นักแต่งเรื่อง

ณ ดินแดนแสนน่าเบื่อ ไร้ซึ่งแสงสว่างสาดส่อง ผู้คนในดินแดนแห่งนี้ ต่างชอบนั่งฟังเรื่องเล่าจากปากของชายพเนจรผู้มาจากดินแดนอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไป


ทุกคนรู้กันดีว่าชายพเนจรผู้นี้เดินทางมาจากดินแดนแห่งแสงสว่างตามคำบอกเล่าของชายพเนจรเอง ชายพเนจรมีเรื่องเล่ามากมายที่ผู้คนในดินแดนแสนน่าเบื่อไม่รู้จัก และทุกๆ วัน จะมีชาวเมืองมากมายแวะเวียนมานั่งฟังเรื่องเล่าจากปากของชายพเนจร 

ผู้คนในดินแดนแสนน่าเบื่อต่างได้รับความสดชื่น ได้รู้เรื่องต่างๆ ที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็น เรื่องเล่าของชายคนดังกล่าวทำให้ชาวเมืองรู้สึกเหมือนได้เห็นด้วยตา สัมผัสด้วยมือ ได้ยินด้วยหู ได้กลิ่นด้วยจมูก รู้รสชาดด้วยลิ้น โดยผ่านปากและน้ำเสียงของชายพเนจร และนั่นส่งผลให้ชาวดินแดนแสนน่าเบื่อมีความหวัง

ตามตำนานของดินแดนแสนน่าเบื่อที่กล่าวไว้ว่าชาวดินแดนแสนน่าเบื่อต้องคำสาปจากพระเจ้าผู้ที่ให้กำเนิดของดินแดนแห่งนี้ลงโทษไว้ คือไม่ว่าพวกเขาจะหนีความมืดมิดไปไกลแสนไกลเพียงใด พวกเขาก็จะไม่พบอะไรนอกจากดินแดนที่กว้างใหญ่ซึ่งอับแสงนี้ที่แผ่ขยายไปตามระยะความไกลที่พวกเขาพากันหนีไป

แต่การมาถึงของชายพเนจรทำให้ชาวเมืองที่ยอมแพ้กับคำสาปในอดีตเริ่มอยากออกเดินทางไปยังดินแดนอื่นๆ บ้าง อย่างน้อยก็ไม่ใช่ว่าไปทางไหนก็จะเจอแต่ความมืด เพราะชายพเนจรมาจากดินแดนแห่งแสงสว่าง เช่นนั้นชาวเมืองจึงฝันอยากไปยังดินแดนแห่งแสงสว่างที่ชายพเนจรมักอ้างถึงว่าเป็นสถานที่ที่เขาจากมา


แต่จะมีใครบ้างที่รู้ความจริง ?


...ความจริงที่ว่าคำสาปจากพระเจ้าผู้ให้กำเนิดดินแดนน่าเบื่อนั้นไม่มีอยู่จริง แต่เพราะเป็นเรื่องเล่าจากชายพเนจรต่างหาก เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่ชาวเมืองจะทำอะไรแปลกใหม่ เพราะทำอะไรไปก็จะไม่สำเร็จตามอำนาจของคำสาป พวกเขาจึงเรียกตัวเองและดินแดนที่อาศัยกันอยู่นี้ว่า "ดินแดนแสนน่าเบื่อ"

แล้วในวันหนึ่งชายพเนจรก็ได้พูดถึงเรื่องราวของพระเจ้าและเมืองที่ต้องคำสาป ทำให้เรื่องเล่าของเขาแพร่ไปอย่างรวดเร็วในดินแดนแห่งนี้ ส่งผลให้ชาวดินแดนแสนน่าเบื่อผู้เริ่มมีความหวังต่างพากันมาฟังเรื่องเล่าของเขา

เขากล่าวอ้างว่าแท้จริงแล้วตัวตนของเขาเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของพระเจ้า ซึ่งเป็นผู้ที่จะมาช่วยชาวเมืองลบล้างคำสาป เขายังสามารถให้พรวิเศษแก่ชาวเมืองผู้ที่ทำให้เขาพึึงพอใจได้อีกด้วย และด้วยความที่ผู้คนในดินแดนแห่งนี้ต่างเชื่อทุกสิ่งที่ออกมาจากปากของชายพเนจร ส่งผลให้ไม่นานก็มีแต่คนเอาใจชายพเนรจร โดยต่างหวังจะได้พรวิเศษที่หมายปอง

พรวิเศษสำหรับชาวเมืองนั้นดูเหมือนเป็นทางลัดที่จะนำพาให้พวกเขาไปถึงความฝันที่หวังได้เร็วยิ่งขึ้น ด้วยแรงปรารถนาที่มากล้นเหล่านี้ ยิ่งทำให้ชาวเมืองพยายามทำให้ชายพเนจรผู้เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของพระเจ้าพึงพอใจ

ตั้งแต่ที่ชายพเนรจรอ้างตัวเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า ทุกวันเรื่องเล่าของเขาก็ยิ่งเหลือเชื่อ ยิ่งเต็มไปด้วยปาฏิหาริย์ ฟังแล้วน่าอัศจรรย์ เกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะเคยสัมผัส ส่งผลให้เขาต้องเล่าเรื่องไม่จริงมากขึ้น และมากขึ้น มากขึึ้นจนไม่สามารถถอนตัวได้้

กระทั่งเวลาผ่านไปหลายปี ก็ยังไม่เคยปรากฏว่าชาวดินแดนแสนน่าเบืื่อคนใดที่่รับพรวิเศษจากชายพเนจรผู้เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของพระเจ้าสักคน ส่วนชายพเนจรนั้นก็ไม่เคยบอกว่าผู้ใดที่ทำให้เขาพึงพอใจได้บ้าง

เวลาผันเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามปรกติ การเอาอกเอาใจชายผู้หนึ่งกลายเป็นเรื่องเสียเวลา เรื่องเล่าจากชายพเนจรผู้เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของพระเจ้าก็เหมือนจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่น่าประหลาดใจดังอดีต ชาวเมืองกลับสู่ความสิ้นหวังและน่าเบื่ออีกครั้ง ทุกอย่างก็ยังคงดำเนินไปในลักษณะเดิม ผู้คนอาจแวะมานั่งฟังเรื่องเล่าจากชายพเนจรไม่มากเช่นอดีต แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครมานั่งฟังโดยสิ้นเชิง

ชายพเนจรนั้นก็ไม่ใช่ชายพเนจรจากดินแดนแห่งแสงสว่างอีกต่อไป เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาก็คือชาวดินแดนแสนน่าเบื่อคนหนึ่ง...

ความชราตามหาชายผู้อ้างตนเป็นเศษเสี้ยวของพระเจ้าพบ ถึงตอนนั้นผู้คนที่ศรัทธาในเรื่องเล่าของเขาพบว่า แท้จริงแล้วชายผู้นี้คือ "นักโกหก"




ชายชรานักโกหกค่อยๆ หายตัวไปกับความมืดมิดของดินแดนแสนน่าเบื่อแห่งนี้ สุดท้ายแล้วเรื่องราวที่ผ่านมานั้นก็ถูกกาลเวลาลบเลือนให้หายไป เช่นเดียวกันกับชายพเนจรผู้เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของพระเจ้าที่มาจากดินแดนแห่งแสงสว่างเพื่อให้พรวิเศษและลบล้างคำสาปให้แก่ชาวดินแดนแสนน่าเบื่อแห่งนี้ 


...ถ้าวันหนึ่งเธอรู้ว่าที่ผ่านมา เรื่องของฉันเป็นเรื่องโกหกทั้งหมด เธอจะยังอยู่ข้างๆ ฉันแบบตอนนี้ไหม มันคงไม่เห็นแก่ตัวไปใช่ไหม ที่ฉันจะถามเธอแบบนี้



และเรื่องเล่าต่างๆ ที่ชายชราคนนี้เคยโกหกเอาไว้ ก็หายไปพร้อมกับลมหายใจของเขาตลอดกาล



.
.
.
ด้วยความอาลัย ❀

SHARE
Written in this book
โควตา ๘ บรรทัด
เรื่องสั้นหลายบรรทัด ไม่มีโควตาขั้นต่ำในการเล่า
Writer
Feliciano
Dreamer
Lost Boy from Neverland

Comments