วิ่ง แล้วได้อะไร
      เราไม่ใช่นักวิ่งมาราธอน ไม่ใช่คนที่จะวิ่งเป็นหลายสิบกิโลได้ 
      ทุกวันนี้แค่ 10 กิโล ยังเหนื่อยแทบตายเลย

      เราก็เป็นแค่นักศึกษาคนหนึ่ง ที่ได้เล่าเรียนมาว่า การออกกำลังกายนั้นมันมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น

      ทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น
      ทำให้กล้ามเนื้อของเราได้ใช้พลังงาน ใช้น้ำตาลส่วนเกินที่เรากินเข้าไปแบบไม่คิด 555
      ช่วยลดน้ำหนัก หรือ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้มันพุ่งพรวด -0-
      และเราก็แค่เป็นนักศึกษาที่รู้สึกว่า
เราควรจะทำตามที่ได้เรียนมาคือ “ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างน้อย สัปดาห์ละ 150 นาที”
ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะกล้าไปสอนคนอื่นได้ยังไง ถ้าเราเองยังทำไม่ได้เลย 

       พอคิดได้เช่นนั้น เราจึงเริ่มออกวิ่ง 
       ที่เราเลือกการวิ่ง เพราะรู้สึกว่าแค่มีรองเท้าวิ่งสักคู่ กับใจที่ “ดูเหมือนจะพร้อม” เราก็เริ่มได้เลย

      ตอนแรกสุดเลย เราเริ่มที่ 5 รอบ น่าจะรอบละเกือบๆ 400เมตร ตอนนั้นก็รู้สึกเหนื่อยมาก

      มีท้อบ้าง แต่ก็ยังไม่ถอยเพราะรู้สึก “อยาก” ที่จะวิ่งให้ได้เยอะๆ ตอนนั้นก็เพิ่มจำนวนรอบวิ่งขึ้นเรื่อยๆ จาก 5 เป็น 6 จาก 6 เป็น 7 จนสุดท้ายได้ถึง 10 รอบ หลังจากนั้น การวิ่ง 10 รอบก็เริ่มเป็นการวิ่งที่เป็นมาตรฐานของตัวเองที่ต้องทำให้ได้ในการวิ่งแต่ละครั้ง 

      เราเริ่มสร้าง “ตัวตน” ของการเป็นคนที่วิ่งได้ถึง 10 รอบ (ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้เยอะสักเท่าไหร่หรอกนะ)

      เราขับเคลื่อนการวิ่งแต่ละครั้งด้วยความ “อยาก” ที่จะทำให้ได้เท่าเดิม ไม่น้อยลงไป 
      ระหว่างวิ่ง ใจเราไม่ได้อยู่กับการวิ่งเท่าไหร่ แต่กังวลอยู่กับการนับรอบ และคิดว่า เมื่อไหร่จะครบ 10 รอบเสียทีนะ เหนื่อยแล้วนะเนี่ย จะไหวไหมเนี่ย แต่เรา “ต้อง” วิ่งให้ครบนะ

      บางครั้งเราก็ฝืนตัวเองจนวิ่งได้ครบ แต่บางครั้งก็พ่ายแพ้ให้กับข้ออ้างต่างๆของตัวเองสารพัด
      เราเริ่มไม่ค่อยมีความสุขกับการวิ่งแบบนี้ เราคิดว่ามันต้องมีอะไรซักอย่างที่เราแก้ไขได้

      ด้วยความที่เป็นคนชอบฟังธรรมะ เลยลองเอามาใช้กับการวิ่งดู เราพยายามมีความรู้สึกตัวอยู่กับการก้าวเท้า อยู่กับลมหายใจ อยู่กับหัวใจที่บางทีก็เต้นแรงจนรู้สึกได้ เวลาที่ใจคิดไปเรื่องอื่น พอเรารู้ตัว เราก็จะกลับมาอยู่กับการเคลื่อนไหวร่างกายอีกครั้ง เราค่อยๆฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ 

      ตอนนี้เราก็ยังฝึกแบบนี้ได้ไม่นานหรอกนะ แต่เราชักเริ่มจะติดใจซะแล้วสิ เรารู้สึกว่า มันทำให้เรารู้สึกสบายใจ กว่าการวิ่งแบบเดิมมากเลย คือการวิ่งมันก็ทำให้เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องมานั่งเหนื่อยใจกับความคิดที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง หรือไม่ยอมอยู่กับปัจจุบันแล้วนั้น มันยิ่งบวกความเหนื่อยใจเข้าไปอีก 

      วิ่งแบบนี้ก็ดีนะ จริงๆแล้วได้ประโยชน์ทั้งต่อร่างกาย และก็จิตใจ  

      ถ้าให้เราแนะนำ ยังไงตอนแรกก็อาจจะต้องมีเป้าหมายไว้ก่อน แค่ตอนวิ่งไม่ต้องไปใส่ใจอยู่กับว่าจะสำเร็จมั้ยเนอะ ฟังร่างกายตัวเองด้วย อยู่กับเขา ใช้ร่างกายเขาวิ่งแล้วก็อย่าทิ้งเขาไปหาความคิดล่ะ แต่เราก็เข้าใจดีว่า มันเป็นเรื่องปกติที่จะมีหลุดคิดอยู่แล้วล่ะเนอะ เพราะงั้นก็ไม่ต้องกดดันตัวเองนะ แค่ถ้ารู้ตัวว่าทิ้งเขาไป ก็กลับมาหาเขาละกันเนอะ ^^

      ใครที่เพิ่งเริ่มวิ่งเราก็เป็นอีกกำลังใจให้นะ

      หรือใครมีเคล็ดลับอะไรจะแนะนำเราก็ยินดีมากเลย :D
      
SHARE
Writer
Cardiomegaly
amateur 👩🏻‍⚕️
อ่านเล่นๆเขียนเล่นๆ

Comments