MT 003 : วางแผนอนาคตแต่อย่าคิดแทนอนาคต
เรามักจะสนุกกับการวางแผนชีวิตในวันข้างหน้าอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เราไม่มีทางรู้ว่าอันไหนจะทำจริงได้ หรืออันไหนจะสำเร็จ แถมส่วนใหญ่ก็มักจะแผนพังล้มเหลวเสียมากกว่า นั่นนะสิ ถ้าเรารู้ว่าอันไหนเวิร์คก็คงทำแต่อันนั้น ความเป็นจริงไม่มีทางเดาได้นะสิว่าอันไหนเวิร์คจริง ๆ บางทีมันอาจไม่อยู่ในแผนของเราทั้งหมดเลยก็ได้

ความจริงฉันค่อนข้างสับสนว่าหัวข้อนี้จะจั่วไว้ในห้อง MK หรือห้อง MT ดี แต่จะมีพูดถึงคำสอนของท่านศิษย์พี่ เลยต้องยกให้เครดิตเขาด้วยการไว้ในหมวด MT แทน (คราวที่แล้วสตอรี่หมวดศิษย์พี่ถึงกับขึ้นแนะนำจากสตาฟ ทำไมผู้ชายคนนี้ฮอตตลอด แม้แต่ตอนไม่เปิดเผยตัวตน 555 - คุณเขาฝากโปรยจูบขอบคุณทุกคนที่สนใจมาที่นี่ด้วยครับ)

เรื่องนี้เกิดขึ้นมาประมาณหนึ่งเดือนที่แล้ว เป็นตอนที่ฉันนั่งเขียนวางแผนอนาคตตัวเองว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เรียกว่าเขียนจนหลับคาโต๊ะเลย แล้วศิษย์พี่ก็เดินเข้ามาเขียนอะไรต่อจากของฉันในสมุด

เราวางแผนอนาคตได้ แต่อย่าคิดแทนอนาคต

คิดไม่ออก ให้ลองคิดถึงตัวเองในวัยเด็ก หรืออย่างใกล้ก็อดีตไม่กี่ปีมานี้ วางแผนอยากจะทำอะไรกันละ? พอเราเปลี่ยนความคิดกับไลฟ์สไตล์แล้ว สิ่งที่วางไว้ตอนนั้นมันจะกลายเป็นฝืนและบังคับตัวเองไปเลยหรือเปล่า 

พอตื่นขึ้นมา ก็คุยกันฟุ้งฟ้าวยาวเฟื้อย ศิษย์พี่แนะนำว่าวางแผนอนาคตควรเอาเรื่องจำเป็นก่อนรสนิยมความชอบ ซึ่งถึงเวลานั้นเราอาจจะเปลี่ยนอะไรไปแล้ว ถ้ามาถึงครึ่งทางก็จะอึดอัดว่าจะเอายังไงต่อ เดินหน้าหรือถอยหลังดี ถอยหลังก็ไม่คุ้มค่าทั้งเวลา เงิน และความเหนื่อย เดินหน้าก็ฝืดฝืนลำบากลำบน แต่ถึงจะเป็นเรื่องเพื่อความจำเป็นเราก็ยังต้องเผื่อใจอยู่ดี เพราะมันไม่มีอะไรแน่นอน ต้องรู้จักมีไหวพริบและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็น ฟังดูยากใช่ไหม? ใช่ มันไม่มีอะไรง่ายตลอดไป แต่ไม่แนะนำให้เอาแต่กลัว จงเรียนรู้ที่จะเปิดรับปัญหาเข้ามาในชีวิต และอ้าแขนรับความผิดพลาดเข้าไปซะ มันคือวัคซีนของฮีโร่ ถ้ารอดพ้นตรงนี้ไปได้ก็จะแปลงร่างไปสู่ร่างใหม่ที่แข็งแรงกว่า แล้วเราก็จะเป็นยอดฮีโร่สุดเท่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ละทิ้งความฝันรสนิยมทีเดียว แค่เป็นไปได้ อยากให้ทำมันเสียตั้งแต่ช่วงปัจจุบันดีสุด ทำตั้งแต่ตอนเรายังพีค...มีความสุขกว่าทำตอนไม่พีคแล้ว มันมีโอกาสที่หัวใจรู้สึกว่างเปล่าสูงกว่า แต่อันนี้ก็แล้วแต่คนแล้วแต่เคสไป ความฝันกินเวลายาวนานก็มีเหมือนกัน แต่ขอให้แผนส่วนจำเป็นสำเร็จก่อนดีกว่า

ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่สำหรับฉัน ศิษย์พี่สอนให้ทำตามนี้ดีที่สุด เพราะฉันไม่ใช่พวกรับมือปัญหาตรงหน้าได้ดีเท่าไร และการวางแผนเรื่องเวลายังล้มเหลวอยู่เลย เพราะประเมินอะไรไม่เป็นว่าตรงไหน ช่วงไหน ต้องทำยังไง แค่นึกถึงก็เจ็บขึ้นมาแล้วเนี่ย...

เรามีความคิดสร้างสรรค์อยู่มากมาย แต่ไม่ใช่ทุกความคิดจะได้ผลดีเสมอไป
ถ้าถามว่าต้องทำอันไหนก่อน จงทำสิ่งที่มี Passion มากที่สุดก่อน 

ถ้าไม่นับกรณีเป็นโจทย์ที่มาจากคนอื่นอยู่แล้ว หลายครั้งฉันก็อยากจะทำอย่างนั้นอย่างนี้เต็มไปหมด แต่ก็รู้ดีอีกนั่นแหละว่าไม่ใช่ทุกอันจะปั่นไปได้พร้อม ๆ กัน แต่ก็เลือกไม่ถูกว่าควรลงมือทุ่มเทให้กับอันไหน แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่เสียเงิน แต่มันก็ต้องจ่ายด้วยระยะเวลาอยู่ดี เราก็ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าจากมัน ถูกไหม? อันนี้ศิษย์พี่ไม่ได้คิดนานเลย เหมือนแค่มองฉันปราดเดียวก็รู้ว่าควรเลือกอะไร พอเป็นกรณีนี้แล้ว คอมมอนเซ้นส์ของทุกคนจะเทน้ำหนักไปที่ "เลือกทำที่ให้ผลตอบแทนกลับมาดีสุดซิ เลือกทำที่คนอื่นชอบกันเยอะที่สุดซิ" 

ในความคิดของศิษย์พี่มองว่ามันจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด พยายามอย่าเอา Popularity มาเป็นเกณฑ์หลักในการกระทำ โปรดคิดดูนะ ขนาดตัวเราเองยังไม่แน่นอน นับประสาอะไรกับเหล่าคนหมู่มากที่พร้อมจะแปรปรวนได้ตลอดเวลา กว่าเราจะเสร็จ คนที่พร้อมกว่านำหน้าเราไปเท่าไร และก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าหลายคนต่อให้ความคิดคมคายแค่ไหน แม้มันจะจับกระแส แต่กลับจับใจคนได้ไม่เท่าอีกคนเลย เราอาจจะแหวใส่เขาก็ได้ ของอะไรที่มันนอกกระแส ที่มันตามใจตัวเองเท่าไร ๆ ก็ทำอะไรกินไม่ได้เลยจ้า

เขาดุฉัน เขาปรามฉันว่าอย่าทำร้ายตัวเองในอนาคต ความสุขของเราต้องอยู่กับปัจจุบันนะมิคกี้ เธอจะรู้ได้ยังไงว่าวันข้างหน้าจะยังพีคเท่าวันนี้ จะยังไหวและมีเรี่ยวแรงจะทำเท่าวันนี้ และขอให้จำสิ่งนี้ไว้ว่า...

เราไม่ชนะคนที่พร้อม มีความรัก มีความมุ่งมั่น มีศักยภาพเพื่อมันมากกว่าเราหรอก

ถ้าใจร้อนมากพอ อาจจะลุกขึ้นต่อยหน้าศิษย์พี่หงายตกเก้าอี้ไปแล้ว โทษฐานด่าว่ากาก อ่อนด๋อยด้อยกำลัง หาว่าไม่มีความรักในสิ่งที่จะทำ ถ้าไม่รักแล้วจะฝันถึงมันทำไม ...แต่ทวนประโยคให้ดีแล้วคิดให้ลึก คุณเขาไม่ได้ด่าเลย มันขึ้นอยู่กับตัวของเราเองว่ารู้ตัวเอง ประเมินตัวเองได้แค่ไหน แต่สักแต่จะตามองค์ประกอบปลายทางกันไปอย่างเดียว 

ความสุข ณ ปัจจุบันขณะ ของศิษย์พี่นั้นหมายถึง...อะไรก็ตาม ที่เรามีพร้อมแล้ว เราสามารถทำได้เรื่อย ๆ เรามีความชอบหรือมีกำลังใจมาเรื่อย ๆ ทำเองมันตรงนั้นได้เลยไม่ต้องรอให้พร้อมก่อน หรือสรุปให้ง่าย ๆ ก็คือกิจวัตรหรือสิ่งที่ทำให้เราจมปลัก เสพติด หมกมุ่นมากพอที่จะไม่แยแสสิ่งภายนอก ที่ทั้งมาปลุกเร้าเย้ายวนหรือซัดพลังลบจนห่อเหี่ยวเอาง่าย ๆ ศิษย์พี่บอกว่าเราต้องตามหามันให้เจอนะ และยิ่งถ้าเป็นประเภทผลงานแสวงแรงบันดาลใจ ก็ต้องเลือกสิ่งที่เราสามารถตามหาแรงบันดาลใจได้เรื่อย ๆ เช่นกัน ถ้าทำลักษณะนี้ไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็กลายเป็นผลงานเด่นอยู่ที่ปลายทางโดยไม่รู้สึกกดดัน และมันจะออกมาได้ดีด้วย

ฉันรีบหันขวับทันทีที่นึกได้ว่า ทำไมมันดูสบายจัง ผิดวิสัยผู้ชายสายไฟท์เตอร์อย่างเขามาก ศิษย์พี่ทำหน้างง เขาเงียบ เขายิ้ม และหัวเราะเล็กน้อย ตอนเรามีความชอบกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากพอ เราอาจจะดูไม่ออกก็ได้ว่าตัวเองมีพาวเวอร์ล้นเหลือ ดูมุ่งมั่นไฟท์เตอร์กับมันแค่ไหน

เขาไม่ได้บอกว่าจะต้องอยู่ในจุดกลมกล่อมตลอดเวลา จนไม่มีช่วงฝึกปรือพัฒนา ก็ฝึกไปพร้อมกับทำสิ่งที่เรารักไปเลยเนี่ยแหละ เพียงแต่ถ้าเราสามารถถนอมกำลังไว้ได้ ก็จะมีแรงพัฒนาศักยภาพมากกว่า จริงไหม? เรามักจะเชื่อตามสื่อหรืออะไรก็ตาม ที่เห็นคนขยันมุ่งมั่นสุดตัวจนเกินเวลา จนออกมาเป็นคนเก่งอัจฉริยะได้ ...แต่เรากลับไม่ได้มองคนอีกกลุ่มที่ฝืนหักโหมจนเครื่องชำรุดและล้มเหลวลงไปเลย ไม่มีทางรู้หรอกว่าหวยเราจะออกฝั่งไหน ถึงเขาจะสายไฟท์เตอร์ก็เลือกเพลย์เซฟเป็นเหมือนกัน คุณเขาบอกเขามีคนข้างหลังให้ระวังอยู่ด้วย รังแต่บ้าระห่ำไปตลอดก็กลัวไม่รอดกระทบน้องสาวสุดรัก ยันญาติมิตรพ่วงลูกน้องอีกหลายชีวิต เขาเลยเชื่อมั่นว่าวิถีที่เขาทำอยู่นี่แหละดีแล้ว ต่อให้ทั้งโลกมีคนเล่าประสบการณ์ หรือมีวิจัยไหนออกมาบอกว่ายังไง เขาก็ยืนกรานจะยึดตามนี้อยู่ดี 

ยึดทางสายกลางสินะ... จู่ ๆ ก็นึกถึงหลักธรรมะพระพุทธศาสนาอีกแล้ว จนบางทีก็อยากจะถามว่าเขาเป็นคริสเตียนจริงหรือเปล่า ไม่ว่าถามเท่าไรเจ้าตัวก็ยืนยันว่าเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งนั้น ไม่ได้ไปอ่านหลักพระพุทธธรรมอะไรเลย เราชาวพุทธช่างรู้สึกละอายใจขึ้นมาตะหงิด ๆ

ย้อนขึ้นไปดูข้างบนก็มาทั้ง "ความไม่แน่นอน" "จงอยู่กับปัจจุบัน" และมายัน "รู้จักที่จะไม่ยึดติด" ฉันละอยากรู้จริง ๆ ว่าน้องสาวเขาแอบต้มหนังสือธรรมะให้พี่ชายกินหรือเปล่า แต่พูดไปแล้ว...พออยู่ในหนังสือธรรมะ เรากลับคิดว่ามันน่าเบื่อบ้างละ คนเขียนเป็นพระคงไม่ซึ้งกับโลกฆราวาสมากหรอก ไม่ก็...จะเอามาประยุกต์กับชีวิตประจำวันยังไงดีละ เดี๋ยวก็ลืม คำบาลีจะอลังการไปไหนเนี่ย ใครจะไปคิดว่าเราจะเจอคนปฏิบัติตามหลักธรรมอย่างแนบเนียนไม่รู้ตัว ทั้งเราไม่รู้ตัว และเจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวด้วยนี่แหละ เอ้อ ก็จริงแหละ พอเป็นฆราวาสมาสอนเลยกลับรู้สึกว่าใกล้ตัวกว่าที่คิด

ยกตัวอย่างเลย "ประเมินตัวเองด้วยนะ ว่าเป็นยังไง อีกอย่างคืออะไร เรารับมือไหวไหม แค่ไหน" ลองเปลี่ยนเป็นภาษาพระดูสิ "พิจารณาสังขารของตน" โห ทำไมรู้สึกน่าเบือนหน้าหนีก็ไม่รู้ ทั้งที่มันก็สั้นกว่านะ น่าคิดเหมือนกันเนอะว่าไหม มันก็ความหมายเดียวกันแท้ ๆ 

กลับมาพ่อหนุ่มคริสเตียนหลังเวียนเทียนรอบพระอุโบสถไปเกินสามรอบ สรุปจากที่ฮีพี่บรรยายเตือนเราไว้ เหมือนว่าจะต้องเน้นที่ตัวเองเป็นหลัก (คนละเรื่องกับการเอาแต่ใจตัวเองนะ พักก่อน) เน้นที่จิตวิญญาณตัวเองเข้าไว้นะว่าไปทางไหน เราต้องจูงไปทางนั้น แล้วทุกอย่างมันจะโอเคเอง อืม จริงอยู่ที่เราอาจจะมุ่งหวังกับผลลัพธ์ของมัน ว่าต้องออกมาดี ต้องออกมาได้เยอะ ไม่ปฏิเสธนะว่าของแบบนี้ใคร ๆ ก็หวังกันทั้งนั้น แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีคนอื่นที่พร้อมมากอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเราหยุดสู้แล้วรีบถอยทัพกลับหลุมนะ แค่ต้องประเมินให้เป็นด้วยว่ามันคุ้มหรือเปล่า

ถ้าเราไหว ใจเราได้ ก็พุ่งไปให้สุดเพาเวอร์ วอร์กับสารพัดปัญหา ตายเป็นตาย อ้ะ เข้าใจละว่าทำไมศิษย์พี่พูดเหมือนจะเนิบช้าสโลว์ไลฟ์ ที่จริงความไฟท์เตอร์มันจะมาเมื่อเรามั่นใจเต็มที่นี่เอง นั่นละจุดยืนที่เราหาไม่เจอในสิ่งที่เราฝืดฝืน ไม่ค่อยไหว ไม่ค่อยมั่นใจ ไม่มีเรี่ยวแรงเท่าวันแรกที่มาทำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่ควรละทิ้ง "ความสุข ณ ปัจจุบันขณะ" ยังไงก็อย่าดีดตัวจนพุ่งเกินลิมิต เดี๋ยวพุ่งไปไหนก็ไม่รู้แทน


รบให้หนักพักให้อิ่ม พร้อมแล้วก็ไปให้สุด
หนูจะเป็นไฟท์เตอร์
/จากศิษย์น้อง
SHARE
Written in this book
M A T T H E W
-- ศิษย์พี่ที่รัก --
Writer
Mikki
แสงหิ่งห้อยในมุมมืด
เดินอยู่ในเขาวงกตที่ชื่อว่าโลกมนุษย์

Comments

Sansastarkzz
7 months ago
ชอบเรื่องชุดนี้55 ทำให้นึกถึงรุ่นพี่คนนึงที่นับถือ เค้าคอยช่วยเหลือเรา ทำให้อุ่นใจมากๆเพราะเราเป็นคนขี้กลัวสุดๆ แต่วันนี้พี่เค้าแก่กล้าจะต้องบินออกจากรังแล้วแต่เราเพิ่งเป็นลูกนกหัดบิน จากนี้จะต้องช่วยเหลือตัวเองคิดแล้วใจหายมากเลย
Reply
Mikki
7 months ago
ดีใจที่ชอบนะคะ 555 รู้สึกใจหายแทนเลยนะคะ อันนี้รุ่นพี่ยังอยู่แต่ก็เหมือนเอาเท้าถีบๆให้หัดบินทุกจังหวะ 55555
Sansastarkzz
7 months ago
5555