ดีใจด้วยนะ - เธอ
'สรุปคุยกับลูกค้าเสร็จยัง'
'เสร็จแล้ว เร็วกว่าที่คิด นึกว่าจะไม่ทันโต๊ะจีนละ'
'อือดีแล้ว แต่นี่น่าจะไปไม่ทันนะ เดี๋ยวเจอกันตอน after party ละกัน'
'อ้าวหรอ อือๆ งั้นเดี๋ยวมาถึงโทรหาด้วยละกัน'

เธอ
(แนะนำให้เปิดเพลง "ดีใจด้วยนะ" ของ คุณอิ้งค์ วรันธร ไปด้วยนะคะ)

เดี๋ยวนี้คนคงจะนิยมแต่งงานกันวันธรรมดา ถึงจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆแล้วในปัจจุบัน แต่สำหรับเธอแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมต้องเป็นค่ำวันศุกร์ที่แสนจะปลีกตัวยากด้วย หากไม่ใช่เพราะบ่าวสาวในงานแต่งเป็นเจ้านายเก่าคนสนิท แค่ฝากซองมาให้ก็คงพอแล้ว

ในงานแต่งขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่นั้นอบอุ่นไปด้วยคนรักของทั้งบ่าวสาว ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อนสมัยเรียน ไปจนถึงพนักงานปัจจุบันและพนักงานเก่าที่เป็นเสมือนทั้งเพื่อนและอีกหนึ่งครอบครัว สำหรับคนที่ลาออกไปแล้ว การมางานแต่งของเจ้านายทั้งสองคนนี้ก็คงไม่ต่างกับการมางานคืนสู่เหย้า เธอได้เจอเพื่อนร่วมงานเก่ามากมายในงานนั้น

รวมทั้งเขาด้วยโดยความบังเอิญ

หากการแต่งงานคือจุดเริ่มต้น งานเลี้ยงอำลาเมื่อสักห้าหกปีก่อนคงเป็นจุดจบ

งานเลี้ยงอำลาคืนนั้นเป็นการอำลาพนักงานคนสำคัญทั้งสิ้น 2 คน คนหนึ่งลาออกไปเลี้ยงลูก อีกคนลาออกไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งเป็นคนที่เธอผูกพันด้วยอย่างไม่รู้ตัวมาตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน

ไม่มีพิธีรีตรองอะไรที่แปลกไปจากงานเลี้ยงอำลาอื่นๆ งานถูกจัดที่ผับขนาดกลาง กินข้าว ร้องเพลง พูดความรู้สึกส่งท้ายนิดหน่อย พอแก๊งพนักงานที่มีครอบครัวแล้วขอตัวแยกย้ายกลับบ้านไปตั้งแต่ยังไม่ 4 ทุ่ม แก๊งดวดเหล้าก็เริ่มสั่งเครื่องดื่ม เบาบ้างหนักบ้างจนเจ้ามืองานเลี้ยงกลับ คนที่อยู่หลังจากนั้นก็เลยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายกันเอง ซึ่งคืนวันศุกร์ที่เงินเดือนยังไม่ออกแบบนี้ คงไม่มีใครอยากที่จะเอาค่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาลงขวดเหล้าแน่นอน ยกเว้น "เขา" กับ "เธอ"

นอกจากตอนลงไปหาของว่างทานก่อนมื้อเย็นในวันทำงาน และตอนเขารอเธอทานมื้อกลางวันจนเสร็จ ก็คงไม่มีเหตุการณ์ไหนที่ทำให้ 2 คนนี้ได้อยู่กันลำพังเหมือนคืนนั้น

"แพ็คกระเป๋าเสร็จแล้วล่ะสิ" เธอถาม
"อืม ต้องซื้อน้ำหนักเพิ่มด้วย เกินมาเยอะเลย"
"2 ปีแรกนี่จะไม่กลับมาเลยหรอ"
"คิดว่านะ"
"ทำไมล่ะ"
"ไม่รู้ดิ แค่รู้สึกว่าเบื่อๆที่นี่น่ะ"
เธอรู้ว่าเขาหมายถึงเจ้านาย ครึ่งปีที่แล้วได้ยินว่าเขามีปัญหาในที่ทำงาน แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าปัญหาที่ว่านั้นคืออะไร และเพราะด้วยอุปนิสัยที่เก็บเรื่องส่วนตัวเก่ง เปลี่ยนเรื่องเก่ง แม้แต่เธอเองที่ดูเหมือนจะสนิทกับเขาที่สุด ยังทำได้แค่เป็นคนลงไปยืนเฝ้าเขาสูบบุหรี่ตอนรู้สึกเครียด

"ต่อไปนี้ต่อแถวร้านข้าวแกงคนเดียวแล้วนะ" เขาพูดขึ้น
"อืม ไม่มีใครรอเรากินข้าวแล้วด้วย"
"ไม่หรอก" เขาตอบเสียงแหบพร่า พลางยกเครื่องดื่มขึ้นจิบ "เดี๋ยวนี้ร้านนั้นคนน้อยแล้ว เธอต่อแถวแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ได้กิน"
"ไม่มีเธอต่อแถวด้วย เราว่าจะไปกินร้านอื่นแล้ว"
"เปลี่ยนใจง่ายจัง"
"ไม่งั้นตอนต่อแถวไม่มีใครคุยเป็นเพื่อน"
ทุกพักเที่ยงถึงจะได้ไปทานข้าวกันเป็นกลุ่ม แต่เธอและเขากลับติดใจข้าวราดแกงร้านเดียวกัน และทานอยู่ร้านเดียวกันอยู่ทุกวันโดยไม่เบื่อ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขามักจะไปถึงร้านข้าวแกงนั้นก่อน พอคนมาต่อหลังเขาได้สัก 7-8 คน เธอถึงจะตัดสินใจได้ว่า 'วันนี้ก็ร้านนี้อีกละกัน' แล้วเดินมาต่อแถวร้านเดียวกับเขา ซึ่งเขาก็จะขอสลับกับคนข้างหลังมาเรื่อยๆ จนได้มาอยู่ใกล้ๆเธอทุกครั้งไป

"เออ แล้วเธอล่ะ กลับไปคบกับแฟนเก่าแล้วหรอแล้วหรอ" เขาเปิดประเด็นใหม่
"ไม่เชิงหรอก ก็แค่กลับมาคุยกัน เหมือนต่างคนต่างเหงาอะ" เธอชำเลืองมองโทรศัพท์ที่นิ่งอยู่บนบาร์ แล้วก็ได้แต่คิดว่า 'ตอนนี้ทางนั้นคงไม่เหงามั้ง'
"แบบนั้นจะดีหรอ"
"ก็ดีกว่าไม่ได้คุยกับใครนะ" เธอหัวเราะขืนๆในคอ "แล้วเธอล่ะ คิดจะไปแต่งงานที่นู่นเลยมั้ย"
"ไม่มีใครเอาเราหรอก" เขาหัวเราะ แล้วพูดต่อ "จะทำอะไรก็คิดดีๆนะ ไม่ต้องกลัวเราเกลียดหรอก"
เธอจ้องเครื่องดื่มสีอำพันในแก้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เพราะสำหรับเธอและแฟนเก่า ก็คงจะจบกันไปแล้วจริงๆ
แต่เพราะเขาอยู่ด้วยในวันนั้นที่เธอเจ็บปวดที่สุด วันนั้นเธอซึ่งเป็นคนสายตาปกติ กลับสวมแว่นตามาทำงานและไม่แต่งหน้า คนอื่นมองว่าเธอคงแค่อยากเปลี่ยนลุค แต่เขาที่มองลึกกว่านั้น เห็นว่าใต้กรอบแว่นนั้นมีตาที่บวมเหมือนคนร้องไห้มาทั้งคืน
เขาและเธอทำงานอยู่ข้างกันทั้งวันและทุกวัน เขาจึงยื่นแมสก์ปิดปากให้เธอ เผื่อเกิดเหตุการณ์อุทกภัยเฉียบพลัน เธอจะได้ระงับภัยนั้นได้แบบเนียนๆ

"เราโอเคอยู่แล้ว วันนั้นอะคือช้ำที่สุดแล้วแหละ คงไม่มีช้ำไปมากกว่านี้แล้ว" เธอถอนหายใจแล้วยิ้มให้เขา

ตัดภาพมาที่ในงานแต่งงาน ผู้หญิงชาวต่างชาติคนหนึ่งเดินมาประทับจูบบนแก้มเขาต่อหน้าต่อตา
เธอพูดต่อ "ขอบคุณมากนะ วันนั้นแมสก์นั่นช่วยชีวิตเราไว้จริงๆ"
"เราเป็นห่วงเธอนะ ถึงจะไม่ได้พูดอะไรก็เถอะ"
"งั้นก็อย่าไปสิ"

คืนนั้นเขานั่งแท็กซี่มาส่งเธอที่คอนโดเพราะห่วงว่าถ้ากลับคนเดียวจะไม่ปลอดภัย กรุงเทพฯ ค่ำคืนนั้นเงียบสงัดเหมือนสถานการณ์บนรถ แต่มีความพิศวงที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดออกมาได้ตลอดทาง เขาเหม่อมองออกไปนอกรถและคิดว่าเธอคงหลับไปแล้วด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ส่วนเธอที่รู้จักนิสัยเงียบขรึมของเขาก็คิดว่าเขาคงไม่มีอะไรในใจที่อยากจะพูด...เหมือนเธอ

แต่เมื่อถึงหน้าประตูห้องของเธอ เธอกลับเก็บคำพูดเหล่านั้นไว้ไม่ไหว ด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้อยู่กันลำพังแบบนี้อีก เธอจับมือเขาด้วยมือทั้งสองข้าง

"ที่ผ่านมามันดีมากเลยนะที่เรารู้จักกัน" คำพูดเธอเริ่มฟังออกไม่เป็นคำ "ไม่รู้สิ พอเธออยู่แล้วเรารู้สึกสบายใจ เธอแค่อยู่ข้างๆเราเอง เราสบายใจแบบนั้นมาหลายปี"

เขาจับมือเธอตอบ "เราก็เหมือนกัน"

เธอขยับเข้าใกล้เขา ณ ขณะนั้นเธอรู้สึกได้ว่าการกระทำและคำพูดของเธอได้อยู่เหนือการควบคุมไปแล้ว "เรารู้สึกว่าได้เจอเธอทุกวันมันทำให้เราไม่รู้สึกขาดอะไร แล้วอยู่ๆพรุ่งนี้เธอก็ไป เรารู้สึกเหมือนเราขาดเธอไปแล้ว" เธอบีบมือและสบตาเขา "เราไม่รู้ว่าเราชอบเธอรึเปล่า แต่เราไม่รู้ว่าถ้าเธอไป เราจะอยู่กับใคร"

เขากอดเธอไว้ในอ้อมแขน กอดนั้นได้ทลายกำแพงความเป็นเพื่อนร่วมงานลงในพริบตา "...เราก็เหมือนกัน"

เขาและเธอกอดกันเนิ่นนานในความเงียบงันของค่ำคืน เขากระซิบข้างหู "เราพยายามเก็บอาการเราแล้วนะ เธอก็รู้ แฟนเก่าเธอกับเราก็เพื่อนกัน แค่รู้สึกตัวเองว่าชอบเธอ เราก็เกลียดตัวเองแล้ว"

เธอกลับกอดเขาแน่นขึ้นเหมือนกลัวว่าเขาจะหลุดไปไหนทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ จริงอยู่ที่แฟนเก่าเธอและเขาเป็นเพื่อนกันมานาน แต่เธอไม่เคยรับรู้ความรู้สึกจริงๆของเขาเลย ว่าเขามองเธอในฐานะอะไรจนกระทั่งคืนนั้น เธอพูดเสียงเบา "แค่เรารู้ว่า เรารู้สึกต้องการเธอมากกว่าใคร เราก็เกลียดตัวเองเหมือนกัน ...แต่เราก็โอเค"

"อืม..."

เขาและเธอกระชับกอด แล้วเขาก็โน้มตัวลงมาจูบเธอ เขาไม่เคยคบกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน จูบนั้นจึงเป็นจูบที่เหมือนกับว่าเขาได้เก็บไว้ให้เธอแต่เพียงผู้เดียว มันเป็นจูบที่หอมหวานและเป็นคำตอบที่ทั้งคู่รอมานาน เขาและเธอจึงใช้เวลาร่วมกันในคืนนั้นเสมือนพรุ่งนี้ไม่มีอยู่จริง ซึ่งเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องในเช้าตรู่วันต่อมา บนเตียงข้างกายเธอก็ปรากฏเพียงรอยยับเสมือนเมื่อคืนไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นเช่นกัน

เขาหายไปจากชีวิตของเธอไปโดยสิ้นเชิง ข่าวคราวความสำเร็จในการงานของเขาเพียงครั้งคราวคือสิ่งที่เธอรู้เหมือนๆกับคนอื่น หลังจากวันนั้นในยามกลางวันเธอใช้ชีวิตแสนปกติ หากแต่ยามวิกาลเธอยังคิดถึงเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนวันหนึ่งที่เธอคิดว่าควรจะทำอะไรสักอย่าง แฟนเก่าคนนั้นก็ขอเธอแต่งงานอย่างเรียบง่ายระหว่างมื้อค่ำอันแสนธรรมดา

จบตอน "เธอ"

เรื่องสั้นได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง "ดีใจด้วยนะ (Glad)" ของคุณอิ้งค์ วรันธร
โปรดติดตามตอน "เขา" ในบทความต่อไป
SHARE
Written in this book
Music Motivates
Stories inspired by melodies.

Comments