ระหว่างมิตรภาพ
บ้านไม้หลังใหญ่ริมแม่น้ำตั้งอยู่ในแวดล้อมของต้นไม้ใหญ่ ทั้งขนุน ลำไยและมะม่วงเรียงรายไม่เป็นระเบียบ แต่สร้างความร่มรื่นเพราะกิ่งก้านใบเขียวๆ ของต้นไม้ใหญ่กั้นปิดเปลวแดดให้ส่องลงมาเพียงรำไร ใต้ต้นลำไยมีแคร่ไม้ไผ่ตัวใหญ่ตั้งอยู่ ด้านข้างของตัวเรือน มีชานทอดยาวออกไปสู่แม่น้ำพอให้นั่งหย่อนขาลงน้ำได้ กระถางมะลิวางเรียงรายเป็นระยะ ดอกสีขาวส่งกลิ่นหอม บ้างร่วงหล่นลงพื้น คนเพิ่งมาเยือน ‘ทึ่ง’ กับสิ่งที่พบเห็น

“สวัสดีค่ะ มีใครอยู่บ้างไหมคะ” เสียงใสๆ ตะโกนขึ้นไปบนเรือน

“มีใครอยู่บ้างหรือเปล่า” เธอร้องเรียกอีกครั้งแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ ร่างบางหันรีหันขวางอยู่ชั่วครู่จึงไปนั่งแหมะลงที่แคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นลำไย วางเป้ใบโตไว้ข้างกายและผล็อยหลับไปในที่สุด

ชายหนุ่มในชุดเสื้อม่อฮ่อมสีขรึมเข้มกับกางเกงยีนส์เก่าๆ ขมวดคิ้วสงสัย เมื่อเห็นร่างบาง นอนขดตัวงอเป็นกุ้งใต้ต้นไม้ภายในบ้านเขา ชายหนุ่มพินิจอยู่นานกับหน้าตาแปลกๆ ของหญิงสาว เธอไม่ใช่สาวชาวบ้านและไม่ใช่คนแถวนี้อย่างแน่นอน เขาวางจอบที่แบกอยู่บนไหล่ลงแล้วดึงแขนเสื้อของคนที่กำลังหลับอยู่เบาๆ จนเจ้าตัวสะดุ้งตื่น

“หวัดดี” เขาทักทาย ขณะที่เธอเองยังงัวเงีย

“หลับสบายเลยนี่” เขายังพูดต่อ

“ฮื่อ ลมมันเย็นน่ะ หวัดดี คุณเป็นใคร” เธอเพิ่งนึกได้ว่ากำลังนั่งแหงนหน้าคอตั้งบ่าคุยกับคนแปลกหน้าที่ยืนอยู่ตรงข้าม

“นี่บ้านผม คุณสิเป็นใคร”

“ฉันเป็นเพื่อนของแสงดาว” เธอหมายถึงเพื่อนสาวที่รู้จักกันทางจดหมาย

“เพื่อน เพื่อนของแสงดาว” เขาย้ำอย่างไม่ค่อยแน่ใจในสิ่งที่เธอพูดนัก แล้วแววตาที่มองด้วยความสงสัยในคราวแรกก็เปลี่ยนเป็นหวาดระแวงในทันที

“ใช่ค่ะ ทำไมคะ หรือฉันเข้าผิดบ้าน ไม่น่าจะผิด ก็บุรุษไปรษณีย์พามาส่ง”

“บุรุษไปรษณีย์.. คุณมาทางกล่องเหรอ แล้วใครจับคุณลงกล่องส่งพัสดุมา” เขาทำหน้าซื่อและเซ่อจนเธอเองต้องหัวเราะก๊ากออกมา เขาโง่จริงหรือแกล้งโง่ก็สุดจะเดา

“โธ่คุ้ณ คือฉันเนี่ยมาจากกรุงเทพฯ ค่ะ แบบว่านั่งรถทัวร์มาแหละค่ะ พอมาถึงขนส่งปุ๊บก็ไปยังที่ทำการไปรษณีย์อำเภอแล้วก็แจ้งความประสงค์ว่าดิฉันจะไปที่บ้านเลขที่นี้ ตำบลนี้ ช่วยกรุณาพาไปส่งด้วยเพราะดิฉันไปเองไม่ถูก ก็เท่านั้น” เธออธิบายยืดยาวถึงการเดินทาง เขาพยักหน้ารับรู้

“เธอชื่ออะไร”

“มินค่ะ มินนา”

“อ๋อ เธอน่ะเอง เดี๋ยวนั่งรอตรงนี้ก่อนละกัน” เขาไม่พูดอะไรยาวกว่านั้น แค่บอกให้นั่งรอ รออะไรก็ไม่รู้ แต่เขาคงจะรู้แล้วว่าเธอเป็นใคร บางทีเขาอาจจะเป็นพี่ หรือพ่อของแสงดาว เพราะเธอจำได้ว่าแสงดาวเคยเล่าในจดหมายว่าเธอมีพ่อทีดีและพี่ชายที่น่ารัก ชายหนุ่มร่างสูงแต่มอมแมมคนนี้คงเป็นพี่มากกว่าพ่อล่ะมั้ง

“อ่ะ นี่น้ำมะตูม” เขาถือถาดอลูมีเนียมที่มีแก้วน้ำมะตูมกับจานขนมลูกชุบวางลงบนแคร่

“ว้าว ลูกชุบ น่าอร่อย ขอชิมหน่อยนะ” ว่าจบก็จิ้มขนมลูกชุบรูปเม็ดพริกขี้หนูสีแดงเข้าปาก พลางทำท่าซู้ดปากประหนึ่งว่าเคี้ยวเม็ดพริกจริง จนคนที่นั่งข้างๆ อมยิ้มกับท่าทาง

“อร่อยแฮะ ขออีกลูกละกัน” ขณะจิ้มขนมเข้าปาก เจ้าของบ้านก็พูดคุย

“ฝีมือแสงดาวเค้า” ชายหนุ่มพูดไม่เก็บความรู้สึกปลาบปลื้ม

“เหรอ เก่งจัง แสงดาวนี่เก่งทุกอย่างเลยนะ เขียนหนังสือเก่งวาดรูปก็เก่ง ปักผ้าก็สวย แต่ฉันทำอย่างแสงดาวไม่เป็นสักอย่าง” เธอยิ้มและจิ้มลูกชุบเข้าปากอีกหนึ่งชิ้น

“เธอ…เออ มินนา รู้จักกับน้องนานหรือยัง” นั่นไง...เป็นพี่ชายจริงๆ ด้วย

“สองปีได้แล้วมังคะ แต่เราไม่เคยเจอกันหรอกค่ะ รู้จักทางตัวหนังสือน่ะ คือฉันได้อ่านเรื่องสั้นที่แสงดาวเขียนลงในหนังสือ มีที่อยู่ของแสงดาวท้ายเรื่องก็เลยเขียนจดหมายมาคุยด้วย เราก็เลยเป็นเพื่อนกัน เพื่อนทางตัวอักษร” ทุกคำพูดของเธอจะมีรอยยิ้มสดใสให้คนฟังรู้สึกดี และชายหนุ่มอดคิดในใจไม่ได้.. ผู้หญิงคนนี้เคยมีความทุกข์บ้างไหมนะ

“คุยตั้งนาน แล้วแสงดาวไม่อยู่เหรอคะ” มินนามองไปรอบๆ บ้าน

“น้องยังอยู่ที่สวน ค่ำๆ ก็กลับ ไปนั่งเล่นที่ท่าน้ำไหม” ว่าจบก็ลุกเดินนำ

ที่ท่าน้ำเรือแจวลำเล็กกำลังจะผ่านหน้าไป คนบนเรือโบกไม้โบกมือให้ หญิงสาวจึงได้โบกมือให้บ้าง ทั้งที่ก็ไม่รู้จักว่าคนบนเรือเป็นใคร

“เวลาเขียนจดหมาย คุยอะไรกับน้องบ้าง” ชายหนุ่มอยากจะพูดตรงๆ แต่เขายังไม่แน่ใจ เธอ ‘รู้จัก’ น้องแค่ไหน

“ก็เรื่องทั่วไป ส่วนใหญ่ก็เรื่องงานเขียน เราเขียนหนังสือเหมือนกัน แล้วก็เรื่องวิถีการดำรงชีวิต สังคม ทำไมคะ แปลกหรือ”

“เกี่ยวกับตัวของน้อง เธอรู้อะไรบ้าง” แล้วก็ถามตรงๆ

“ซักเหมือนเป็นผู้ต้องหาเลย…ไม่รู้ ไม่รู้อะไรมากไปกว่าเกิดปีเดียวกัน แล้วก็น่ารักเหมือนกันด้วยแหละ” ถือโอกาสชมตัวเองเสียเลย

“เหรอ” แล้วชายหนุ่มก็แอบถอนใจ เขาไม่ค่อยแน่ใจนักว่ามิตรภาพของผู้หญิงสองคนที่งดงามจากการรู้จักกันเพียง ‘ตัวอักษร’ หากเมื่อได้รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ‘สมบูรณ์’ เหมือนตัวเอง แล้วผู้หญิงสองคนจะยังเป็นเพื่อนต่อกันอยู่หรือเปล่า เขานึกถึงแสงดาว น้องสาวคนเดียวและเป็นผู้หญิงคนที่สองที่เขารัก..นอกเหนือจากแม่ แสงดาวเหมือนแม่ อดทนและเข้มแข็งทั้งๆ ที่มีหลายๆ อย่างแตกต่างจากคนอื่น

“คุณ เอ..ต้องเรียกพี่สินะ เพราะเป็นพี่ของเพื่อน มินยังไม่รู้จักชื่อพี่เลย”

“ตะวัน” ขณะกำลังสนทนา หญิงสาวคนหนึ่งผมยาว ร่างสูงบาง ผิวคล้ำ เธอนุ่งผ้าถุงสีเข้ม สวมเสื้อลูกไม้สีขาวไม่เลอะมอมแมมเหมือนชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ มินนาตอนนี้ ผู้เป็นแขกคาดเดา แสงดาวแน่แท้ ทันทีที่ร่างบางนั้นมายืนอยู่ใกล้ๆ ตะวันลุกขึ้นและเดินไปหาน้องสาว เขาพูดคุยกันด้วยภาษามือ… มินนาอ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้เห็น แล้วสักครู่แสงดาวก็เดินมาหา จับมือของมินนากำแน่น เธอยิ้มบางๆ นัยน์ตาที่หม่นโศกทำให้มินนาใจหาย เธอไม่เคยรู้เลยว่าแสงดาวพูดไม่ได้ แววตาของแสงดาวแม้จะเศร้าแต่มินนาก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกจริงใจและยินดีในการที่ได้พบ นานสำหรับการมองด้วยตา แล้วตะวันก็เอ่ยขึ้น

“กลับขึ้นบ้านก่อนดีกว่า แล้วค่อยคุยกัน” ดูเหมือนแสงดาวจะอ่านปากพี่ชายและเข้าใจในคำพูด เธอจูงมือของมินนาเดินนำหน้าและมีตะวันเดินรั้งท้าย

พลบค่ำ ตะวันหลบหาย ดวงดาวน้อยใหญ่เคลื่อนกายออกมาประดับประดาผืนฟ้าที่เริ่มมืด กลิ่นดอกไม้กลางคืนหอมกรุ่นกำจาย หริ่งเรไรเริ่มประสานเสียง บ้านไม้สักหลังใหญ่ ชานเรือนกว้างขวาง ชายคาห้อยแขวนกระถางกล้วยไม้มากมาย ส่งกลิ่นหอมเย็นๆ กระถางพลูด่างวางชิดขอบเสาก้านพลูทอดยอดเลื้อยเกาะเกี่ยวกับเสาขึ้นไปจนถึงหลังคา พื้นบ้านขัดมันวาวและสะอาดไร้ฝุ่น เจ้าของบ้านเชิญแขกให้นั่งกับพื้นที่ปูด้วยเสื่อกก มีโต๊ะตัวเตี้ยวางตรงกลางและมีเบาะนั่งวาง อยู่ทั้งสี่ด้านรอบโต๊ะ หมอนขวานสองใบวางอยู่ใกล้ๆ มินนาคว้ามากอดตามความเคยชิน

“เราอยู่กันสามคน” ตะวันเป็นคนบอก แต่มินนาก็เคยรู้มาก่อนแล้วจากแสงดาวว่าสามคนดังกล่าวคือพ่อ พี่ชายและตัวของแสงดาว ส่วนแม่ของแสงดาวนั้นเสียตั้งแต่เมื่อเธอยังเล็ก

“คุยอะไรกันอยู่หรือ” ชายวัยกลางคนขึ้นมาบนบ้าน ท่าทางแข็งแรงและอารมณ์ดี

“สวัสดีค่ะ หนูเป็นเพื่อนแสงดาว ชื่อมินนาค่ะ” เธอยกมือไหว้ผู้เป็นบิดาของเพื่อน

“เพื่อนทางจดหมาย” แสงดาวใช้ภาษามือกับพ่อ ตะวันเป็นคนแปลให้มินนาฟัง

“อ้อ เรอะ ดี ตามสบายนะหนู” แล้วคุณพ่อของแสงดาวก็ขอตัวไปตากลมที่ริมท่าน้ำ ตลอดเวลาที่สนทนา การพูดไม่ได้ของแสงดาวไม่ใช่อุปสรรคใดเลยเนื่องจากมีล่ามคือตะวัน ซึ่งเข้าใจภาษามือของน้องสาวและคอยบอกกับมินนาว่าเธอพูดอะไร ส่วนแสงดาวนั้นอาศัยการอ่านจากริมฝีปากของมินนา มินนาได้รู้ว่าแสงดาวนั้นพูดไม่ได้มาหลายปี เพราะอุบัติเหตุรถยนต์ซึ่งแสงดาวยังเล็กและเริ่มพูดเก่ง อุบัติเหตุครั้งนั้นเองที่ทำให้แม่ของแสงดาวเสียชีวิต แสงดาวเรียนหนังสือที่โรงเรียนโสตศึกษาของจังหวัดและเรียนจบชั้นสูงจากการเรียนระบบทางไกล เรื่องราวครอบครัวของแสงดาวถูกถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือจากแสงดาวเอง คืนนั้นมินนานอนกับแสงดาวและคุยกันทางตัวหนังสือ ค่อนคืน…ทั้งสองสาวเผลอหลับกันอย่างไม่รู้ตัว

ในตอนเช้ามินนาตื่นหลังทุกคน แสงดาวอยู่ในครัว พ่อลงสวนและตะวันกำลังรดน้ำต้นไม้ บรรยากาศที่นานนักมินนาจะมีโอกาสได้พบพาน เพราะหน้าที่การงานของมินนาในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองหลวงทำให้เวลาส่วนใหญ่ของเธอหมดไปกับงานจนลืมที่จะใส่ใจตัวเอง และหากไม่เพราะงาน…บางทีมินนาอาจจะไม่ได้มาอยู่ตรงนี้

“หลับสบายดีไหม น้องให้มาถามว่าเช้านี้อยากทานอะไร” พี่ชายของแสงดาวทำหน้าที่เป็นล่าม

“ตื่นสายไปหน่อย ฝันเพลินขอโทษนะคะ ครัวอยู่ตรงไหนคะเดี๋ยวมินจะไปช่วยเป็นลูกมือ”

“น้องทำกับข้าวเก่ง เขาอยากโชว์ฝีมืออวดมิน” แล้วตะวันก็นำทางเธอไปที่ครัว แสงดาวกำลังทำ กับข้าวอย่างคล่องแคล่ว

“หอมจัง ทำอะไรทานเอ่ย” แสงดาวตอบเป็นภาษามือ ตะวันช่วยแปล

“แกงส้มปลาช่อน”

“หูย..ของโปรด” แสงดาวรู้ว่ามินนาชอบเพราะเธอเขียนเล่าในจดหมายถึงความชอบและไม่ชอบในอะไรๆ หลายอย่าง แสงดาวปลื้มใจที่เห็นมินนาชอบและรอยยิ้มของแสงดาวทำให้ผู้เป็นพี่ชายดีใจ… นานแล้วที่เขาไม่ได้เห็นรอยยิ้มอย่างยินดีของน้องสาว

“วันหน้ามินจะโชว์ฝีมือบ้าง” แล้วความเงียบของบ้านริมน้ำก็เริ่มมีเสียงหัวเราะ มีการสนทนาและรอยยิ้มมากขึ้น

หลังอาหารเช้า ถ้าโดยปกติตะวันกับน้องสาวจะลงสวน เขามีสวนลำไยหลายไร่และดอกไม้ เมืองหนาวอีกหลายแปลงในฤดูกาลนั้นบางเดือนแปลงดอกไม้จะกลายเป็นแปลงปลูกผักหรือถั่วลิสงตามฤดูของพืชชนิดนั้น ครอบครัวที่มีกันเพียงสามคนและอยู่กันอย่างสมถะ อาหารการกินก็หาได้ในละแวกนั้น ปลาก็อยู่ในน้ำ ผักก็อยู่ข้างรั้ว ไข่ไก่ก็ในเล้าใต้ถุนบ้าน นานๆ จะมีเนื้อบ้างหมูบ้างก็เฉพาะเวลาที่มีเพื่อน มีแขก ซึ่งก็ไม่บ่อยครั้งนัก

วันนี้ทั้งตะวันและแสงดาวไม่ได้ตามพ่อลงสวน ทั้งสองพามินนาไปเที่ยวน้ำตกที่ไม่ไกลจากบ้านนัก ตะวันดีใจที่เห็นรอยยิ้มและความสุขของน้องสาว และเมื่อเขามองดูมินนา สิ่งที่เธอแสดงให้เขาเห็นไม่ได้เป็นอย่างที่หวาดกลัว หญิงสาวสองคนสนิทสนมกันดี บางครั้งที่เขาปล่อยให้ทั้งคู่อยู่ตามลำพัง แรกๆมินนาก็ไม่ค่อยเข้าใจนักกับภาษามือของแสงดาว ทั้งคู่จึงมีสมุดคนละเล่มและปากกาคนละด้าม แต่บ่อยครั้งที่เขาเห็นมินนาหัดใช้ภาษามือ…

“ขอบคุณนะ ที่เป็นเพื่อนน้อง” ในเวลาหนึ่งที่ได้คุยกับมินนาตามลำพัง ตะวันพูดในความรู้สึก

“ไม่เห็นต้องขอบคุณนี่คะ”

“แสงดาวไม่ค่อยมีเพื่อนนักหรอก น้องไม่กล้าที่จะมีเพื่อนเพราะกลัวความไม่จริงใจ และในความแตกต่างของน้องซึ่งมองว่าตัวเองอาภัพ ไม่มีใครอยากคบ” ตะวันอธิบาย

“ไม่เห็นเป็นไร ไม่แปลกค่ะ คนทุกคนไม่มีใครเหมือนกันอยู่แล้ว ทุกคนแตกต่างกัน ที่เราไม่เหมือนคนอื่นไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนไม่ดีนี่คะ และความเป็นเพื่อนก็ไม่ได้อยู่ที่พูดได้หรือไม่ได้” นั่นคือความรู้สึกจากใจจริงของมินนา

“ถ้าน้องได้ยินก็คงดีใจ”

“ถึงแสงดาวจะไม่ได้ยินแต่ก็รับรู้ได้ไม่ใช่เหรอคะ เราไม่ได้ปิดหัวใจของเขาเพื่อที่จะรับรู้ความรู้สึกของเรา” มินนาพูดอย่างจริงจัง เธอรู้สึกคนที่พูดไม่ได้อย่างแสงดาวน่าคบกว่าบางคนที่เอาแต่พูดโดย ไม่คิดตั้งเยอะ

“คนทุกวันนี้พูดมากเกินความจำเป็น ในการสื่อสาร บางครั้งไม่เห็นต้องพูดให้มากความ บางคนอธิบายไปสามวาแปดศอกจับใจความได้ไม่ถึงสองคืบ ยิ่งสังคมที่มินอยู่ พูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรยนี่เก่งนัก แต่พอเรื่องงานกลับไม่เอาไหน.. เฮ้อ นี่มินพูดมากไปหรือเปล่าเนี่ย” แล้วเธอก็หันมาถามหน้าซื่อจนคนที่ฟังอยู่ตั้งตัวแทบไม่ทัน

“มินคิดมาก”

“คงงั้นด้วย… แต่มินก็รู้สึกดีขึ้นเมื่อไม่ได้ยินเสียงที่ทำให้สุขภาพจิตเสียเหล่านั้นแล้ว” คำพูดหลายๆ ประโยคของมินนาสร้างความรู้สึกดีๆ ขึ้นในใจของตะวัน เขาเคยมองคนเมืองหลวงในแง่ลบมาตลอด และไม่อยากเชื่อใจหรือวางใจใครที่เป็นคนเมืองหลวง อาจเพราะเคยพบเจอกับการถูกหลอกลวงจากคนเมืองหลวง คนที่หมู่บ้านหลายคนถูกหลอกไปทำงานเมืองหลวง อ้างว่างานสบาย เงินดี หลายคนหลวมตัว แล้วต้องซมซานกลับมาทำสวนที่บ้านเหมือนเดิม แต่ที่ร้ายกว่านั้นก็คือหญิงสาวในหมู่บ้านที่ถูกหลอกไปขายบริการ… ตะวันจึงไม่ค่อยชอบนักเมื่อเห็นใครสักคนที่แปลกหน้าแปลกภาษามาอยู่ที่หมู่บ้าน แต่เขาไม่ใช่คนที่มองโลกในแง่ร้ายเกินไปนัก ถ้าได้รู้จัก-ความคิด ‘ต่อบุคคล’

ก็เปลี่ยนแปลงไปได้

มินนาอยู่ที่บ้านได้พักใหญ่ แสงดาวมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมากขึ้นเพราะมีเพื่อน ในยามว่างสองสาวจะนั่งปักผ้า ทำขนม ซึ่งส่วนใหญ่แสงดาวจะเป็นคนสอนให้มินนา

“ดาวน่าจะไปเป็นครูสอนวิชาการเรือน” มินนาบอก

“ไม่มีที่ไหนต้องการครูที่พูดไม่ได้หรอก” แสงดาวตอบหม่นๆ

“มีสิ ก็โรงเรียนที่มีนักเรียนพูดไม่ได้ไง พูดไม่ได้แต่สื่อสารด้วยภาษาเดียวกันได้นี่นา” แสงดาวก็เพิ่งนึกได้ นั่นเองคือจุดเริ่มต้นการเป็นครูของแสงดาวซึ่งมีมินนาเป็นกำลังใจอยู่ตลอด และคนที่ปลื้มเสียยิ่งกว่าปลื้มคือตะวัน

จนวันหนึ่งมินนาก็เก็บกระเป๋า

“จะกลับแล้วค่ะ มารบกวนนานแล้ว” เธอพูดด้วยรอยยิ้ม แต่ทั้งสองพี่น้องไม่ยิ้มด้วยเลย

“กลับไปทำงานแล้วเหรอ” แสงดาวถาม

“ไม่หรอก มินถูกให้ออกจากงานตั้งแต่ช่วงที่ประเทศเราเศรษฐกิจย่ำแย่แล้วบริษัทก็ลดอัตรากำลัง ปลดพนักงานบางส่วนออก มินก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น” วันนี้เองมินนาเพิ่งบอกว่าทำไมเธอถึงอยู่ที่บ้านนี้ได้นานเป็นเดือนๆ โดยไม่กลับไปทำงาน ตะวันแม้สงสัยก็ไม่ถามเพราะเขาเองก็ไม่อยากให้เธอกลับ…

“มินจะกลับไปเยี่ยมบ้าน แล้วก็คงจะหาอะไรทำสักอย่างให้ตัวเองเพื่อจะได้มีเงินซื้อข้าวกินไง” ทุกประโยคของมินนายังเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม ตะวันใจหายวูบ อย่างนั้นที่เขามองมาตลอดว่าเธอไม่มีความทุกข์ก็ไม่ใช่สิเพราะผู้หญิงตัวเล็กๆ แบกปัญหาไว้บนบ่ามากกว่าที่เขาจะคาด

“แล้วมินจะกลับมาอีกไหม?” เป็นคำถามของแสงดาว ที่ตะวันก็อยากรู้คำตอบ

“กลับมาสิจ๊ะ มินต้องกลับมาหาแสงดาวแน่ๆ เพื่อนน่ะ ไม่มีวันลืมเพื่อนหรอก” ตะวันกับแสงดาวไปส่งมินนาที่ท่ารถ ขณะที่สองสาวมีโอกาสได้คุยกันตามลำพังแสงดาวก็สนทนากับมินนาเป็นภาษามือซึ่งมินนาก็เข้าใจ

“ดาวไม่อยากให้มินกลับ พี่ตะวันก็ไม่อยากให้มินกลับ พี่ตะวันชอบมินนะ” มินนาเพียงยิ้ม เธอรู้ว่าตะวันคิดยังไงกับเธอ ความรักซื่อๆ ของชายหนุ่มชนบทดูออกไม่ยากนักและเธอก็รู้ว่าเป็นความรู้สึกจากใจจริงๆ แม้การแสดงออกของตะวันจะไม่มากไปกว่า “พี่ของเพื่อน” แต่ดวงตาของตะวันไม่สามารถปกปิดความรู้สึกได้เลย

“มินอยากให้ดาวรักตัวเองมากๆ อย่าคิดว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น ทุกคนเท่าเทียมกัน ถ้าเรามีความมั่นใจ ชีวิตก็จะไม่เป็นทุกข์ มินอยู่ข้างดาวเสมอ ไม่นานมินจะมา”

“สัญญานะ” คำพูดนั้นเป็นของตะวัน

“แล้วพี่ตะวันจะรอวันที่มินกลับมาหรือเปล่าล่ะ?”

“รอ…แต่ถ้านาน ก็ไม่รอ” มินนาใจหาย.. ก็คนซื่ออย่างตะวันพูดอะไรตรงๆ เสมอ

“เหรอ”… มินนาเสียงเบา

“รถจะออกแล้วขึ้นรถเถอะ” ตะวันรุนหลังมินนาให้ขึ้นรถขณะที่เธอยังโบกไม้โบกมือให้กับแสงดาว ก่อนมินนาจะขึ้นไปบนรถตะวันกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู

“อย่าให้รอนานนักนะ…เพราะถ้ารอไม่ไหวจะไปตามถึงที่บ้าน” เท่านั้นเองมินนาก็ยิ้มรื่น น้ำตาซึมด้วยความปลื้มใจ / 

#เรื่องสั้นสมัยคนเขียนเป็น "วัยรุ่น" 
SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments