกลงไปข้างในเพื่อค้นหาคำตอบ และหากมีคำตอบรับ กับคำถามที่จริงจังขนาดนี้ คำตอบก็ควรได้รับเสียงดังฟังชัดตอบกลับมาง่ายๆ ว่า “ฉันต้องเขียน” งั้นก็จัดการชีวิตคุณตามความจำเป็นนี้ ชีวิตคุณในโมงยามที่แสนเล็กน้อยไม่สลักสำคัญนี้จะกลายเป็นลางบอกเหตุและพยานให้แรงผลักดัน ก็ทำตามที่ธรรมชาติบอกมา ลองดู ทำให้เหมือนที่มนุษย์คนแรกหัดทำ เล่ามาว่าคุณเห็น คุณประสบ คุณรัก และคุณสูญเสียอะไรไป

อย่าเขียนเรื่องรัก หลีกเลี่ยงเรื่องนี้เป็นอย่างแรก เพราะเรื่องนี้คนเขาคุ้นชินกันจนเกินไปแล้ว เรื่องรักจึงเล่ายากที่สุด เพราะคุณต้องอาศัยวุฒิภาวะและความแกร่งกล้ามหาศาลเพื่อผลิตงานสักชิ้นของตัวเอง ณ จุดที่มีตัวอย่างงานดีๆ และบางทีก็เป็นงานดีมากๆ ไว้ให้เชยชมมากมายไม่หวาดไม่ไหว ด้วยเหตุนี้ หลีกไปให้ไกลจากหัวข้อทั่วๆ ไปพวกนี้ และอพยพไปยังสิ่งที่คุณพบเจอได้เองในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะความเศร้าหรือความปรารถนา เคลื่อนผ่านความคิดและศรัทธาในแง่งาม ไม่ว่าอะไรก็ตาม สำรวจทั้งหมดนั้นด้วยความเข้มข้น สงบ อ่อนน้อม จริงใจ และใช้ประโยชน์จากอะไรก็ตามที่พบเจอเกี่ยวกับตัวคุณมาแสดงออกถึงความเป็นตนเอง ภาพที่เห็นในฝัน สิ่งของจากความทรงจำ ถ้าชีวิตประจำวันคุณดูไม่มีวัตถุดิบเอาเสียเลย อย่าโทษชีวิต ให้โทษตัวเอง บอกตัวเองว่าคุณไม่มีความเป็นกวีมากพอที่จะเรียกความรุ่มรวยให้เผยตัวออกมาได้ เพราะสำหรับคนที่เป็นกวีแล้วไม่มีสิ่งใดแร้นแค้นขัดสน ไม่มีสถานที่สามัญธรรมดา และแม้ว่าคุณจะถูกคุมขัง กำแพงห้องขังปิดกั้นสรรพสำเนียงภายนอกไม่ให้กล้ำกลายมาถึงโสตประสาตของคุณก็ตามที คุณจะไม่มีวัยเยาว์ที่ผ่านมาเลยเชียวหรือ? แหล่งวัตถุดิบยอดเยี่ยมอันบริบูรณ์นี้ คลังสมบัติแห่งความทรงจำเหล่านี้ หันเหความสนใจคุณไปทางนั้นสิ พยายามดึงสัมผัสที่นอนก้น ณ อดีตอันไกลโพ้นนั้นออกมา คุณจะแข็งแกร่งขึ้น ความเหงาคุณจะเปิดออกและกลายเป็นเคหาสถานยามฟ้าสางที่ทำให้เสียงคนอื่นภายนอกกลายเป็นเพียงเสียงแว่วมาจากที่ไกลออกไปเท่านั้น และจากการเคลื่อนเข้าสู่ภายในเช่นนี้ การจมลงไปในโลกของคุณ เนื้อความจะปรากฏออกมา แล้วอาการอย่างที่คุณไปถามหาคำตอบจากคนอื่นว่างานคุณดีหรือไม่จะไม่เกิดขึ้นอีก คุณจะไม่พยายามไปเรียกร้องความสนใจจากนิตยสารให้มาสนใจชิ้นงานนั้นนี้ เพราะในผลงานเหล่านั้น คุณได้ครอบครองผลงานอันเป็นที่รักทั้งหลายไปแล้วเรียบร้อย ทั้งน้ำเสียง ทั้งชีวิตส่วนหนึ่งของคุณมันอยู่ในนั้น ศิลปะสักชิ้นจะดีได้ก็ด้วยการถือกำเนิดขึ้นจากความจำเป็นอันยิ่งยวด การตัดสินชี้ขาดมันอยู่ตรงธรรมชาติจากแหล่งกำเนิดนั่นเอง ไม่มีสาเหตุอื่นอีก

ด้วยเหตุนี้ คุณที่รัก คำแนะนำเดียวที่ฉันจะมอบให้คุณได้คือ มองเข้าไปข้างในตนเอง และสำรวจลึกลงไปยังจุดที่ชีวิตผลิบาน ณ แหล่งกำเนิดตรงนั้น คุณจะพบกับคำตอบของคำถามว่าคุณ “ต้อง” เขียนไหม ยอมรับคำตอบตามที่มันเป็นโดยไม่ต้องหาทางตีความเลย อาจเป็นได้ว่าคุณได้รับคำตอบว่าคุณเกิดมาเพื่อเป็นศิลปิน งั้นก็ยอมรับโชคชะตาแล้วก็รับมันไว้ ทั้งภาระและความยิ่งใหญ่ โดยไม่ต้องไปถามหารางวัลที่อาจมาหรือไม่มาจากภายนอก สำหรับคนสร้างสรรค์งาน โลกภายในของเขาคือสถานที่ซึ่งทุกอย่างมันบริบูรณ์ในตัวเอง เป็นโลกธรรมชาติที่เค้าเลือกเดิน...”


9. ถามตัวเองว่า "Is it interesting?" 
คำถามที่เราจะถามตัวเองทุกครั้งหลังเขียนโพสต์เสร็จแล้วอ่านทวนคือ “น่าสนใจไหม? น่าสนใจพอรึเปล่า? น่าอ่านไหม?” ถามแล้วก็ตอบแบบไม่หลอกตัวเอง ถ้าคำตอบที่ได้คือ “ไม่” ก็พับสิ่งที่เขียนเสร็จมาเก็บไป แล้วเริ่มต้นเขียนใหม่

ฟังดูโหดร้าย แต่ถ้าตัวเองเป็นคนเขียนยังว่ามันไม่น่าสนใจ คนอื่นก็คงไม่สนใจหรอก

แต่ไม่ต้องทิ้ง ให้เก็บไว้ก่อน เรื่องที่เราว่าไม่น่าสนใจวันนี้ ไม่แน่ว่าผ่านไปสักเดือน เราเปลี่ยนไปเล่าเรื่องอื่น แต่พอหยิบเรื่องตรงนี้เข้าไปโยง วางเรื่องเดิมไว้ในบริบทใหม่ บางทีกลับทำให้เรื่องราวดูเต็มและลึกขึ้นกว่าเก่า

ทุกอย่างมีช่วงเวลาของตัวเอง เราคิดว่าอย่างนั้น รวมถึงตัวหนังสือบนกระดาษหรือบนหน้าจอด้วยเช่นกัน


10. ให้เวลาตัวเองสำหรับการตกตะกอนด้วย
เปิดใจให้กว้าง เรียนรู้จากทุกอย่าง และเชื่อว่าเมื่อนั่งลงหน้ากระดาเปล่า ข้อความจะหลั่งไหลออกมาเอง ...ถึงแม้จะอธิบายวิธีการทำงานง่ายๆ แต่พอทำจริงก็ใช้เวลาสำหรับการตกตะกอนนานไม่น้อยเลยค่ะ เวลาตกตะกอนเป็นช่วงสำคัญสำหรับการเขียนในแบบของเรา ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะเร่งรีบ บีบคั้น เร่งให้ตัวเองรีบๆ เขียนออกมาให้เสร็จ จัดการเวลาให้มัน productive กว่านี้ แต่ถึงจะบีบยังไง ตัวเองก็ไม่สามารถเขียนผลงานออกมาได้ให้เร็วขึ้นถ้าการตกตะกอนยังไม่เสร็จสิ้น

แต่ละคนย่อมมีความเร็วในการทำงานแตกต่างกัน สำหรับเรา ถ้าจัดสรรเวลาสำหรับการเขียน นอกจากจัดเวลาสำหรับศึกษาหาข้อมูล เรียบเรียงข้อมูล และเขียนแล้ว เราจะเผื่อเวลาสำหรับการตกตะกอนลงไปด้วยก่อนจะถึงขั้นลงมือเขียน การตกตะกอนเป็นการหยิบเอาความคิดที่มีในหัวมาจัดหมวดหรือลงรูปแบบวิธีการนำเสนอลองดูหลายๆ แบบ เป็นการเทความคิดในหัวลงมาใส่กระดาษก่อน พออ่านดูแล้วก็หยิบจับสิ่งที่เห็นว่านำไปใช้การได้ ก่อนจะนำไปขึ้นรูปเป็นงานเขียนจริงๆ ของตัวเอง

เราเองเป็นคนที่ถ้าไม่เข้าใจทั้งหมด ก็จะไม่สามารถอธิบายอะไรได้เลย ดังนั้นจึงใช้เวลาในการเรียนรู้ยาวนาน เวลาตกตะกอนส่วนมากก็นานด้วย นานๆ ทีจึงจะโชคดีเข้าใจเรื่องราวได้แบบฉับพลันทันใด ถ้ายังไม่ล้มเลิกที่จะทำความเข้าใจ สุดท้ายก็พบว่ามันจะคิดออกเองในที่สุด แต่จะไปคิดออกในเวลาที่จิตใจไม่ได้ครุ่นคิด เป็นเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นที่สบายๆ กว่า เช่น ล้างจาน รีดผ้า ถูบ้าน อาบน้ำ เป็นต้น

ช่วงเวลาตกตะกอนยังเป็นขั้นตอนที่เรายังต้องทำความเข้าใจมันอีกมากค่ะ สำหรับการเขียน blog นั้นเพราะเขียน blog ต่อเนื่องเป็นประจำมา 3 สัปดาห์ เราจึงพอมองเห็นแพทเทิร์นได้เนื่องจากเรามีเดดไลน์ว่าต้องต้องเขียนเสร็จภายในเมื่อไร ไม่งั้นก็จะเขียนไม่ทันเวลาที่ตั้งใจจะโพสต์ ขณะที่การเขียนนิยาย เรายังเขียนมาไม่มากพอที่จะเข้าใจช่วงเวลาตกตะกอนเลยค่ะ ยังต้องฝึกฝนอีกมากเลยจริงๆ


11. แซนวิชไส้อึ ของ Elizabeth Gilbert
ไม่มีคนอ่าน. ไม่มีคนไลค์. ไม่มีคนคอมเม้นต์. ไม่ก็โดนคอมเม้นต์ถล่ม. 
เรื่องทำนองนี้มันทำให้เรานึกถึง “แซนวิชไส้อึ” ของคุณลิซ กิลเบิร์ต (เราแปลบทสัมภาษณ์คุณลิซไว้ 2 โพสต์ ไปอ่านกันได้นะคะ)

การเขียนก็มีรสชาติชีวิตแบบการเขียน ทำ blog ก็มีรสชาติชีวิตแบบการทำ blog

งานทุกอย่างมันมาพร้อมกับรสชาติชีวิตที่เราไม่ชอบอยู่แล้ว อยู่ที่ว่ารสชาติชีวิตแย่ๆ แบบไหนที่รับได้ ทนได้ ปล่อยวางกับมันได้ ถ้ารับได้ก็รับ รับไม่ได้ก็ไปทำอย่างอื่นเถอะ อย่าฝืนเลย



ขอจบโพสต์วันนี้ด้วยข้อความของ Mary Oliver กวีหญิง เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ เป็นประโยคที่เราชอบและอ่านเจอบ่อยในระยะนี้ค่ะ 
 
“ไม่มีชีวิตใดจะน่าเศร้าไปกว่าคนที่รู้ทั้งรู้ว่ามีเสียงเรียกร้องภายในให้ทำงานสร้างสรรค์ แต่เขาเลือกที่จะปฏิเสธมัน”



ฤดูร้อน ฤดูผลไม้ ฤดูจักจั่น เดือนเมษายนเริ่มต้นแล้ว
ขอให้ชีวิตสดชื่นสดใสทุกคนนะคะ :-)

nananatte
3.04.2019

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ spotify, itunes, apple podcast และ podbean ค่ะ (^___^)v
SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

khaikung
3 months ago
ติดตามทุกเรื่องเช่นกันน้า :)
Reply
nananatte
3 months ago
ว๊ายยยยย ยินดีค่ะ คุณไข่ ขอบคุณมากนะคะ <3
iMeowHeng
3 months ago
ไม่ต้องรอให้ใครมาอนุญาต กับ ไม่ต้องรอจนเป็น expert ชอบค่ะๆ ส่วนตัวฟังLinsey แต่ไม่เคยคิดในแง่ส่วนผสมเลยของความสามารถเล็กๆน้อยๆเลย ว่าจะสร้างความยิ่งใหญ่ได้
Reply
nananatte
3 months ago
ลินเซย์เก่งจริงๆ ค่ะ เพลงเพราะและ MV สวยด้วย ชอบๆๆ (^____^) เพลง The Arena ที่จับคู่กับดีเรค ฮัฟ คือภาพสวยมาาากกกกก ชอบทั้งคู่เลยค่ะ :D
akris
3 months ago
เนื้อหาอันยาวเหยียดของคุณถือว่าเป็นสิ่งท้าทายเอามากในยุคแห่งความรวดเร็ว คุณคงจะรู้อยู่แล้วว่า “มีน้อยคนที่จะอ่านจนจบ” แต่หากพวกเขาได้เริ่มลองแข่งขันกับตัวเองแล้ว พวกเขาเหล่านั้นคงจะรู้สึกเหมือนเราที่ว่ามันช่างคุ้มค่าเหลือเกิน งานเขียนของคุณมันแสดงถึงความอดทนและความพยายาม รวมถึงคงามรักความเอาใจใส่ในทุกตัวอักษร สิ่งใดๆที่คุณทำ คุณย่อมรู้ดีว่ามันตอบโจทย์คุณมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตามที เราขอชื่นชมในบทความบทนี้ของคุณนะถึงแม้เราจะมองว่าคุณมาบ่นให้เราฟังก็ตาม. :-)
Reply
nananatte
3 months ago
555 ขอบคุณค่ะ คุณ akris ความจริงคือณัฐรู้สึกประทับใจทุกคนที่อ่านตัวหนังสือของณัฐจบได้ทุกครั้งนะ เพราะมันยาวมากกกกก... คนที่เลื่อนหน้าจออ่านมาจนถึงบรรทัดสุดท้ายได้ในแต่ละครั้ง ณัฐรู้สึกขอบคุณและประทับใจคนอ่านจริงๆ ค่ะ 

เห็นข้อความช้าเลยตอบกลับช้า ขอโทษด้วยนะค้า สุขสันต์วันสงกรานต์ล่วงหน้าค่ะ :-)
fn94
2 months ago
ชอบที่คุณนัตเขียนมากเลยค่ะ เราอ่านจบตลอดโดยเฉพาะเรื่องที่เราสนใจจะอ่านย้ำๆซ้ำอยู่แบบนั้น คุณนัตเป็นคนที่เขียนอะไรยาวมากๆซึ่งส่วนตัวเราชอบนะคะ ตั้งใจอ่านทุกตัวอักษรเลย เพราะคุณให้ข้อคิดเราในทุกๆครั้งที่ได้อ่าน ขอบคุณมากสำหรับหัวข้อที่แปดชอบมากเลยค่ะ มันดีมาก คงเป็นคำพูดที่เราอยากอ่านมันซ้ำอีกครั้งหลายๆรอบ
Reply
nananatte
2 months ago
ขอบคุณมากค่ะ คุณ fn94 เราเองรู้สึกขอบคุณทุกคนที่อ่านโพสต์ยาวๆ ของเราได้จนจบเสมอนะคะ เพราะเราก็รู้ว่ามันยาวค่ะ คือ... ก็เกรงใจการใช้เวลาของทุกคนนะ แต่ก็เขียนยาวอยู่ดีค่ะ 555

ข้อ 8 เนื้อหาในจดหมายของ Letters to a Young Poet เป็นอะไรที่ปลุกให้ตาสว่างจริงๆ ค่ะ ณัฐเองก็ได้ข้อความของคุณ Rilke ช่วยไว้เหมือนกัน

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ดีใจจังเลยค่ะ :-) 
porumdal
2 months ago
เวลาอ่านจดหมายหรืออ่านข้อความที่นาดีน มักจะตกตะกอนไปพร้อมๆกับความคิดนาดีนเสมอ อย่างการสอนภาษาเกาหลีอันนี้ก็น่าสน เพราะได้เงินด้วย ^^ 

Reply