กว่าจะเป็น
วันนี้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้
การเขียนบทความทางวิชาการเพื่อตีพิมพ์ อยากสรุปและแชร์แบบนี้

1. ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า
กว่าจะตีพิมพ์บทความได้ 1 เรื่อง ในระดับ ISI ซึ่งเป็นคุณภาพวารสารที่ดีที่สุด เขาถูกปฏิเสธมาประมาณ 7 ครั้ง แต่สุดท้ายก็ได้ตีพิมพ์
....
ทำให้นึกถึงตัวเอง ถึงแม้เป้าหมายจะไม่ได้ใหญ่เท่า แต่ตั้งเป้าหมายว่า อยากเรียนรู้เรื่องการเขียน เขียนให้รู้เรื่องแค่นั้น ช่วงทำงานปีแรก แล้วต้องทำ project เล็กๆ ของตนเอง และเมื่อสิ้นสุดโครงการ ต้องเขียนผล ครั้งแรกที่ส่งเล่มให้อาจารย์ที่ปรึกษา เกือบทุกหน้าโดนพับให้แก้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเนื้อหา ที่ต้องเพิ่มเติม การอ้างอิง อาจารย์บอกว่า “อยากเขียนได้ดี ต้องไปอ่านเยอะๆด้วยนะ” และเรื่อง format ที่ไม่ค่อยดี คำผิด การเคาะ เว้นวรรค ย่อหน้า บลาๆๆ

โฮววว ทำไมเยอะขนาดนี้ แต่สุดท้ายก็แก้ซ้ำไป ซ้ำมา กว่าจะเสร็จ ต้องกลับไปแก้ประมาณ 4 ครั้ง ซึ่งถือว่าน้อย
.....

เมื่อได้มีโอกาสได้อ่านงานน้องหลายๆ งาน ทำให้เข้าใจความรู้สึกของอาจารย์ตอนนั้นเลย ทำไมอาจารย์ใจดีจัง สอนเราทุกอย่าง และที่สำคัญมีความอดทนมาก เพราะว่าตอนนี้ เมื่อได้อ่านงานบางงาน แล้วต้องแก้ไข เรารู้สึกว่า ทำไมทำไม่เรียบร้อย format บิดๆ เบี้ยวๆ เว้นวรรคไม่ถูก ไม่มีช่องว่างในการหายใจ คำผิดเยอะมาก ไม่มีหัวตารางบ้างแหละ รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ นอกจากเนื้อหา ดังนั้นในรายงานที่ส่งกลับไปให้น้องครั้งแรก จะเต็มไปด้วยตัวแดงๆ เต็มไปหมด

จนหลังๆ ด้วยอะไรไม่รู้ อย่างแรกที่เราจะพิจารณาในการเขียนคือ format ถ้ามันไม่ถูกต้อง บิดๆ เบี้ยวๆ มา กระจัดกระจาย ดูแล้วรู้สึกไม่อยากอ่าน ก็ต้องส่งกลับไปพิจารณาใหม่ ซึ่งเราดูแค่ format ไง ไม่ได้ดูเนื้อหา ในความคิดเรา เรารู้สึกว่า ถ้า format ดี มีคำผิดน้อย หมายความว่า คุณใส่ใจในงานของคุณ และเราต้องการแบบนั้น ไม่ใช่ว่า จะส่ง ก็ส่ง แบบลวกๆ

จนลืมไปว่า เขาอาจจะทำเต็มที่แล้วในรูปแบบของเขา เขากำลังเรียนรู้ กับสิ่งที่เขาไม่เคยทำ และกลัวมันด้วยซ้ำที่จะทำมัน

แต่ฉันกลับไม่ให้โอกาส โอกาสในการเรียนรู้ และแก้ไขมัน ลืมไปแล้วว่า ตัวเองก็เป็นเช่นนั้น

2. มันอาจจะเจอช่วงเวลาที่ยุ่งยาก
เมื่องานวิจัยที่จะถูกตีพิมพ์ จะต้องผ่านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ทั้งตัววิจัยแล้วก็นักวิจัย ที่ต้องมีใบรับรองการสอบผ่านจริยธรรม จากสถาบันที่กำหนด ถึงแม้ว่าบางเจอร์นอล จะไม่ซีเรียส แต่ส่วนใหญ่เขาต้องการ

การผ่านจริยธรรมการวิจัย เป็นตัวรับรองว่า เราจะเคารพ รักษา และบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มเป้าหมายเราอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากร่างกาย รวมทั้งจิตใจ

ตอนแรกไม่ค่อยเห็นความสำคัญ ทำไมต้องยุ่งยากขนาดนั้น บางงานวิจัยที่เคยทำ แค่ไปสัมภาษณ์คนในชุมชนแค่นั้น และที่สำคัญที่ต้องขอจริยธรรม (EC) มันยุ่งยาก อาจจะเป็นระบบของที่นี้ ที่ทำให้มันยุ่งยาก ในการรวบรวมเอกสาร เครื่องมือต่างๆ และใช้เวลาในการพิจารณานาน อย่างน้อย 3 เดือน ไม่งั้น ตามหลัก นักวิจัยไม่สามารถเริ่มวิจัยได้ 
เห้อออ!!! ไหนจะให้นักวิจัยต้องสอบผ่าน เพื่อให้มีใบรับรอง ถึงแม้จะใช้เวลาไม่นาน

เมื่อได้รับรองการพิจารณาวิจัย ว่าผ่าน EC แล้วจึงจะเริ่มวิจัยได้
....

3. การเคารพซึ่งกันและกัน
การตีพิมพ์บทความ สิ่งที่ไม่ควรทำหรือข้อควรระวังคือ Plagiarism การคัดลอกผลงานทางวิชาการ ซึ่งอาจจะพบเจอได้มาก อาจจะเป็นเพราะว่า ความไม่รู้หรือตั้งใจก็ตาม แต่เรารู้สึกว่า เป็นการเคารพซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งสำคัญอันนึงสำหรับการเขียน เพราะมันจะบ่งบอกความเป็นนักเขียนด้วยเช่นกัน
...

กว่าจะเป็น มันไม่ง่ายเลยนะ
แต่หากเมื่อมันผ่านไปแล้ว เราจะภูมิใจกับมัน และเห็นคุณค่า

เตือนตัวเอง ให้โอกาสตัวเอง และคนอื่นในการจะเป็น เพราะกว่ามันจะเป็น มันไม่ง่ายเลยจริงๆ
...


SHARE

Comments