Don’t leave #7 : SeolAxBona #ซอลโบ

เคยไหม? ที่ใครบางคน ยังมีผลต่อความรู้สึกของคุณ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม...
 “เขาคือใครเหรอคะจียอน?”  ในตอนนี้ทั้งสองคนนั่งอยู่ด้วยกันในรถยุโรปคันหรูสีดำขลับ คนเป็นพี่จึงได้ถามอีกฝ่ายออกไปด้วยความข้องใจ ว่าผู้ชายที่เธอเจอเมื่อสักครู่นี้คือใครกัน ดูจากคำพูดและท่าทางน่าจะสนิทสนมกับน้องอยู่พอตัว

 “เอ่อ..เป็นคนรู้จักของคุณพ่อน่ะค่ะ” คิมจียอมโกหกคำโตออกไป จะให้เธอบอกว่าผู้ชายคนนั้นคือใครกัน แฟนเธองั้นเหรอ หรือคนรัก หรือว่าที่คู่หมั้นกันหละ หากเธอบอกออกไปเช่นนั้นมีหวังอีกฝ่ายได้สับสนกว่านี้แน่ เพราะตอนนี้ที่เขารู้คือ เธอและเขามีสถานะเป็นแฟนกัน เธอไม่อยากจะทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายอีก


“เขาดูสนิทกับจียอนนะคะ” เธอถามน้องออกไปด้วยความรู้สึกคลางแคลงในใจ เพราะเหมือนผู้ชายคนนั้นจะเป็นมากกว่าคนรู้จักของพ่ออย่างที่น้องบอกมา

“ก็..รู้จักกันมาสักพักแล้วค่ะ” เธอตอบคนพี่กลับไปด้วยน้ำเสียงที่ตะกุกตะกักเล็กน้อย 

“เย็นแล้ว กลับกันดีกว่าค่ะ ฮยอนอยากกินอะไรพิเศษไหมเดี๋ยวเค้าซื้อไปทำให้กิน” รีบตัดบทก่อนที่อีกฝ่ายจะถามมากกว่านี้ เธอไม่อยากจะโกหกอีกคนอีก เพราะแค่นี้ก็รู้สึกผิดจะแย่อยู่แล้ว
.
.
“เค้าแวะเก็บเสื้อผ้าที่บ้านแป๊บนึงนะคะ ฮยอนจะลงไปรอในบ้านไหม หรือจะรอในรถ” 
 เธอแวะเข้ามาที่บ้านก่อนกลับคอนโดเขาเพื่อที่จะได้มาเก็บเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัว เพราะที่ห้องเขาไม่มีของใช้เธออยู่ที่นั่นเลย 

“เดี๋ยวพี่รอในรถก็ได้ค่ะ” คนพี่ตอบเธอ ก่อนจะหันมายิ้มบางๆให้

“งั้นรอแป๊บนึงนะคะ เดี๋ยวเค้ามา”
.
.
 รอสักพักไม่นาน ร่างบางก็เดินกลับมาพร้อมกระเป๋าลากใบใหญ่ และกระเป๋าเป้อีกใบ ท่าทางเหมือนจะย้ายบ้านเสียอย่างนั้น เธอยิ้มขำกับท่าทางลากกระเป๋าใบใหญ่ที่ดูจะหนักเกินกว่าร่างบอบบางของคุณหมอคนสวยจะยกไหว
 เธอเลยเปิดประตูรถลงไปช่วยอีกฝ่ายยกกระเป๋ามาใส่ไว้ท้ายรถ

“ขนอะไรไปเยอะแยะคะเนี่ย หืมม” เธอถามคนน้องพร้อมทั้งยกมือขึ้นไปขยี้ผมน้องด้วยความเอ็นดู

“ของจำเป็นทั้งนั้นแหละค่ะ ที่ห้องฮยอนไม่มีอะไรของเค้าเลยนี่” 

 ก็จริงอย่างน้องว่า ที่ห้องของเธอไม่มีอะไรที่เป็นเครื่องใช้ส่วนตัวของน้องเลย วันนี้น้องเองก็ใส่ชุดของเธอมาทำงาน ดีที่หุ่นของเราสองคนก็ไม่ได้ต่างกันมาก เลยทำให้น้องสามารถสวมเสื้อเชิ้ตตัวเล็กกับกระโปรงทรงเข้ารูปของเธอได้ ปกติเธอก็ไม่ค่อยจะใส่กระโปรงสักเท่าไหร่ ตัวนี้คงเป็นตัวที่เธอเคยใส่ตอนสมัครงานเมื่อหลายปีที่แล้วแหละมั้ง


ทั้งคู่พากันมาเดินซื้อของสดเพื่อไปทำอาหารที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆคอนโด

“ฮยอน เอาขนมปังพี่ออกไปเลยค่ะ เอามาอะไรเยอะแยะ”

“พี่ชอบนี่คะ ขอนะจียอน นิดเดียวนะคะ”

“ไม่ต้องมาทำหน้าอ้อนเลยค่ะ แล้วจำได้เหรอว่าตัวเองชอบกิน”

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ รู้แต่ว่าเห็นแล้วอยากกิน พี่อาจจะชอบขนมปังมากกว่าจียอนก็ได้น้าาาา” เธอตอบพร้อมทั้งทำหน้ากวนใส่น้องไปที จนอีกฝ่ายทนไม่ไหวทุบลงมาตรงไหล่ด้วยความหมั่นไส้




“อ้าว เอ็นคิม ได้ข่าวว่าขอลาพักเหรอครับ”

 ชายหนุ่มร่างสูง ผมสีเทาควันบุหรี่แต่งกายด้วยชุดสบายๆที่ดูไม่เป็นทางการนัก เดินตรงเข้ามายังเธอสองคน เขาเรียกเธอว่าเอ็นคิมงั้นเหรอ แสดงว่าต้องเป็นคนที่ทำงานเธองั้นสิ เพราะวันก่อนประชาสัมพันธ์ก็เรียกเธอด้วยชื่อนั้น

“พอดีช่วงนี้ไม่ค่อยสบายค่ะเลยขอพักงานไว้ก่อน” ดูจากท่าทางแล้วเขาคงรู้จักเธอแหละนะ แต่เธอนึกไม่ออก

 “น้องสาวเหรอครับ สวัสดีครับผมวอนโฮ”
 ชายหนุ่มหันมาทักทายคนที่อยู่ข้างๆเธอ พร้อมทั้งรอยยิ้มที่ดูไม่น่าไว้ใจ เขาดูเล่นหูเล่นตาเหมือนผู้ชายเจ้าชู้ไรเทือกนั้น

 “คิมจียอนค่ะ เป็น..”

“เป็นแฟนค่ะ ไม่ใช่น้องสาว” เธอชิงตอบออกไปก่อน น้องหันมามองเธอด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อยที่เธอแย่งตอบออกไปแบบนั้น

“แฟน? แฟนเหรอครับ ไม่ยักกะรู้ว่าเอ็นคิมมีแฟน เห็นเคยบอกว่าเลิกไปนานแล้วนี่ครับ” เขาเว้นจังหวะ ก่อนพูดต่อ

“แล้วที่สำคัญแฟนเป็นผู้หญิงสวยซะด้วย” 

“ถึงว่าหละ หนุ่มในบริษัทจีบเอ็นคิมไม่ติดสักที”

“ที่จีบไม่ติด เพราะฉันไม่ชอบผู้ชายรึเปล่าคะ ฮ่าๆ”   เธอเหมือนจะพูดติดตลก แต่จริงๆมันก็ไม่ได้ตลกหรอกนะ จะให้เธอไปชอบผู้ชายแบบเขานี่เหรอ ดูสายตาเจ้าชู้ขนาดนี้ มีหวังได้ร้องไห้วันละสามเวลาหลังอาหาร

“เรากลับกันเถอะค่ะ” เธอหันมาพูดกับน้อง พร้อมจับมือเล็กๆก่อนจะจูงมือน้องเดินผ่านผู้ชายคนนั้นไป




 แต่เหมือนจะมีอะไรติดในใจกับคำพูดของผู้ชายคนนั้น เขาดูแปลกใจที่รู้ว่าเธอมีแฟน แล้วยังคำพูดนั้นอีก เธอบอกเขาว่าเธอเลิกกันกับแฟนไปนานแล้วงั้นเหรอ แล้วทำไมน้องบอกเธอว่าคบกันมานานแล้วหละ ความจริงมันคืออะไรกัน เธอจะเชื่อคำพูดใครได้

“ทำไมเงียบจังคะ ฮยอนคิดอะไรอยู่” อีกฝ่ายเห็นเธอนั่งเงียบตลอดเวลาที่อยู่บนรถจึงได้ถามออกมา

“คิดอะไรนิดหน่อยค่ะ”




“จียอนช่วยเล่าเรื่องของเราให้ฟังหน่อยสิคะ”
ตอนนี้ทั้งสองคนนั่งอยู่บนโต๊ะกินข้าวเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยอาหารสามสี่อย่างวางอยู่บนโต๊ะ ที่ตอนนี้ถูกจัดการจนเกลี้ยงหมดแล้ว

“อยากรู้ตั้งแต่ตอนไหนคะ”

“ตั้งแต่แรกเลยค่ะ” เธอจ้องตาอีกฝ่ายอย่างจริงจัง เพราะเธอเองก็อยากฟังเรื่องราวในอดีตเผื่อจะจำอะไรได้บ้าง

“เรารู้จักกันตอนเรียนมหาลัยค่ะ ตอนนั้นฮยอนเป็นฝ่ายมาจีบเค้าก่อน”

“พี่นี่เหรอคะ จีบก่อน ดูท่าทางพี่ไม่น่าจีบใครเป็นนะ” เธอคิดว่าบุคลิกตัวเองน่าจะเป็นคนนิ่งๆไม่น่าจะเข้าหาคนอื่นก่อนง่ายขนาดนั้น

“ใช่ค่ะ ฮยอนมาจีบเค้า ตอนนั้นเค้าอยู่ปีสอง ฮยอนก็อยู่ปีสี่กำลังจะเรียนจบพอดี รู้ไหมคะตอนนั้นน่ะ คนจีบเค้าเยอะมากเลยน้าา” คนน้องเชิดหน้าตัวเองขึ้น พร้อมกับทำหน้าพึงพอใจในใบหน้าสวยของตัวเอง

“โอ้โห เป็นสาวฮ๊อตเหรอเราอ่ะ แล้วทำไมถึงมาเป็นแฟนกับพี่หละคะ” 

“ก็มีคนขี้เก๊กแถวนี้แหละค่ะ บอกว่าถ้าไม่ยอมเป็นแฟนด้วย จะถอดใจไปจีบคนอื่นแล้วว่างั้นค่ะ”

“ใจจริงก็แอบชอบพี่เหมือนกันใช่ไหมหละ” 

“อย่าหลงตัวเองไปเลยค่ะ สงสารเฉยๆหรอกกลัวร้องไห้ เลยยอมคบด้วย”

“แล้วยังไงต่อคะ” เธอเอามือเท้าคางแล้วนั่งฟังน้องเล่าอย่างตั้งใจ

“เราก็คบกันค่ะ พอพี่เรียนจบออกมาทำงาน เค้าก็ขอพ่อย้ายมาอยู่คอนโดกับพี่ เพื่อจะได้ง่ายต่อการไปฝึกงานที่โรงพยาบาลค่ะ”

“อ่าา ไม่ใช่อยากอยู่กับพี่เหรอคะ ถึงได้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน” เธอทำหน้ากรุ่มกริ่มออกไปใส่อีกฝ่าย

“หยุดหลงตัวเองก่อนค่ะ จะฟังต่อไหม” เธอพยักหน้ารับ แล้วน้องก็พูดต่อ

“เราก็อยู่ด้วยกันจนเค้าเรียนจบค่ะ เค้าก็ต้องไปทำงานที่โรงพยาบาลก็ไม่ค่อยได้อยู่ห้องเท่าไหร่ พี่ก็ต้องออกไซด์งานข้างนอกบ่อยๆ ทำให้เราไม่ค่อยเจอกัน” เสียงที่น้องพูดเริ่มจะค่อยๆเบาลงจนเธอรู้สึกได้ ในเสียงนั้นเหมือนมีความน้อยใจแฝงมาด้วย

“พี่นี่แย่จังเลยนะคะ ไม่มีเวลาให้แฟนเลย”

“อ่า ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ เราทั้งคู่นั่นแหละที่ต่างไม่มีเวลาให้กัน จนเกิดเหตุการณ์นั้น...” น้องนิ่งไปพักใหญ่ แล้วไม่พูดต่อ เธอมองใบหน้าสวยที่ค่อยๆก้มหน้าลง เหมือนจะเห็นหยดน้ำตาเล็กๆซึมออกมาจากนัยน์ตาสวยคู่นั้น

“เกิดอะไรขึ้นกับเราเหรอคะ”

“เค้าก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ 2 ปีค่ะ ทำให้เราต้องห่างกัน ตอนนั้นพี่ร้องไห้หนักมากเลยนะคะ ไม่อยากให้เค้าไป เอาแต่พูดว่า จียอนอย่าไปนะ อย่าไปนะ” อีกฝ่ายพยายามพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แถมท้ายประโยคเหมือนจะให้มันติดตลกที่แซวเธอ แต่ทำไมเธอฟังแล้วถึงรู้สึกเจ็บปวดกับคำนั้นกันนะ จียอน อย่าไปนะ ทำไมคำนี้ถึงมีผลต่อหัวใจเธอจัง





🎶Trust in me~ Trust in you🎶

 เสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น ทำลายความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างบทสนทนาของทั้งคู่

“สวัสดีค่ะพ่อ” เธอเห็นชื่อปลายสายเลยกดรับแล้วลุกออกจากโต๊ะมา ก่อนจะหันหน้าไปหาอีกฝ่าย พร้อมกับทำท่าขอออกไปคุยโทรศัพท์ด้านนอก

 เธอเดินเลี่ยงออกมาทางระเบียงเพื่อให้สะดวกต่อการคุยกับคนในสาย

“พ่อได้ข่าวว่าลูกยื่นจดหมายลาพักงาน ทำไมไม่บอกพ่อก่อน” 

“หนูก็อยากมีเวลาว่างไปเที่ยวบ้างนี่คะ ตั้งแต่เรียนจบกลับมาหนูก็ไม่ได้ไปไหนเลย เบื่อจะแย่” เธอตอบคนเป็นพ่อกลับไปด้วยเสียงอ้อนๆ 

“ถ้าเหตุผลแกแค่อยากไปเที่ยว ทำไมถึงต้องลาไม่มีกำหนด” เขาพูดด้วยโทนเสียงที่ฟังดูน่าเกรงขามกว่าครั้งแรก

“จริงๆหนูก็มีธุระให้จัดการค่ะ พ่อให้หนูพักบ้างเถอะค่ะ อย่าบังคับชีวิตหนูทุกเรื่องเลย” 

“อย่าให้ฉันรู้นะ ว่าแกกลับไปหานังคนนั้นอีก! ไม่งั้นฉันจะไม่ปล่อยมันไว้แน่”

“พ่อคะ! หยุดทำแบบนี้เถอะค่ะหนูขอร้อง หนูกับพี่เขาจบกันตั้งนานแล้ว และหนูก็ยอมไปเรียนต่างประเทศตามที่พ่อขอ พ่อยังจะต้องการอะไรอีกคะ” เธอตอบคนเป็นพ่อไปด้วยความอัดอั้นตันใจทั้งหมดที่มี ทำไมพ่อเธอถึงได้จงเกลียดจงชังพี่เขานักนะ 

“ถ้าแกไม่เลิกกับมัน แกก็ไปยอมไปตามที่ฉันขอหรอก”

 ก็คงจริงอย่างที่พ่อเธอพูด ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์นั้นที่ทำให้เลิกกัน เธอก็คงไม่ตัดสินใจไปเรียนอย่างที่พ่อเธอว่าจริงๆ

“อีกสองอาทิตย์ฉันจะกลับไป แกเตรียมตัวให้พร้อม ฉันจะรีบจัดการเรื่องหมั้นของแกกับคุณคิมให้เร็วที่สุด”

“พ่อคะ!! ไหนตอนแรกงานหมั้นอีกตั้งสองเดือน พ่อจะมาเร่งอะไรหนูอีกคะ”

“จะช้าจะเร็วยังไงแกก็ต้องหมั้นอยู่ดีจียอน แกอย่าดื้อกับฉันให้มันมาก”






TBC.




 







SHARE
Written in this book
Don’t Leave
Writer
Aris_S
Save me
🏸📖🖊🔬📷

Comments