สุดท้ายโลกมักจะเหวี่ยงมาที่เดิมเสมอ

ในวันที่เราเบื่อโลก เพียงเพราะเราอยู่ที่เดิมนานเกินไป การเอาตัวเองออกจากพื้นที่นั้น ดูจะเป็นวิธีทางอย่างหนึ่ง 

สิ่งหนึ่งที่เรามักจะประทับใจและตื่นเต้นในการเดินทางคือ ทุกอย่างไม่ได้วางแผน และนั้นแหละคือการวางแผนของเราครั้งนี้

วันนั้นเริ่มขึ้น เราเริ่มออกเดินทาง


1. รถคันสุดท้าย 
หลังเลิกงานตอนเย็น ฉันรีบกลับไปเอาเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว และเดินทางไปขึ้นรถโดยสาร ด้วยความที่รถติดของตอนเย็น ฉันใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในการเดินทางไปขึ้นรถ ด้วยระยะทางประมาณ 10 กิโล เมื่อถึงที่คิวรถ เพื่อนฉันรออยู่แล้ว เรารีบซื้อตั๋ว แต่เราต้องรออีกประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะรถพึ่งออกไปเมื้อกี้ ก่อนที่ฉันจะมาถึง และนี้ก็จะเป็นรถคันสุดท้ายของวันนี้ ในขณะที่ฟ้าค่อยๆมืด 
นานแล้วสินะ ที่ชีวิตไม่ได้รออะไรนานขนาดนี้ เพราะว่า ชีวิตเราปกติ ทุกวันๆ ถูกวางแผนไว้อย่างชัดเจน ทำอะไร เวลาไหน ทั้งเรื่องงาน และเรื่องการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เราแค่เดินลูปไปตามที่เราวางแผนไว้แค่นั้น เหมือนเราก็จะค่อยๆ ชินกับมัน จนบางครั้ง เมื่อมีอะไรบางอย่างมาผลกระทบกับสิ่งที่เราวางแผนไว้ เราจะหงุดหงิดกับมันด้วยซ้ำจนลืมไปว่า เราไม่สามารถควบคุมอะไรทุกอย่างไว้ได้ ถึงแม้เราจะวางแผนมันดีขนาดไหนก็ตาม 
 
ในขณะที่เรารอขึ้นรถ เราก็คุยเรื่อง "ชีวิต" เมื่อโตขึ้น สำหรับวัยหนุ่มสาว เราจะตั้งคำถามกับโลกใบนี้มากมาย ความฝัน ความสุข ความทุกข์ ภายใต้เงื่อนไขของสิ่งที่เรามีอยู่ และมันไม่ง่ายเลย ที่คนหนุ่มสาวจะพึงพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ เพราะยังมีอะไรที่อยากเรียนรู้ ค้นหา เปลี่ยนแปลงโลกของตนเองอีกมากมาย ดังนั้นความกระหายกับโลกใบนี้ ทำให้คนหนุ่มสาวต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา 

เสียงประชาสัมพันธ์ให้ขึ้นรถ ดังขึ้น พวกเราเลยรีบขึ้นรถ ตอนนั้นท้องฟ้ามืดสนิท เราเดินทางไปกับรถคันสุดท้ายของวันนั้น พร้อมกับเสียงของวัยหนุ่มสาว ดังกึกก้องภายใน 



2. กินข้าวคลุกบทสนทนา  
ถึงที่หมายประมาณ 3 ทุ่ม รีบไปที่พัก ระหว่างทางไปที่พัก เราต้องเดินเข้าซอย ซึ่งทางจะเลียบไปกับ ทะเล คืนนี้ฟ้ามืดมาก เราห็นดาวชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อเข้าที่พักเก็บของเรียบร้อย จึงเช่ามอเตอร์ไซค์ของรีสอร์ท ไปหาของกินใกล้ๆ สั่งอาหารทั้งอาหารคาว อาหารหวาน พร้อมคลุกกับบทสนทนาหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งคือ "ความสัมพันธ์" ช่วงนี้ เราจะมีความอิสระระหว่างเรากับผู้อื่นหรือช่องว่างระหว่างเรากับผู้อื่นมากขึ้น รู้สึกว่าการได้เจอผู้คนเยอะๆ มันทำให้ตนเองเหนื่อยจนเกินไป ดังนั้น การพักผ่อน การเติมพลังของตนเอง คือการได้อยู่คนเดียว การสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นมันเป็นการเติมพลังและมีความสุขมากกว่า

คำถามมากมายที่มีต่อโลกและตนเอง คลุกเคล้ากันไปบนโต๊ะอาหารในคืนนั้น ท้องฟ้า และสายลม คงได้ยินเสียงบทสนทนาของเรา บางคำถามหากมันไม่ได้คำตอบหรอก แต่พอเขย่าความคิดเราได้ เวลาล่วงเลยผ่านไป ค่ำคืนนั้นผ่านไป 

3. แท้จริงความไม่แน่นอนคือความแน่นอน 
แสงแดดอุ่นๆ ลอดผ่านผ้าม่าน ปลุกให้เราตื่น แต่งตัวออกไปกินอาหารเช้า ณ ร้านเดิม แต่ดูเหมือนเพิงเล็กๆ เก่าๆ หลังนั้น จะหายไปแล้ว มองออกไป จะเห็นทะเลอยู่ตรงหน้า เราสั่งอาหารกินกัน พลางวางแผนจะไปไหนต่อดี ลงเกาะ ใช่!! เราจะลงเกาะ ไปยังไง แอบไปดูที่ท่าเรือ ว่ามีใครขึ้นมาบ้าง เราจะพลอยชาวบ้านเขาอะนะ ดูเหมือนว่าวันนี้ไม่ค่อยมีคนขึ้นมาซื้อของกันเลย มีแค่ลำเดียว และเจ้าของเรือก็ไม่อยู่ ทำการหาเบอร์โทร เพื่อบอกว่าขอติดเรือไปด้วย และเจ้าของเรือบอกว่า อีกประมาณ 30 นาที

แต่ระหว่างทางกลับที่พัก คิดได้ว่ามีอุทยานใกล้ๆ ก็เลยแวะเข้าไป ถ่ายรูป เล่นไป เล่นมา ดูเหมือนว่าในใจตอนนี้ ลังเลว่าจะลงเกาะดีไหม เพราะขี้เกียจ สุดท้ายเราใช้วิธีการเสี่ยงโชค “วัน ตู ส้ม” และเราจะยอมรับผลของมัน ปรากฏว่า ลงเกาะค่ะ รีบกลับไปที่พัก เพื่อเก็บของ ตอนนั้นผ่านไปแล้ว 30 นาที ไม่แน่ใจ ก็เลยโทรเจ้าของเรืออีกครั้ง ถามว่า ขึ้นเรือแล้วยัง โชคดี กำลังจะขึ้นเรือ รีบทันที และให้ที่รีสอร์ท ไปส่งที่ท่าเรือ 

สุดท้ายเราก็เดินทางไปเกาะกัน

4. เรือลำเดียวกัน
วันนี้เราขึ้นเรือแบบไม่มีหลังคา แดดร้อนๆ ของทะเลแผดเผาเรา แต่เราก็ไม่มีทางเลือกมากนักในการเลือกเรือ ไม่มีทางเลือกด้วยซ้ำ

มะ (แม่) ข้างๆ เอาร่มกางบังแดด เราเอาผ้ามาบังแดด คนขับมีเพียงหมวกใบเดียว เราอยู่ในเรือลำเดียวกัน นั่งเรือประมาณ 1 ชั่วโมง สุดท้ายก็ถึงเกาะ เราลงเรือ ขอบคุณคนขับเรือ เดินเข้าไปที่เกาะ ผู้คนทักทายเราด้วยรอยยิ้ม  เดินตรงไปซื้อน้ำเย็นๆ ไปหาคนที่คุ้นเคย “ไม่เห็นโทรมาเลย ว่าจะมา” เรายิ้ม พร้อมคำตอบ เขาถาม กินข้าวแล้วยัง ไปทอดไข่เจียวกินไหม เราบอกไม่เป็นไร ยังอิ่มอยู่เลย คุยไปคุยมา เขาเอาแตงโมให้เราผ่า และกินกัน พร้อมบทสนทนานานาที่ผ่านมาในชุมชน

เอาเสื่อ หมอน หนังสือ ไปนอนริมหาด สักพักก็ไปหาเด็กๆ เล่นน้ำ โชคดีเด็กๆ เล่นเรือแคนนูอยู่ ขอเข้าไปเล่นด้วย กว่าจะขึ้นเรือได้ พายเรือด้วยมือ งมหาแว่นกันแดด ที่ใส่มาเล่นน้ำ แดดที่ค่อยๆแผดเผา เหนื่อยแล้ว รีบขึ้นไปหาของกิน ใส่เสื้อเปียก กินก๋วยเตี๋ยว กับน้ำเย็น อร่อยดี

5. ชีวิตเป็นเรื่องง่าย 
ในขณะที่เรานั่งบนศาลา แวบไปเห็นบัง (พี่) คนหนึ่ง เขาเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานของอีกเกาะหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่จำชื่อเขาไม่ได้ ทักทายกัน ยังไงไม่รู้ ถามเพื่อนว่า จะไปเกาะโน้นไหม พยักหน้าไป ไปก็ไป สะพายกระเป๋า ซื้อของกิน ไปทันที ทำไมใจง่ายขนาดนี้ เมื่อถึงเกาะ รีบกางเต๊นท์ทันที ก่อนจะมืด เราลงเล่นน้ำอีกครั้ง กับชุดเดิมนั้นแหละ

เมื่อท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีชมพู (เพื่อนบอกว่าสีชมพู ชมพูก็ได้) จึงขึ้นมาเอาน้ำกร่อยราดตัว 3 ขัน เพราะช่วงนี้เป็นหน้าแล้ง น้ำจืดจึงไม่มี ซึ่งความรู้สึกก็ไม่ต่างอะไรมากกับน้ำเค็ม หลังจากนั้นเปลี่ยนเสื้อ 

6. ไม่เคยทำ ไม่ได้หมายความว่า ทำไม่ได้ 
ลุง : เดี่ยวทอดไข่เจียว แล้วก็ทำผัดเผ็ดก็พอนะ

เจ้าหน้าที่อุทยานที่พาเรามา บอกกับเราอย่างนั้น มองหน้ากับเพื่อน ในใจคิดว่า อะไรนะ!  ให้เราทำกับข้าว ขนาดทำกินเอง ยังไม่รอดเลย ทำให้คนอื่นกินเนี้ยนะ คือ เขาให้เราทำอาหารให้ลุงๆ พี่ๆ เขาประมาณ 5-6 คน 

เรา : มีเครื่องแกงไหม เราทำเครื่องไม่เป็น 
ลุง : มี 

(ในใจ) โล่งอกไป สักพักดูไก่ เยอะไปนะ ถ้าทำผัดเผ็ดอย่างเดียว เขาบอกว่า กระเทียมพริกไทยไหม สักพักพี่เจ้าหน้าที่อีกคน ช่วยมาหมักไก่ให้ เราแค่ทอดอย่างเดียว อากาศในครัวร้อนมาก ทุลักทุเล พร้อมความกดดันจากฝ่ายกินข้างนอก เราใช้เวลาค่อยๆทำ นานพอสมควร สักพักพี่เขาได้ปลา เขาบอกว่า ทำแกงส้มสักหม้อดีกว่านะ ฮะ!! บอกตามตรง อันนี้ทำไม่เป็นจริงๆ ไม่เคยทำเลย สักพักมีคนมาตำเครื่องให้ เราก็รีบเปิดสูตรในกูเกิล ถึงลำดับขั้นตอนการทำ พอทุกอย่างถูกโยนใส่หม้อ ปัญหาอีกอย่างคือ แล้วแกงส้มเขาปรุงอะไรบ้าง ก็เลยเรียกพี่คนนึงมา มาปรุง พี่เขาชิม โหวว เผ็ดไป แฮ่ๆ เราไม่รู้ เขาตำเครื่องแกงแค่ไหน เราใส่หมดเลย แต่สุดท้ายทุกคนก็ได้กินข้าว เสร็จภารกิจเรา เหนื่อย แต่ก็สนุกดี

“อย่าบอกว่าทำไม่ได้ ถ้าไม่เคยทำ”

7. เมื่อเรารู้สึกหนาวไป เราแค่สลับอุณหภูมิทำให้มันอุ่นขึ้น 
ทุกอย่างมืดสนิท ในคืนนั้นเราเอาเบาะของอุทยาน มาปูไว้ข้างนอก ใต้ต้นไม้ แหงนบนฟ้า เห็นดาวระยิบระยับ กับผ้าห่มบางๆ ไม่แน่ใจเผลอหลับไปตอนไหน รู้สึกตัวอีกที อากาศเริ่มเย็น ลมพัดเริ่มแรงขึ้น แต่ก็ยังไม่ยอมลุกขึ้น แต่เหมือนความหนาว จะยิ่งคลืบคลาน ค่อยปลุกๆให้เราตื่น เราจึงเปลี่ยนไปนอนในเต๊นท์ เพื่อไม่ให้มันหนาวมากยิ่งขึ้น และฉันก็หลับลงอีกครั้ง จนกระทั่งแสงแดดยามเช้า ค่อยๆ ปลุกให้ฉันตื่นอีกครั้ง 
ฉันตื่นขึ้นมา ทำการเก็บเต๊นท์ เพื่อรอเรือกลับ แต่เหมืิอนจะยังมีเวลา จึงเอาหนังสือ ไปนอนอ่าน ใต้ต้นไม้ ที่เดิม 

“อากาศหนาวไปใช่ไหม ลองเปลี่ยนดูไหม สลับอุณหภูมิ เพื่อให้มันอุ่นขึ้น จะอย่างไรก็ตาม มันจะทิ้งอุณหภูมิหนึ่งในใจเราเสมอ”

8. กลับไปที่เดิม 
เมื่อครั้นถึงเวลากลับ เหมือนแผนของคนที่เราจะพลอยกลับไปด้วย  ต้องไปอีกเกาะหนึ่ง เราก็เลยต้องตัดสินใจว่า จะเอายังไง โชคดีมีลุงคนหนึ่งมาจากเกาะที่เราจากมาเมื่อวานพอดี จึงขอติดเรือ กลับไปเกาะเมื่อวาน เพื่อหาเรือกลับบ้าน ซึ่งโอกาสที่จะมีเรือกลับไปฝั่ง มีเยอะกว่าที่เกาะนี้ แต่ก็มีความเสี่ยงงอยู่เหมือนกัน เพราะมันสายแล้ว ปกติชาวบ้านจะขึ้นไปซื้อของตอนเช้าเลย 

ขึ้นเรือไปเกาะเมื่อวาน และรีบไปหาเรือ เพื่อที่จะกลับบ้าน โชคดี ที่ยังมีเรือไปส่งปลา และเราทำการขอติดเรือเขาไปด้วย ยังมีเวลา จึงไปอาบน้ำ สระหัว เปลี่ยนเสื้อ หลังจากที่เหนียวตัวมานาน ไม่นาน เด็กๆ มาเรียก บอกว่า เรือจะขึ้นไปแล้ว รีบไปขึ้นเรือ สุดท้าย เราก็ถึงท่าเรือ และเดินไปจะไปขึ้นรถตู้โดยสาร ในขณะที่เดิน มีรถสามล้อ จอดให้เรา 

พี่เขา : จะไปไหน 
เรา : จะไปขึ้นรถตู้ 
พี่เขา : ไป เดี่ยวไปส่ง
เรา : ^_____^

เมื่อถึงคิวรถตู้ เราขอบคุณเขา และเราก็ลาจากกัน 
ยังมีเวลาก่อนขึ้นรถ ไปหาร้านกาแฟ กินกาแฟ

9.การเดินทางมักทิ้งความอบอุ่นในใจเราเสมอ 
 ระหว่างทางกลับบ้าน สักพักฝนเริ่มโปรยปรายลง มา เหมือนการเดินของเราจะค่อยๆ จบลง ในขณะที่การเดินทางข้างในเริ่มต้น 

เก็บกระเป๋า หยิบรองเท้า พกหนังสือ จับมือใครสักคน ออกเดินทางกันเถอะ   


SHARE

Comments