สัมผัสในวันที่ฝนตก
สายรุ้งจางๆพาดผ่านก้อนเมฆปุยหนาบนท้องฟ้าสีอมเทา หลังจากฝนตกไม่นาน ฟ้าจึงแง้มเปิดออกมา เผยให้เห็นดวงอาทิตย์ยามเย็นแอบอยู่เบื้องหลัง

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของหญิงสาวจดจ้องไปยังแถบสีทั้งเจ็ดนั้นอย่างเหม่อลอย แสงแสดจางๆกระทบกับดวงตาของหล่อนจนสว่างไม่ต่างจากลูกแก้วใสๆ

แต่สิ่งที่ชายหนุ่มข้างๆสนใจนั้นไม่ใช่ดวงตาคู่นั้น แต่เป็นริมฝีปากอิ่มเอิบแต้มลิปสีแดงกุหลาบ อากาศหนาวๆหลังฝนตกทำให้ลมจากปากกลายเป็นควันฟุ้งทุกครั้งที่หล่อนถอนหายใจ

บรรยากาศหลังฝนตกนั้นเงียบเชียบจนได้ยินเสียงนาฬิกาดังเป็นจังหวะ

ติ๊ก...ต้อก....

เขาไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเสียงที่ดังชัดที่สุดสำหรับหล่อนจะเป็นเสียงเดียวกับเขาหรือไม่ เสียจากภายนอกคือเสียงบอกวินาที แต่เสียงจากภายในสำหรับเขาคือจังหวะหัวใจรัวราวกับกลองขึงตึงฟาดดังสนั่นไม่ต่างจากฟ้าร้องเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา

ร่างกายกำลังสูบฉีดให้เขาโน้มตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แรงดึงดูดระหว่างวัตถุที่เคยเรียนมาในคาบฟิสิกส์คงเป็นทฤษฎีที่มาอธิบายเหตุการณ์ ณ เวลานี้ได้ดีที่สุด เปรียบเปรยเธอเป็นโลกที่เต็มไปด้วยชีวิต ส่วนเขาเป็นดวงจันทร์ที่คอยโคจรอยู่เคียงข้าง

หรืออาจจะเปรียบให้เธอเป็นดอกโบตั๋นอันล้ำค่า บานในยามกลางคืนดึงดูให้เขาเป็นผึ้งคอยบินเข้าไปหา

“นี่เธอ”

เสียงหวานเอ่ยขัดทุกห้วงความคิด เขาส่ายศีรษะปัดความฟุ้งซ่านออกไปให้หมด

“หืม?” ส่งเสียงตอบรับสั้นๆห้วนๆก่อนหลบหน้าแอบกระแอมเบาๆด้วยความกระอักกระอ่วน

เจ้าหล่อนไม่หันกลับมา เว้นระยะให้ได้ยินเสียงรถจักรยานยนตร์ข้างนอกหน้าต่างวิ่งผ่านไป กริ่งจักรยานดังกริ๊งสองทีตามมาด้วยเสียงกระพือปีกของนกพิราบซึ่งคาดว่าจะเป็นตัวที่ทำรังอยู่เหนือกันสาดประตูคอนโด การเว้นช่วงนั้นนานจนบรรยากาศเริ่มตึงเกินไป เขาจึงเอ่ยตอบกลับไปเป็นคำพูดว่า “มีอะไรหรือเปล่า?”

ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มออกเบาๆแล้วหันมาหาเขาก่อนจะส่ายหน้า ผิวแก้มสีแทนรับแสงอาทิตย์กรองผ่านบานหน้าต่างจนเรื่อขึ้นสีแดงอ่อนกว่าเมื่อสักครู่ มุมปากที่ยกขึ้นดันเนื้อแก้มเป็นก้อนนิ่ม

“แค่คิดถึงอะไรบางอย่างน่ะ” เธอกระซิบ

น่าแปลกใจว่าทั้งๆที่เสียงที่เอ่ยออกมาเบามากแท้ๆ แต่เขากลับได้ยินเสียงนั้นเป็นเพียงอย่างเดียว

‘คิดถึงอะไรล่ะ’ เขาอยากถาม แต่ได้แต่ถามอยู่ในใจ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เธอไม่ได้คิดถึงก็คงหนีไม่พ้น

ตัวเขาเอง

ใครจะไปกล้าเข้าข้างตัวเองขนาดนั้น เพื่อนกันที่สนิทกันแค่ผิวเผินด้วยการอยู่ภาควิชาเดียวกัน ทำงานกลุ่มร่วมกันไม่กี่ครั้งและพอรับฟังกันได้ในหลายๆเรื่อง มีอยู่มากครั้งไปที่เราไม่สามารถเล่าอะไรให้คนสนิทฟังแค่ด้วยเหตุผลว่าสนิทเกินไป

“ฉันเคยชอบเสียงฝนนะ” เสียงบางพูดต่อ ยกขาขึ้นชันแล้วแนบอกแน่นไว้กับเข่า กอดตัวเองแน่นจนขดเป็นก้อนกลม “เสียงฝนตกมันดังก็จริง แต่ฉันกลับรู้สึกว่ามันเงียบ”

ชายหนุ่มไม่ตอบอะไร แล้วพยายามนึกเสียงฝนตกก่อนหน้านี้ว่าทำไมมันถึงเงียบสำหรับเธอ เสียงน้ำกระแทกพื้นไม่เป็นจังหวะรวมกันเหมือนเสียงรถขับทางไกลที่จะได้ยินชัดเวลาที่หลับตา

เขาเคยอ่านเจอจากโซเชียลมีเดีย ว่าเสียงที่ดังในลักษณะต่อเนื่องติดกันนานๆอย่างฝนตกหรือเสียงรถวิ่งจะทำให้มนุษย์ง่วงกว่าปกติ เนื่องจากเป็นเสียงที่ทารกได้ยินเวลาที่อยู่ในครรภ์ เสียงที่คุ้นชินนั้นทำให้จิตใจของมนุษย์สงบลงจึงทำให้ง่วง หรืออาจจะเป็นช่วงความถี่ที่มนุษย์ฟังแล้วมันกลืนกันกลายเป็นเสียงเดียว ไม่ต่างจากความเงียบ

‘บ้าบอ’ เวลานี้ควรจะเป็นเวลาที่เขาคิดถึงแต่เรื่องที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่การฟุ้งซ่านออกไปจากตรงนี้

“เอ่อ...” ถามสิ ถามไปว่าทำไม

“ทำไมถึงชอบเสียงฝนน่ะหรอ?” เสียงของเธอเรียกให้เขาหันขวับไป สบตากับดวงตากลมโตจ้องลึกมาที่ดวงตาของเขาราวกับจะทะบุผ่านร่างไปอีกด้านหนึ่ง

“ทำไม...ถึง’เคย’ชอบเสียงฝนล่ะ?” คำถามถามกลับโดยแก้เน้นในคำที่อยากรู้

ดวงอาทิตย์เริ่มตกขอบฟ้า สาดแสงเป็นสีแสดพาดผ่านหน้าต่างอีกเช่นเคยแตะแต้มลงมาที่บริเวณข้างแก้มของเธอและเขา ความอบอุ่นของไอแสงสุดท้ายลูบไล้จนอดคิดไม่ได้ว่าหากสิ่งที่สัมผัสกับร่างกายของเขาอยู่เป็นมือน้อยของผู้หญิงตรงหน้า ก็คงจะเป็นสัมผัสเดียวกัน

เขากระแอมเสียงเบาๆ แล้วทำเป็นเอี้ยวกายหันกลับไปเอื้อมหยิบหมอนใบหนึ่งจากพื้น ดึงกลับมากอดไว้แล้วใช้ช่วงจังหวะนั้นเขยิบกายให้เข้าใกล้เธออีกไม่กี่เซนติเมตร

อีกไม่กี่เซนติเมตรก็จะได้สัมผัส

หญิงสาวเม้มปาก คล้ายกับว่าลังเลในการตอบคำถาม ในใจเจ้าหล่อนคงอยากระบายออกมาให้รู้แล้วรู้รอดแต่การตอบนั้นกลับเป็นการเล่าซ้ำแผลในใจอีกครั้ง ไม่ต่างอะไรจากการกรีดแผลแล้วแหวกปากแผลให้เปิดออกอีกครั้ง

“ไม่บอกก็ไม่เป็นไรนะ”

“ไม่หรอก” เธอขัด พ่นลมถอนหายใจแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อยว่า “เล่าบ้างก็ดี เก็บไว้คิดคนเดียวแล้วเหนื่อยใจเปล่าๆ”

ทั้งคู่หันหน้าหนีกัน มองออกไปนอกหน้าต่างสู่ทิวทัศน์ของแสงสุดท้ายที่ท้ายสุดค่อยๆเลือนหายจนมีเพียงแสงเหนือศีรษะส่องลงมาที่พื้นระเบียงคอนโดเบื้องหน้า

“เธอเคยกอดใครบ้างไหม?” เสียงเล็กเอ่ยถาม

เขาไม่ตอบเป็นคำพูดหากแต่ตอบไว้ในใจ แน่นอนว่าใครก็เคยกอดใครสักคนทั้งนั้น มีคนหลายคนให้กอดมากมาย แม้แต่กลับบ้านไปก็ยังมีพ่อแม่ น้องสาว กับแมวอีกสามตัวให้เขากอด ทั้งชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยนึกถึงกอดเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้จะทราบถึงความสำคัญของอ้อมกอดเหล่านั้นที่ผ่านมา แต่สำหรับวินาทีนี้แล้ว เขารู้สึกราวกับไม่เคยกอดใครมาก่อน

เพราะอ้อมกอดที่ต้องการ ณ เวลานี้คือผู้หญิงข้างๆ

ความเงียบครอบงำอยู่ชั่วขณะ เจ้าหล่อนหัวเราะเสียงเบาอยู่ในลำคอก่อนถามต่อไม่ให้เสียเวลา

“แล้วเธอเคย...อืม...จูบใครหรือเปล่า?”

อึ้งสิ

คำถามคำพูดธรรมดา เอื้อนเอ่ยออกมานิ่งๆราวกับนกฮูกโฉบผ่านหน้าไปตะครุบเหยื่อ เพียงแต่ผลกระทบกระแทกใจชายหนุ่มราวกับตบหน้าเขาด้วยไม้ตีแมลงที่ข้างแก้มจนรู้สึกชา

“อ อะไรนะ?” เสียงถามกลับตะกุกตะกัก ไม่มั่นใจถึงสิ่งที่ได้ยิน

ริมฝีปากอิ่มยกยิ้ม

แก้มที่ชาด้านลามวาบไปทั่วกาย เหลือเพียงใจในอกที่เต้นรัวราวกับทุบกล้ามเนื้อรอบๆพยายามจะทะลวงกระเด็นออกมาให้เขาจับได้เป็นก้อน เสียงดังก้องกลบทุกสรรพสิ่งที่เหลืออยู่ ภาพของเธอที่หันมาจ้องหน้าเขากลายเป็นภาพเคลื่อนไหวเชื่องช้าจนจับรายละเอียดของผิวหน้าใสไร้เครื่องประทินได้ทุกระเบียบรูขุมขน

“นี่” เสียงเธออื้ออึง

คิ้วเขากระตุก อาจจะเป็นเพราะสูญเสียความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อไปแล้ว

“ฟังฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย” ได้ยินเสียงหวานกลั้วหัวเราะจึงตอบไปว่า “อ อ้า ฟังอยู่” เขาเม้มริมฝีปากตนเองแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ส่ายหน้าเบาๆเป็นคำตอบว่าเขาไม่เคยจูบใครมาก่อนในชีวิตนี้

“คำถามแบบนี้ ปกติคนเขาถามกันหรอ?” เขาถามกลับ

เช่นกัน เธอไม่ตอบเป็นคำพูด มีเพียงการส่ายหน้าเบาๆส่งกลับคืนมา

ความเงียบกลับมาครอบงำอีกครั้งจนน่าอึดอัด เสียงหยดน้ำฝนหายไป แสงไฟบัดนี้เหลือเพียงแค่แสงจากไฟถนนบนเสาสูงส่องลงไปที่พื้นทางเดินหน้าคอนโด ท้องฟ้ามืดมิดไม่สนิทกลับมองเห็นหมู่เมฆเป็นก้อนสีเทาลอยเท้งเต้งกระจายตัวไปทั่วผืน ไม่ว่าใครนั่งฟังก็คงคิดว่าสมกับเป็นหน้าร้อนจริงๆ เมื่อได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องหึ่งอยู่ไกลๆกลืนไปกับเสียงการจราจร

ทั้งคู่นั่งนิ่งราวกับรูปแกะสลักหินวางทิ้งไว้คู่กันที่ริมระเบียง ทุกอย่างดูวุ่นวายไปหมดเมื่อเทียบกับบรรยากาศในพื้นที่เล็กๆตรงนั้น อยากจะขยับอากัปกิริยาก็ไม่อยากขัดขืนบรรยากาศรอบตัว กลายเป็นการจะขยับแต่ต้องหยุดชะงักทุกรอบราวกับกล้ามเนื้อกระตุกอย่างไรอย่างนั้น

เอ่อ...จะพูดดีไหมนะ? ชายหนุ่มคิ...

“ฝนน่ะ...” เสียงหวานแทรก ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วหันมามองหน้าเขาตรงๆพร้อมกับรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ปาก ที่ดวงตา แก้มใสยกขึ้นนิดๆ องค์ประกอบทั้งหมดของรอยยิ้มรวมกันแล้วกลับกลายเป็นรอยยิ้มอันเศร้าสร้อย ดวงตากลมหลบสายตาเขาไปก่อนพูดต่อว่า “จูบแรกของ‘เขา’กับฉัน เป็นวันที่ฝนตก”

เธอถอนหายใจอีกรอบ

“แต่มันก็เป็นเพียงครั้งเดียวเหมือนกันที่เราจูบกัน” น้ำเสียงของเธอเบาลง ราวกลับในใจลึกๆไม่ต้องการจะเอ่ยคำนั้นเพื่อตอกย้ำซ้ำแผลตัวเองให้เจ็บไปมากกว่าที่เคยชินชากับความรู้สึกนั้น “ทุกครั้งที่ฝนตกฉันเลยนึกถึงวันนั้นทุกที”

ใบหน้าด้านข้างของหล่อนยิ้มอยู่คนเดียว แต่ชายหนุ่มกลับใส่ใจไปที่ประกายแสงสะท้อนลูกแก้วกลมโตที่เต็มไปด้วยน้ำตารื้นอยู่ที่ขอบเปลือกตา เขาทำอะไรไม่ถูก คิดคำพูดปลอบใจไม่ออก จึงยกมือขึ้นเล็กน้อยแล้วเลื่อนไปแตะที่ชายเสื้อตัวยาวของคนข้างๆ ใจจริงอยากวางไปที่มือของเธอ อย่างน้อยให้ไออุ่นของร่างกายได้ส่งผ่านกำลังใจในรูปพลังงานที่สัมผัสได้

เธอเหลือบตามองมือนั้น ก่อนเหลือบขึ้นมองเข้าไปในตาของเขา

แล้วยิ้ม

น่าแปลกใจที่คนเรานิยามการยิ้มเป็นเครื่องหมายของความสุข หากแต่เมื่อคนเหล่านั้นยิ้มออกมา ส่วนมากมักกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เขาเหล่านั้นกำลังเศร้า มนุษย์เรามักพูดไม่ตรงกับใจ กระทำไม่ตรงตามอยาก จนไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนเราต้องใช้เวลากว่าจะเชื่อใจกันและกัน

ถึงแม้จะเป็นแค่เพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้สนิทใจ แต่เขากลับอยากก้าวข้ามผ่านเส้นขอบเขตความเชื่อใจนั้น ให้เธอได้เชื่อใจเขาอย่างสุดใจอย่างที่เขาพร้อมที่จะมอบใจให้เธอทั้งหมดทันทีที่เธอยอมเปิดให้เขาก้าวเข้าไปในนั้น

อยากปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำจากแผลเก่า รักษาเธอจนหายเป็นปกติแล้วกอดร่างเล็กเอาไว้ไม่ปล่อยไปไหนให้เธอเป็นของเขาคนเดียว

เขายกมือขึ้นอีกครั้งแล้ววางลงบนมือเรียวที่วางไว้ตรงกลางระหว่างสองคน ทิ้งน้ำหนักลงเล็กน้อยก่อนเขยิบตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกระดับ

อีกนิด

จนขาของทั้งสองเกือบชิดกัน เว้นระยะเอาไว้ให้พอสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่แตกต่าง

เขาได้ยินเสียงหายใจชัดขึ้นของเธอ เธอก็คงได้ยินเสียงหายใจหอบถี่ด้วยจังหวะไวขึ้นของเขา

หญิงสาวดูไม่กลัว ดวงตานิ่งจ้องไม่หยุด ไม่ถึงกับแข็งกร้าวพร้อมจะปฏิเสธ แต่ก็ไร้ปฏิกิริยา ไร้อารมณ์ความรู้สึก

ชายหนุ่มเลื่อนสายตาลงมาจนถึงริมฝีปากบางของเจ้าหล่อน จ้องมันไว้ราวกับมีมนตร์สะกดไม่ให้ละสายตา

“เธอ...” กลีบปากนั้นขยับ เขาจดจ้องทุกการเคลื่อนไหว เก็บภาพนั้นเอาไว้ทุกรายละเอียด “อยาก...”

หล่อนถอนหายใจออกทางปากเบาๆก่อนกัดริมฝีปากล่างแล้วปล่อยอย่างรวดเร็ว

เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นเป็นเหตุผลเพียงพอให้เขายื่นใบหน้าเข้าไปแล้วประกบริมฝีปากทั้งสองเข้าด้วยกัน กดน้ำหนักของร่างตนเองส่งไปให้เธอได้รับรู้ถึงความต้องการของเขาที่เก็บเอาไว้เป็นเวลานาน สัมผัสความนิ่มละมุนที่ริมฝีปากให้เต็มใจส่งผ่านเส้นประสาทให้รับรู้ถึงความอิ่มเอมตั้งแต่ริมฝีปากจนถึงดวงใจที่กลางอก

ตาที่ปิดไว้แน่นค่อยๆเปิดทีละนิด เพื่อจะพบดวงตากลมมองจ้องกลับมาด้วยสีหน้าเดิม

ไร้อารมณ์ ไม่มีแม้แต่เพียงความสงสัยไว้ในนั้น

สะดุ้งสิ เขารีบถอนตัวเองออก แต่ไม่ไกลเกินที่มุมมองจะเห็นสีหน้าเธอทั้งหมด ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้าลามไปถึงร่างกาย ทั้งอายทั้งเขินไม่กล้าขยับตัวต่อ ทั้งหวาดทั้งกลัวในปฏิกิริยาของหญิงสาวตรงหน้าว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นผิดพลาดร้ายแรงแค่ไหน ที่จูบเธอไปเพียงเพราะร่างกายสั่งให้ทำ ไม่ได้ผ่านการไตร่ตรองจากเหตุและผลใดๆ

เหงื่อเม็ดใหญ่เริ่มก่อตัวที่ขมับซ้ายขวา ดวงตาตนเองกระสับกระส่ายมองสลับดวงตาซ้ายขวาของหญิงตรงหน้า ยิ่งไร้ปฏิกิริยา ยิ่งหวาดกลัว

เธอไม่คิดจะตอบอะไรเขาหน่อยเลยหรือยังไง!?

“พูดอะไรหน่-“ ยังไม่สิ้นเสียง หล่อนกลับยื่นหน้าเข้ามาแล้วจูบเขาซ้ำกลับอีกครั้งหนึ่ง เพียงแค่คราวนี้หล่อนกดริมฝีปากเข้าแน่นนาน และรุนแรงจนฝืนให้เขาต้องอ้าปากหายใจ ไม่เท่านั้นหล่อนแตะปลายลิ้นแต้มลากบนริมฝีปากของเขาก่อนจุมพิตแน่น เกี่ยวกระหวัดเบาๆให้จังหวะหัวใจของเขากระตุกราวกับจะวายแล้วสลายไปพร้อมกับร่างกายที่กำลังจะละลายไปจากความร้อนผะผ่าวทั้งร่าง

มือเล็กกระชากออกจากใต้มือของเขาก่อนเปลี่ยนตำแหน่งขึ้นมาช้อนหลังศีรษะของเขาเอาไว้ กดเข้ามาให้ริมฝีปากแนบแน่นยิ่งกว่าเก่า จังหวะเร่งรีบของการกดจูบที่หนักหน่วงเริ่มผ่อนคลายลงเหลือเพียงความเร่าร้อนที่ยังสุมอยู่ในอก เธอยังคงส่งแรงกลับเข้ามาให้เขาอยู่เรื่อยๆ เรื่อยๆจนเขาเริ่มเซ จนสุดท้ายชายหนุ่มทิ้งกายลงบนพื้นระเบียง ปล่อยให้ร่างของหล่อนทิ้งทับลงมา สัมผัสของจุมพิตไม่ขาดสายทำให้เขาตกอยู่ในห้วงภวังค์ ท้ายที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเลื่อนมือขึ้นแตะบริเวณเนื้อต้นขาของเธอและ

หมับ

“พอเถอะ” เธอถอยร่างกายออกนั่งคร่อมบริเวณแก่นกลางของเขา มือตนคว้ามือเขาเอาไว้แล้วบีบแน่น แน่นรัดจนเริ่มเห็นว่าเขาแสดงสีหน้าว่าเจ็บแล้วค่อยปล่อยมันออก

ห้วงภวังค์ก่อนหน้าแตกซ่าน ความคิดทุกอย่างสับสนและกระจายไม่เป็นระเบียบ ไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่นในขณะที่ร่างเล็กค่อยๆลุกขึ้นยืนแล้วยกแขนตนขึ้นปาดริมฝีปากตัวเองด้วยแขนเสื้อ

“มันเกินไปน่ะ” เธอกล่าว

“แต่เธอเป็นคนเริ่-“

“มันเป็นไปไม่ได้หรอก” เสียงตอบกลับแข็งกร้าว “เธอเป็นแค่เพื่อน” ต่อด้วยคำพูดตอกแรงราวกับตบเข้าที่หน้าแก้มให้รู้สึกด้านชา เพียงแว่บหนึ่งเท่านั้นที่ดวงตาส่งลงมาแข็งกระด้างราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก้าวร้าวและปฏิเสธทุกสิ่ง ก่อนหล่อนจะเม้มริมฝีปากแล้วกล่าวต่อว่า “ฉันอยากให้เธอรู้ว่า-“

เสียงเว้นจังหวะไปพอให้เขาชันตัวขึ้นนั่ง

“จูบแรกของเธอ ฉันอยากให้เธอได้รับจากคนที่รักเธอ”

“แต่เธอ-“ เขาจะค้าน

“แต่ฉันรักเธอได้แค่ในฐานะเพื่อนเท่านั้น” เธอค้านเสียก่อน “เธอดีเกินกว่าที่ฉันจะยอมเสี่ยงเอาเธอไปแลกกับความสัมพันธ์บ้าๆ แล้วต้องใช้ชีวิตเพื่อคิดตลอดเวลาว่าฉันอาจจะต้องเสียเธอไปเมื่อไหร่ก็ได้"

นี่ไงความมนุษย์ ทำอย่างพูดอย่าง คนละทิศละทางกันไปหมด

“แล้ว-“ คิดคำพูดไม่ออก เขานึกคำพูดที่ดีไปกว่าคำว่าดูดดื่มไม่ได้ คำที่จะบรรยายสิ่งที่เธอกระทำเมื่อสักครู่ได้โดยไม่ต้องตอกย้ำว่าสิ่งที่’เพื่อน’ของเขาทำลงไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิด หรือหากไม่ผิดก็เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผลมารองรับ

ใครบ้างจะไม่สับสนกับผู้หญิงตรงหน้า ปากกล่าวว่าเป็นเพียงเพื่อนและจูบนั่นเกิดขึ้นเพื่อเขา แต่ความ’ดูดดื่ม’นั่นเกิดขึ้นเพียงเพราะอยากให้เขาได้รับสัมผัสที่ดีเป็นเพียงเท่านั้นเองหรือ หรือเธอไม่กล้าพูดว่าเธอมีความใคร่เกิดขึ้นกับเพื่อนของตัวเอง เพื่อนที่สนิทแต่ไม่ได้สนิทขนาดนั้น

“ฉันนึกว่าเธอ...” ‘-ต้องการฉัน’ ละคำเอาไว้ ไม่อยากทำร้ายจิตใจคนตรงหน้าไปมากกว่านี้ สีหน้าของเธอดูสับสนกับตัวเอง เป็นใครก็ดูออก

หญิงสาวกลั้นความรู้สึกเอาไว้ แต่ยิ่งพยายามอัดอั้นก็ยิ่งสื่อออกมาทางสีหน้าของเจ้าหล่อน เธอทั้งรู้สึกผิดกับตัวเองที่ทำอะไรที่ไม่สมควร และรู้สึกผิดต่อคนตรงหน้าที่ทำอะไรเกินเลย ใจของคนที่เพิ่งถูกหักอกมามักทำอะไรที่ไม่มีเหตุผลเสมอไป แต่สำหรับเธอแล้วไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาอ้างได้แม้แต่น้อย

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วชะงักเล็กน้อย กล้าๆกลัวๆกับการกระทำทุกอย่าง แต่หลังจากเห็นดวงตาที่มองตรงมาที่เขาจึงสามารถปัดทุกความคิดที่ปิดกั้นเขาไว้ออกไป

เขาโอบแขนกอดร่างเล็กมาแนบอก ปล่อยให้เธอปล่อยเสียงร้องโฮเข้าไปเต็มที่ รักษาเธอโดยการทำร้ายตัวเอง ให้ใจของเขาซึมซับทุกความเจ็บปวดของเธอเอาไว้ หวังให้คนในอ้อมกอดได้ระบายทุกความรู้สึกติดลบที่ยังหลงเหลืออยู่ภายใน

มือยกขึ้นวางบนหลังศีรษะของเธอแล้วลูบเบาๆเพื่อปลอบประโลม พร้อมกระซิบด้วยเสียงที่นุ่มที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บอกกับเธอว่า “ไม่เป็นไรนะ เธอไม่ผิดหรอก ฉันเข้าใจ”

กลืนน้ำลายอึกหนึ่งก่อนกัดใจพูดว่า “ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้นล่ะ”

“ทุกอย่างเหมือนเดิมนั่นล่ะ”

หญิงสาวร้องไห้อยู่พักหนึ่งจนแขนที่กอดเธอไว้เริ่มชา เธอเบียดตัวออกช้าๆเป็นสัญญาณให้เขาปล่อยเธอไป ยกมือขึ้นปาดทำความสะอาดใบหน้าตนเองสองสามครั้ง เช็ดคราบน้ำมูกน้ำตาออกไปเหลือไว้เพียงแต่รอยแดงช้ำที่ดวงตา

“โอเคนะ?” เขาถาม ทั้งถามเธอทั้งถามตัวเอง “ไม่เป็นไรแล้วล่ะ” เช่นเดิม ทั้งบอกเธอทั้งบอกตัวเอง

เธอยังก้มหน้าหลบสายตา แต่ก็พยักหน้าเป็นคำตอบให้เบาๆแล้วพยายามยิ้ม ยิ้มหลังร้องไห้ที่บิดเบี้ยว เพียงแต่คงมีความจริงใจต่อความรู้สึกนั้นขึ้นมามากกว่าเก่าบ้าง ว่าเธอสบายใจขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งจากเรื่องกระทบจิตใจเรื่องเก่าและเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นมา

“ขอบคุณนะ” เสียงเล็กกระซิบเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคน เงยหน้าขึ้นให้เห็นตาบวมๆกับรอยยิ้มที่สดใสขึ้นกว่าเก่า

ทำให้เขายิ้มตอบได้บ้าง

“เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเลย รู้ตัวไหม?”

รอยยิ้มของเขาค้างอยู่อย่างนั้นบนใบหน้าไม่ขยับเขยื้อน หน้าชาไปกี่ครั้งแล้วจากคำพูดของคนคนนี้

หลังจากนั้นสักหนึ่งชั่วโมงที่นั่งคุยกันเรื่องสัพเพเหรถ ปกิณกะไปเรื่อย ราวกับที่เขาพูดเอาไว้เป็นมนตร์ขลังสั่งย้อนเวลาไปก่อนที่เหตุการณ์น่าประหลาดใจจะเกิดขึ้น เขาและเธอนั่งคุยกันต่อโดยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ แต่คงมีเพียงแค่เธอล่ะสิที่ไม่รู้สึกอะไร

คงมีแค่เขาฝ่ายเดียวที่ยังนึกถึงสัมผัสที่กดลงมาที่ริมฝีปาก สัมผัสที่แตะแต้มลงบนลิ้น น้ำหนักที่ทับลงบนกายของเขา

เขาเท่านั้นที่จะคิดซ้ำซ้อนย้ำนิ่งอยู่กับที่คนเดียว ว่าสำหรับเธอแล้ว จูบแรกคงกลิ่นอายเหมือนกับฝน แต่สำหรับเขาแล้ว

จูบแรกรสชาติเหมือนน้ำตา




เรื่องที่สองแล้วค่ะ ใช้เวลาเขียนนานมาก ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เพิ่งผ่านช่วงไฟนอลโปรเจคมาเดือดๆเลยค่ะ
เรื่องนี้เริ่มมาจากกลับไปฟังเพลงเก่าของ vocaloid ชื่อ 
初めての恋が終わる時 เป็นการเล่าเรื่องราวหลังอกหักของผู้หญิง ที่พูดว่าจูบแรกรสชาติเหมือนน้ำตาค่ะ ตอนนั้นฟังตอนฝนตกในฤดูร้อนพอดี พายุฤดูร้อนวันนั้นรุนแรงมากกกกก แต่ด้วยความที่ชอบเสียงฝนเลยเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาได้ด้วยอำนาจความมึนงง กว่าจะปะติดปะต่อเรื่องได้ทุกครั้งที่เข้ามาเขียนต่อก็นานโขอยู่

จูบแรกใครๆก็จำได้ทั้งนั้นแหละค่ะ มันเป็นสัมผัสที่ลืมยากจริงๆ
หวังว่าจะชอบสิิ่งที่ได้อ่านไปนะคะ :]
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ

SHARE
Writer
Moonbear
Writer, Photographer
I write my thoughts and capture your moments.

Comments

farrrraway
1 year ago
ชอบที่คุณเขียนนะคะ
Reply
Moonbear
1 year ago
ขอบคุณนะคะ :]