ดีใจด้วยนะ - เขา
ตลกดีที่ตอนที่เขาอยู่ที่อังกฤษ เขากลับไม่ได้เจอเพื่อนชาวอังกฤษที่เขารู้จักตอนที่เขาไปแลกเปลี่ยนที่อังกฤษเมื่อสมัยเรียนเลย แต่กลับมาเจอกันที่ประเทศไทย ในงานแต่งของเจ้านายเก่าที่เคยสนิท

เขาก็งงๆเหมือนกันว่าจะเอาตัวเองมาที่นี่ทำไม ในเมื่อเขากับบ่าวสาวในงานก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้ออะไร แต่เขาก็หายงงทันทีที่เห็นเธอเข้ามาในงาน เธอเป็นคนเดียวในคืนนี้ที่สวมชุดเปิดไหล่สีเบอกันดี้ กับผมที่รวบมาแบบลวกๆตามฉบับ เป็นเอกลักษณ์ที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเธอคือคนที่เขาอยากพบและคิดถึงมานาน

เพียงแต่ว่าตอนนี้ เขายังไม่พร้อมที่จะเข้าไปทักทายเธอเท่าไหร่

เขา
 (แนะนำให้เปิดเพลง "ดีใจด้วยนะ" ของ คุณอิ้งค์ วรันธร ไปด้วยนะคะ)

คืนนั้นเขาไม่สามารถหลับได้ลงเลย

เขามาส่งที่คอนโดเธอตอนตี 2 เห็นจะได้ หลังจากที่ได้รู้ว่าเธอคิดอย่างไรกับเขา และเขาเองก็ได้พูดว่าเขาเองก็รู้สึก เหตุการณ์หลังจากนั้นเขาไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา แต่เขาก็ไม่สามารถสลัดความน่ารังเกียจของตัวเองได้เช่นกัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเช้ามืดของวันนั้น เขาทำได้เพียงจูบหน้าผากเธอยามหลับไหล และออกจากคอนโดเธอไปอย่างเงียบๆ

'มึงกูไปแล้วนะ กับเพื่อนที่ทำงานกูมึงจะทำยังไงก็คิดเอา แต่อย่าแค่มาเล่นๆนะ' เขาส่งข้อความถึงแฟนเก่าเธอก่อนปิดทุกช่องทางการติดต่อ เก็บสัมภาระ เก็บความละอายใจขึ้นเครื่องบิน หายไปในกรุงลอนดอนกว่า 6 ปี

ซึ่งพอในงานช่วง after party ที่เขาพร้อมที่จะทักทายเธอ สถานการณ์ก็ดูเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่าแฟนเก่าของเธอไม่ได้มาแค่เล่นๆจริงๆ

"กลับมาแล้วหรอมึง กลับมานานมั้ย มาช่วยงานแต่งกูด้วย ปลายปีนี้แล้ว"

เป็นการ "ฉี่" ในห้องน้ำที่นานที่สุดเท่าที่เขาเคยฉี่ในโรงแรม
เขาไม่รู้หรอกว่าฉี่รสชาตเค็มเหมือนที่เขาเคยคิดมั้ย แต่วันนี้น้ำตาเค็มมาก

หลังจากนั่งโง่บนชักโครกให้น้ำตาไหลโดยไม่ต้องบีบ เขาก็ต้องยอมรับว่าเขาแพ้ราบคาบ แพ้ตั้งแต่วันที่เขาไม่ยอมรับว่าตัวเองชอบเธอและปล่อยให้เรื่องมันเลยเถิดขนาดนี้ ชนิดที่ว่าเรื่องงานที่เคยพังมาทั้งหมดในชีวิต เขายังไม่รู้สึกพังเท่าวันนี้

เขาเดินคอตกออกมาจากห้องน้ำ กะว่าจะเดินไปบอกเพื่อนเขาว่ากลับมาไม่นานก็จะกลับอังกฤษไปอีก แล้วก็หนีกลับบ้านไปแพ็คกระเป๋าเดินทางอีกรอบ พอเดินออกมาจากห้องน้ำก็ต้องหัวใจหยุดเต้นไปหนึ่งวินาทีเต็ม เมื่อเห็นเธอมาอยู่ตรงหน้าพอดิบพอดี

"ขอคุยด้วยหน่อยสิ"

เธอนำเขาไปที่มุมเงียบๆในโรงแรม หลังจากไม่ได้เจอกันเกินครึ่งทศวรรษ ท่าทีของเธอที่นอกจากจะดูเคอะเขิน ไม่กะโปโลเหมือนแต่ก่อน ทุกอย่างก็ดูเหมือนเดิมแทบทุกประการ ทั้งนัยน์ตาอบอุ่น และช่วงไหล่ที่เขาเคยโอบกอด เพียงแต่ตอนนี้แม้แต่ปลายผมเธอ เขาก็ไม่สามารถแตะต้องได้อีกต่อไป

"กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นส่งข่าวเลย" เธอพูดเสียงค่อยจนเขาต้องขยับเข้าไปอีก ถ้าเขาไม่ได้รู้สึกไปเอง เขาคิดว่าเธอแอบถอยไปข้างหลังนิดหน่อย

"เมื่อวันซืน แต่เดี๋ยวจะกลับอังกฤษแล้ว" เขาพยายามไม่ทำให้เสียงตัวเองสั่นโดยแอบจิกนิ้วตัวเองที่ไพล่อยู่ที่หลัง

"เพิ่งกลับมาก็จะไปอีกแล้วหรอ"

"อืม" ตอนนั้นเขาเพิ่งสังเกตแหวนเพชรที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอ เพชรก็อยู่ที่นิ้วของเธอแท้ๆ แต่เขากลับรู้สึกเหมือนมันมาขวางทางเดินหายใจของเขามากกว่า

"งานเป็นไงบ้าง โอเคมั้ยที่ผ่านมา" เธอยังคงหาเรื่องชวนคุย

"ก็โอเคนะ ไปได้เรื่อยๆ" แต่ใจกู...ไม่โอเคเลย
 
"แล้วจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ละ กลับมางานแต่งเรามั้ย"

"อืม...ไม่รู้สิว่าช่วงนั้นติดอะไรรึเปล่า แต่งวันไหนเธอบอกเราด้วยแล้วกัน" เขาตอบไปแบบรู้อยู่ในใจว่าวันนั้นเขาต้องยุ่งแน่ๆ ต่อให้ไม่ยุ่ง เขาก็จะทำตัวเองให้ยุ่งอยู่ดี

"จะบอกยังไง เราหาทางติดต่อเธอไม่ได้เลย" เธอหลุดปากพูดออกมา ทำให้เขารู้ว่าเธอเองก็พยายามติดต่อเขาเหมือนกัน นั่นทำให้เขาใจชื้นขึ้นมา เหมือนโอเอซิสกลางทะเลทราย แต่ก็เป็นแค่ภาพลวงตา เพราะเขาก็ยังอดละอายใจไม่ได้

"เอาน่ะ เดี๋ยวเราส่งที่อยู่ที่อังกฤษให้ เธอก็ส่งการ์ดมาละกัน ส่งแบบด่วนมาเลยนะ" เขาพยายามทำตัวตลก ที่ทำให้เขากลายเป็นตัวตลกจริงๆ

"จะมาจริงๆหรอ" สายตาเธอมีความหวังขึ้นมา

"...อื้ม"

"โอเค... อย่าลืมนะ" เธอยิ้มให้เขาบางๆ ยิ้มที่ไร้เดียงสา เธอคงลืมคืนนั้นไปแล้วจนหมดสิ้น กลับเป็นเขาที่แบกรับความทรงจำไว้มากมายซะเอง "เรากลับเข้าไปในงานก่อนนะ นี่เธอจะกลับเลยรึเปล่า"

"อืม เราว่าจะกลับเลยน่ะ มีงานต้องเคลียร์อีก" เขาโกหก

"หรอ... งั้นไว้เจอกันนะ" เธอโบกมือลาช้าๆแล้วหันหลังเดินกลับที่ทางเข้าห้องบอลรูม ปล่อยให้เขาอยู่ลำพัง จู่ๆเขาก็รู้สึกเหมือนนาฬิกาในตัวเขาเดินช้าลง เขาเห็นเธอก้าวออกจากเขาไปช้าๆ ร่างของเธอค่อยๆห่างจากเขาไป ทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเขาไม่ควรโกหก

เขาก้าวขาออกไปเพียงก้าวเดียวก็ถึงตัวเธอ เอื้อมไปเพียงเอื้อมมือเดียวเขาก็ฉุดร่างเธอกลับมาได้ทันเวลา ทั้งสองคนกลับมามองหน้ากัน จากสายตาแห่งความสิ้นหวังกลับกลายมาเป็นสายตาแห่งความหนักแน่นและขังบ่อน้ำตาไว้อย่างเสียไม่ได้ เขาพูด

"เราว่าเราคงมางานแต่งเธอไม่ได้ ...แต่ยังไงก็ดีใจด้วยนะ"

แล้วเขาก็เดินหนีออกมา ถึงจะจบไม่สวยแต่เขาก็คิดว่าเขาทำได้ดีที่สุดแล้ว อย่างน้อยเพื่อนของเขาก็คงทำให้เธอมีความสุขจริงๆ ไม่งั้นเธอคงไม่ตัดสินใจแบบนั้น เพราะเขาจำได้ว่าคืนนั้นเขาบอกให้เธอคิดดีๆ เธอน่าจะคิดมาดีแล้ว สิ่งที่เขาทำได้คือพยายามยินดีกับเธอ แต่เขาเองก็ต้องรักษาความรู้สึกตัวเอง ฉะนั้นเขาจึงคิดว่า แบบนี้ดีที่สุดแล้ว

จบตอน "เขา"

เรื่องสั้นได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง "ดีใจด้วยนะ (Glad)" ของคุณอิ้งค์ วรันธร
เพลงดีมากๆเลย จริงๆเคยฟังเพลงนี้ผ่านๆในวิทยุ มีครั้งนึงฟังละจำเนื้อเพลงเสิชละลองฟังเต็มเพลง อินทั้งๆที่ไม่ได้ตรงกับตัวเอง XD
SHARE
Written in this book
Music Motivates
Stories inspired by melodies.

Comments