วิชาชีวิตกับพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง
หลายวันก่อนมีโอกาสอันดีไปฟังงาน YourNextU จัดโดยมีคอนเซปต์งานเสวนาชื่อว่า #LifeLongLearning แถม Panel Speaker ก็ถือว่าน่าสนใจเอามากๆ  
ไล่ตั้งแต่ นักเขียนอย่างนิ้วกลม คุณหนึ่ง จักรวาล ดร.พี จากเพจมนุษย์เงินเดือนพันธุ์ใหม่ และน้องพลอย จากเพจ พลอยเรียนจบแล้วทำอะไรต่อ? แต่ก่อนเข้าสู่ช่วง Panel Speaker มีแขกพิเศษอย่างจุ้ย ศุบุญเลี้ยง มาพูดถึงภาพรวมของเหตุผลในการเรียนรู้กับชีวิตอยู่เสมอ

ถ้าใครตามติดชีวิตพี่จุ้ย จะทราบดีว่าแกเคยสอบติดจนเป็นนิสิตอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ด้วยวิธีคิดการดำเนินชีวิตกับระบบการศึกษาที่สวนทางกัน พี่จุ้ยจึงเลือกออกมาจากระบบการศึกษา และใช้ความอยากรู้ อยากเป็น พัฒนาตัวเองจนกลายมาเป็นนักเขียน นักแต่งเพลงที่หลายๆ คนรู้จักหนึ่งในสมาชิกของวงเฉลียงนั่นเอง

พี่จุ้ยเล่าอย่างมีอารมณ์ขันว่า ตอนที่ You Next U เชิญผมมา ผมยังตั้งคำถามเลยว่า ผมมาพูดร่วมกับใครบ้าง พอรู้ว่าต้องอยู่บนเวทีเดียวกันกับนิ้วกลมซึ่งเป็นนักเขียนยอดนิยม แถมยังมีคุณหนึ่งจักรวาล ซึ่งเป็นโปรดิวซ์เซอร์เพลงที่เนื้อหอมมาก ผมเลยยิ่งงงเข้าไปใหญ่ว่าจะเอาผมมาทำไม ผมเกี่ยวอะไรด้วย

คำถามเชิญขำขันนี้ก็เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ฟังได้ทั่วห้องเลยทีเดียว หลังจากเสียงหัวเราะจากผู้ฟังจางลง พี่จุ้ยจึงอธิบายต่อว่า “นี่คือความสนุกของการตั้งคำถาม เพราะยิ่งตั้งมันยิ่งตื่นเต้น ตกใจ และสนุกกับสิ่งที่เราคิดว่าไม่มีทางเข้ากันได้ แต่กลับเข้ากันได้ในมุมมองของคนอื่นที่แตกต่างจากเรา นี่คือการเรียนรู้อย่างหนึ่งในแบบที่เราต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมเข้ามาช่วยเรา

นั่นหมายความว่าประสบการณ์จากที่เราสั่งสมมานั้นมันไม่สามารถถูกเรียกว่า ‘การเรียนรู้’ นะ พี่จุ้ยกล่าวเสริม เพราะการมีประสบการณ์อย่างเดียวโดยไม่ได้ถูกนำมาสังเคราะห์นั้นจะเป็นเพียงแค่ประสบการณ์ที่เราเคยผ่านมาเฉยๆ แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานให้เกิดประโยชน์

ฉะนั้น การเรียนรู้จึงต้องมีการนำประสบการณ์หรือชุดข้อมูลที่เราได้รับมาสังเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ขึ้น เช่น เรารู้ว่าการโดนแดดนั้นจะทำให้ได้วิตามิน แต่ถ้าเราไม่สังเคราะห์เลยว่าโดนแดดช่วงไหนได้วิตามินดีสุด มันก็ไม่ใช่การเรียนรู้จริงไหม

ดังนั้น คำว่า ‘การเรียนรู้’ จึงเป็นคำสั้นๆ ที่มีกระบวนการซุกซ่อนอยู่โดยที่เราต้องหัดใช้ให้เป็น โดยพี่จุ้ยได้หยิบยกหลักการอย่าง สุ – จิ - ปุ - ลิ มาเป็นหลักคิดต่อการเรียนรู้

สุ คือ ฟัง

จิ คือ คิด

ปุ คือ ถาม

ลิ คือ เขียน

หากเปรียบเทียบในยุคสมัยที่มีข้อมูลให้เราเสพมากมาย ประตูบานแรกในการรับข้อมูลเหล่านั้นคือ สุ นั่นคือการฟังๆ แล้วค่อยๆ นำมาเข้าประตูถัดไปคือ จิ ที่ต้องคิดไตร่ตรอง หากสงสัยอะไรก็ลองตั้งคำถาม (ปุ) กับข้อมูลเหล่านั้นให้มากๆ แล้วค่อยถ่ายทอด (ลิ) ออกไปสู่คนอื่นๆ นี่คือหลักคิดและวิธีการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตามหลักคำพุทธที่ว่า ‘โยนิโสมนสิการ’

แต่พี่จุ้ยบอกว่าความน่าเสียดายของมนุษย์อย่างหนึ่งคือ มนุษย์มีเวลาอยู่บนโลกนี้น้อยเกินไปที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งอย่าง ฉะนั้น การมีครูในชีวิตจึงสำคัญ หรือ ปรโตโฆษะ การเรียนรู้จากผู้อื่น จึงเป็นอีกทางหนึ่งของการเรียนรู้สำหรับชีวิต

ช่วงสุดท้ายพิธีกรตั้งคำถามว่า ตอนที่ตัดสินใจออกนอกระบบการศึกษาและมาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตอนนั้นพี่จุ้ยคิดอะไรกับตัวเองอยู่ พี่จุ้ยใช้เวลาคิดอยู่พักหนึ่งเพื่อระลึกถึงความคิดและความรู้สึกในตอนนั้นจากนั้นก็ตอบออกมาว่า

“บอกตัวเองว่าห้ามโง่” เพราะเราเลือกเองแล้วว่าเส้นทางการเรียนรู้แบบนี้เหมาะกับเรา นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรายังคงสนุกกับการเรียนรู้อยู่เสมอ

เส้นทางของพี่จุ้ยแม้จะดูตื่นเต้น หวือหวา และประสบความสำเร็จมากมายในสายตาของใครหลายคน แต่ก็ซุกซ่อนความเสี่ยงมากมายที่ถ้าใครไม่เชื่อมั่นและแน่ใจในตัวเองก็ยากที่จะดำเนินตาม แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถทำตามได้ก็คือการลองตั้งคำถาม ทดลอง และเรียนรู้จากบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไม่ว่าจะเราจะจบการศึกษามานานแค่ไหนก็ตาม

*หมายเหตุ: ปี 2557 – 2559 ศุ บุญเลี้ยง กลับคณะนิเทศศาสตร์อีกครั้งในฐานะนิสิตเก่าดีเด่นที่ไม่ได้จบจากสถาบันการศึกษาออกไปอย่างเป็นทางการ

ภาพจาก: SEAC Thailand
SHARE
Writer
Ohmsiri
Writer
Page CreativeSalary / Books: สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน / Podcaster ออฟฟิศ 0.4 / คอลัมนิสต์ aday Bulletin

Comments