คนตาไม่ดี

ผมเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขี้นนั้นล้วนมีเหตุผลของมันหน้าที่ของเราคือ ต้องหาให้เจอว่าเหตุผลของมันนั้นคืออะไร บางอย่างเราอาจหาเจอ แต่บางอย่างอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขี้นและยังคงเดขี้นและผมก็พยายามหา ถึงเหตุผลที่มันเกิดขี้น กับเรื่องเล่าของ....
คนตาไม่ดี
เรื่องนี้ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน เพราะผมรู้สึกอาย และรู้สึกแปลกแยก แต่นั้นเเป็นเพียงความรุ้สึกของผมที่ผ่านมา..
เมื่อย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว ผมเริ่มใส่แว่นสายตาเพราะ สายตาเริ่มสั้น มันอาจเป็นเรื่องปกติของเด็กสมัยนี้ที่ใส่แว่นตั้งแต่เด็กๆ ผมเองก็คิดเช่รนนั้น แต่เมื่อฝมใส่ไปได้ 1 ปี 

ในวันนั้น ฝมกำลังทอดไข่อยู่ในครัวนั้นก็มีเสียงจากข้างหลังดังขึ้น
"ไข่ไหม้แล้วๆ  แกทอดไงเนี้ยะ"
ตอนนั้นเองที่ฝมพึ่งสังเกตุว่าไข่ในกระทะนั้นได้เปลี่ยนไปเป็นไข่ที่มีสีดำรอบๆ และ ควันสีดำก็ค่อยๆลอยขึ้นมาจากกระทะ พร้อมเสียงคำถามที่ดังขึ้น  
"แกมองไม่เห็นหรือไง "
นั้นเป็นเหมือนคำถามที่ทำให้ฝมเริ่่ฉุกคิและสังเกตุคัวเอง

แต่ฝลลัพท์ มักไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ สายตาขบองฝมนั้น เหมือนมีบางอย่างมาบังไว้ไม่ให้มองเห็นสิ่งที่ิอยู่ตรงกลาง เหมือนมีบางสิ่งมาแปะอยู่ในดวงตา 
อาจเป็นเพราะว่าช่งงนั้นผมยังเด็กทำให้ไม่ค่อยได้สังเกตุถึงสิ่งที่เกิดขี้น...

แต่เรื่องนี้ดูเป็นเหมือนเรื่องใหญ่มากของผู่ใหญ่ในบ้าน แต่ล่ะคนก็ทยอยกันถาม อาจเป็นเพราะความเป็นห่วง 
ช่วงเวลานั้นเมื่อมองออกไปแล้วสิ่งที่ผมเห็นก็คือ นิ้วชี้และนิ้วกลางของบรรดา พี่ ป้า น้า อา ในบ้าน ที่ยกขี้นมาตรงหน้าผม เหมือนจะให้กำลังใจ แต่สิ่งนั้นได้ลดหายไป เมื่อ มีคำถามตามหลังมาว่า 
"เห็นมั๊ยรี้กี่นิ้ว" 
คำถามนี้เมื่อถาใเเล้วผมตอบได้ ก็บอกว่าไม่เปนไร ยังมองเห็นอยู่ แต่ถ้าผมตอบไม่ได้ ก็ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ พร้อมกับเสียงชิชะ ที่มุมปาก แสดงความไม่พอใจ 
นั้นคือสิ่งที่ทำร้ายความมั่นใจ และ กำลังใจ ของฝมเป็นอย่างมาก 

หลังจากเกิดเหตุการณ์ ทอดไข่ไหม้นั้น ไม่กี่วัน ป้ากับลุง ก็ พาผมไปหาหมอ ที่โรงพยาบาลตาแห่งหนึ่ง เมื่อไปถึง ก็เหมือนกับการตรวจสายตาทั่วๆไป แต่ที่แตกต่างไปก็คือ ครั้งนี้ ผมไม่สามารถอ่านตัวเลขในป้ายทดสอบที่ติดอยู่บนฝนังนั้นได้ ไม่ว่าจะเพิ่ม ลด เปลี่ยนเลนส์วัดกี่อันแล้วก็ตาม 

สุดท้ายพยาบาลก็เรียกผม
ให้ไปห้องข้างๆห้องตรวจ ในห้นั้นดต็มไปด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน 
พยาบาลบอกให้ผมไปนั่งบนเก้าอี้กลมๆ แลเวเอาคางไปตั้งไว้ที่ที่ตั้งคางของเครื่ตรวจ แล้งก็มองไปยังกระจกสีดำๆ เหมือนกล้องที่จะส่ดองตาเรา 
เสียง พยาบาล ดังขี้น "อย่ากระพริบตานะค่ะ" พร้อมกับเอานิ้วจิ้มไปยังปุ่มกดที่เครื่องตรวจ
ผมตอนนั้นก็เปิดตากว้างพร้อมกับเกร็งไม่ฝห้กระพริบตา เมื่อตรวจเสร็จสองข้สง ผลตรวจก็ปรากฎขี้นในหน้สจอ พร้อมเสียงของพยาบางสางได้ดังขี้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดังขี้ยด้วยความประหลาดใจปนกับความรู้สึกที่เหมือนเห็นทางออก
"เจ็กพอต รู้แล้วทำไมถึงมองไม่เห็น" พร้อมนำใบแสดงผลใส่ในแฟ้ม

หลังจากนั้น หมอ ก็เรียกผมเข้าห้ตรวจเพื่อฟังผล....

และการดอนเข้าห้แงตรวจครั้งนั้นทำให้ชีวิตผมได้เปลี่ยนไป.....


ถ้าชอบก็กดไลค์กดแชร์ให้ด้วยน่ะคร้บแล้วจะมาเล่าให้ฟอีกน่ะครับ







SHARE
Written in this book
my eye is my life

Comments