นับหนึ่ง...กำเนิดจักรวาล
หากพูดถึงตำแหน่ง Music Director หรือ Producer ทำเพลง ชื่อของ หนึ่ง จักรวาล จะผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายๆ คนอย่างแน่นอน จากผลงานที่เป็นที่รู้จักในเบื้องหน้าจากรายการเพลงยอดนิยมอย่าง The Mask Singer และ i Can See You Voice ทว่านั่นคือเบื้องหน้าที่เราเห็นแต่รอยยิ้มที่แสงไฟสาดส่องไปยังความสามารถของเขาบนเวที

แต่มุมที่น่าสนใจกว่านั้นคือ กว่าที่ชื่อของหนึ่ง จักรวาล จะโด่งดังขึ้นพร้อมกับโน๊ตเพลงต่างๆ ที่บรรเลงร่วมกับศิลปินมากความสามารถในเมืองไทย ชีวิตบนเส้นทางสายดนตรีของหนึ่ง จักรวาล นั้นไม่ง่ายเลย เริ่มต้นจากการเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อศาสตร์ที่ต้องอาศัยสุนทรียะอย่างดนตรีเป็นอย่างมาก

ถ้าถามว่ามากแค่ไหน คุณลองจินตนาการถึงบรรยากาศในสลัมคลองเตยกับเด็กน้อยคนหนึ่งที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเหล่านั้น ซึ่งในอดีตขึ้นชื่อว่าชุกชุมไปด้วยยาเสพติดและคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

พี่หนึ่งเล่าให้ฟังว่า ตอนเด็กๆ การจะมีของเล่นสักชิ้นนั้น เขาต้องไปช้อนหาในคลองซึ่งเต็มไปด้วยน้ำครำ ถ้าเจอของเล่นก็ค่อยนำมาล้างน้ำให้สะอาด นี่คือชีวิตในวัยเด็กของเขาที่แลควรจะห่างออกจากโลกของดนตรี

ทว่าจุดเริ่มต้นการสนใจดนตรีของพี่หนึ่ง จักรวาล มาจากพ่อของเขา ที่คอยเปิดเพลงและเล่นดนตรีให้เขาฟัง จนเขาเริ่มชอบและพยายามหัดตีเคาะจังหวะไปตามการเล่นพ่อของเขา

ดังนั้น เครื่องดนตรีชิ้นแรกของพี่หนึ่งคือ กระป๋องสองใบที่คอยเอาไว้เคาะเล่นจังหวะไปตามประสา ส่วนของเล่นชิ้นที่สองคือชามตราไก่ใบเก่าๆ ที่สามารถเปลี่ยนโน๊ตได้ด้วยการเติมน้ำลงไปในชาม เมื่อเคาะตามเสียงโน๊ตก็เปลี่ยนไป

เสียงเพลงนำชีวิตพี่หนึ่งมาเป็นนักศึกษาที่วิทยาลัยนาฏศิลป จากเหตุผลข้อเดียวคือ อยากเห็นและเล่นเปียโนครั้งแรกในชีวิต แต่เมื่อเข้าไปเรียนเข้าจริงๆ พี่หนึ่งกลับถูกสอนให้เรียนไวโอลีนเป็นหลัก แต่ด้วยความดื้อของพี่หนึ่ง เขาจึงแอบไปซ้อมเล่นเปียโนด้วยตัวเองอย่างลับๆ ทั้งที่มีกฏห้ามอยู่

หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมพี่หนึ่งถึงอยากเล่นเปียโนขนาดนั้น เหตุเพราะครั้งหนึ่งเขาเคยดูบันทึกการแสดงดนตรีจากวงออเคสตร้า เขาสังเกตว่าในวงนั้นเต็มไปด้วยนักไวโอลีนจำนวนมาก ดังนั้น ค่าจ้างจึงต้องถูกเฉลี่ยกันมากแน่ๆ คงไม่น่ารวย

ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าอย่างคอนดักเตอร์ก็เอาแต่ชี้ไม้ไปชี้ไม้มา ซึ่งในตอนนั้นพี่หนึ่งไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม มีเพียงแท่นเปียโนหลังหนึ่งตั้งโดดเด่นอยู่มุมหนึ่งของเวทีการแสดงดนตรี แถมมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถนั่งเล่นเปียโนอยู่ตรงนั้นได้ บวกกับพี่หนึ่งมารู้ทีหลังอีกว่าตำแหน่งคนเล่นเปียโนได้รับเงินเยอะกว่าตำแหน่งอื่นๆ นี่จึงเป็นเหตุให้เขาใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นนักเปียโนให้ได้

เมื่อความตั้งใจก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นฝันที่ชัดเจน ในช่วง ม.1 เทอม 2 พี่หนึ่งเริ่มหาสนามฝึกฝีมือด้วยการขอพ่อแม่ไปเล่นแบคอัพตามคาเฟ่ในวันธรรมดาหลังเลิกเรียน ตั้งแต่ 1 ทุ่ม ถึง ตี 3 กลับมาบ้านตี 4 แล้วเดินทางออกไปโรงเรียนตอนตี 5 วนเวียนแบบนี้ทุกสัปดาห์นานถึง 3 ปี จนพี่หนึ่งบอกว่าช่วงเวลานั้นชีวิตของเขาไม่รู้จักคำว่าเตียงนอนเลย

ถามว่าเขานอนที่ใดเวลาไหน นั่นคือในห้องเรียน

ส่วนสาเหตุที่ไปเล่นแบคอัพที่คาเฟ่ พี่หนึ่งให้เหตุผลว่า เพราะไม่มีอาจารย์เก่งๆ สอนเขา ดังนั้น การไปเล่นที่คาเฟ่ นอกจากจะได้เงินแล้ว ฟีดแบคจากพี่ๆ ในคณะจะทำให้เขารู้ตัวเองด้วยว่า ฝีมือดีขึ้นหรือแย่ลง

แน่นอนว่า ช่วงแรกเขาโดนพี่ๆ ในคณะด่ากันแทบครบทุกคน แต่ด้วยความที่อยู่ในคลองเตยมาก่อน การถูกก่นด่าจึงเป็นเรื่องปกติที่เขาพบเจอในชีวิต ทว่าสิ่งหนึ่งที่เขาได้กลับมาคือการกลับไปพัฒนาฝีมือการเล่นดนตรีให้ดีขึ้นในทุกๆ คืน

ส่วนในวันหยุดอย่างเสาร์อาทิตย์ เขาจะขังตัวเองอยู่ในห้องซ้อมเปียโน พร้อมกับนม 1 กล่อง และขนมปัง 2 ชิ้น ตั้งแต่ 9 โมง ถึง 4 โมงเย็น แล้วก็ฝึกเล่นทั้งวัน โดยวิธีการฝึกสมัยนั้นเขาไม่ใช้วิธีการเกาะโน๊ตเพลงตามหนังสือ แต่ใช้วิธีการจดจำเสียงตัวโน๊ตในแต่ละห้องแล้วไล่หาเสียงเอาให้ครบจนครบเป็นบทเพลง

เขาฝึก ฝึก แล้วก็ฝึก จนคนในคณะเริ่มมีการแนะนำพี่หนึ่งให้แก่วงและศิลปินคนอื่นๆ ที่กำลังมองหาคนมาช่วยเล่นให้ นี่คือจุดกำเนิดของจักรวาลทางดนตรีของพี่หนึ่งที่ค่อยๆ ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเรียนรู้โดยไม่มีวันหยุด

พี่หนึ่งเล่าว่า การได้มีโอกาสเล่นดนตรีกับศิลปินทุกๆ คนคือความภูมิใจของเขา และในเวลาเดียวกันศิลปินทุกคนที่เขาเคยเล่นดนตรีด้วยก็คือครูทางดนตรีในชีวิตของเขาด้วยเช่นกัน

ในวันที่พี่หนึ่งมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์รายการเพลงชื่อดังอย่าง The Mask Singer หน้ากากนักร้อง พี่หนึ่งไม่ลืมครูของพวกเขาหลายคนในอดีต เขาจึงนำบทเพลงเก่าๆ ที่เขาเคยร่วมเล่นกับศิลปินมากมายที่สาปสูญไปตามกาลเวลาให้คืนชีพกลับมาผ่านการเรียบเรียงทำนองและคำร้องจากศิลปินหน้าใหม่ที่ร่วมสมัย

ซึ่งกลายเป็นกลยุทธ์คืนชีพศิลปินตำนานหลายๆ คนให้กลับมายืนบนเวทีพร้อมกับการโปรโมทศิลปินหน้าใหม่ไปในตัว แถมยังมีงานใหม่ๆ เข้ามาหล่อเลี้ยงชีวิตศิลปินทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่อีกด้วย

นี่คือชีวิตที่เต็มไปด้วยการเดินทางที่แสนลำบากแต่อบอวลไปด้วยบทเรียนมากมาย มีข้อคิดของพี่หนึ่งอยู่ข้อหนึ่งที่ผมจดลงไว้ในสมุดบันทึกและคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์ต่อทุกๆ คน

พี่หนึ่งบอกว่าวันที่เขารู้ตัวว่าชอบดนตรี เขาลงมือฝึกฝนและตั้งใจซ้อมมันอย่างต่อเนื่องและเต็มที่ ไม่ใช่เพื่อที่จะเล่นได้เท่านั้น เพราะคนอื่นก็สามารถเล่นได้เหมือนกัน แต่สิ่งที่จะทำให้แตกต่างและก้าวไปไกลกว่าคำว่า ‘เล่นได้’ คือ ต้อง ‘เล่นดี’ ด้วย

คำนี้เองที่เขาบอกตัวเองอยู่เสมอ และมันยังคงเป็นคำที่เตือนสติให้เขายังคงเป็นนักเรียนรู้ นักสร้างสรรค์ และพัฒนาโลกดนตรีออกสร้างความสุขให้แก่ศิลปิน ผู้ฟัง และผู้ชมอย่างต่อเนื่อง

นี่จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ของการกำเนิดจักรวาลแห่งโลกดนตรี

จากเด็กชายคนหนึ่งที่เริ่มบรรเลงเสียงเพลงจากกระป๋องนมและชามตราไก่สองใบในสลัมคลองเตย

ภาพประกอบจาก: Pantip 
SHARE
Writer
Ohmsiri
Writer
Page CreativeSalary / Books: สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน / Podcaster ออฟฟิศ 0.4 / คอลัมนิสต์ aday Bulletin

Comments