MONEY MINDSET: ทัศนคติบิดเบี้ยวที่ทำให้คนไม่มีเงินก็ไม่มีเงินต่อไป
1

มีเรื่องไม่สบายใจในช่วงเดือนที่ผ่านมาค่ะ เรากังวลเป็นพิเศษคือเรื่องความเหลื่อมล้ำ มันไม่โอเคสักนิดที่ความมั่งคั่งของประเทศจะกระจุกตัวอยู่ที่คนจำนวน 1 % ของประเทศ เป็นช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ไม่ปกติอย่างถึงที่สุด

แน่นอนว่าประเด็นเลือกตั้งน่าเป็นห่วง แต่ที่เราไม่สบายใจ คือ การนำเสนอข่าวที่เต็มไปด้วยคำพูดทำนองว่า “คนจน, รากหญ้า, ผู้มีรายได้น้อย, มาตรการช่วยเหลือ, ผู้ด้อยโอกาส”

...ถ้อยคำเหล่านี้ถูกใช้เกลื่อนกลาด ทุกช่องพูดย้ำ ผู้รายงานข่าวใส่อารมณ์ และใช้คำเหล่านี้ซ้ำๆ อยู่เสมอ ติดตามข่าวเลือกตั้งแค่ไม่กี่วัน ยังสัมผัสกระแสแง่ลบที่ลอยออกมาจากการรายงานข่าวมากมายขนาดนี้...

ถ้าคุณเชื่อเหมือนเราว่า “คำมีพลัง” การฟังคำข้างต้นพวกนั้นบ่อยครั้งเข้า จะส่งผลให้เรายากจนยิ่งกว่าเดิม เพราะเราถูกคำพูดพวกนั้นฝังหัวไปแล้วว่านี่คือ “ความจริงของเรา”

อย่ามัวแต่รอให้ใครก็ไม่รู้มาจัดประเภทเรา แล้วทำให้ตัวเรารู้สึกยากจนลงไปยิ่งกว่าเดิมเลยค่ะ



2

ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราค้นพบว่าเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตคนเราคือ การรู้จักตัวเอง ค่ะ

ไม่ใช่การรู้จักเปลือกนอกเพียงผิวเผินว่าเราชื่ออะไร เกิดที่ไหน เป็นลูกของใคร แต่เป็นการรู้จักตัวเอง เข้าใจตัวเอง และยอมรับตัวเองในระดับลึกลงไป

การรู้จักตัวเองเกี่ยวพันกับทุกด้านของชีวิต รวมถึง "ด้านการเงิน" ด้วยค่ะ



ลองอ่านคำถามต่อไปนี้ช้าๆ แล้วตอบคำถามตามความเห็นของตัวเองดูนะคะ

1. ถ้าฉันมีเงินแล้ว เพื่อนจะมองว่าฉัน.............
2. ตั้งแต่เด็กมาแล้ว พ่อแม่หรือคนในบ้านแสดงออกเรื่องเงินว่า...........
3. คนมีเงิน/คนรวย มีนิสัย...........
4. สำหรับฉัน เงินคือ............
5. เมื่อเห็นเพื่อนมีเงิน ความรู้สึกที่ฉันมีต่อเขาคือ..........

หลังจากตอบคำถาม 5 ข้อนี้แล้ว คิดว่าตัวเองมีมุมมองต่อ “เงิน” ในแง่ดี กลางๆ หรือในแง่ร้ายคะ?

ถ้าเรารู้สึกไม่ดีกับเงิน ถึงหาเงินมาได้มากขนาดไหน สุดท้ายก็จะไม่มีเงินเหลือ เพราะเราไม่สะดวกใจที่จะครอบครองเขาไว้

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเมื่อหาเงินก้อนใหญ่มาได้ จึงเก็บไม่อยู่ ทำไมคนถูกหวยรางวัลใหญ่ ถึงเงินหมดได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะลึกลงไปแล้ว รากฐานความเชื่อของเรามีเมล็ดพันธุ์ความเชื่อว่า “เงินเป็นสิ่งไม่ดี, น่ารังเกียจ, เงินเป็นของร้อน อยู่ใกล้แล้วไม่สบายใจ” พอคิดแบบนี้ เราเลยกำจัดเงินออกจากชีวิตโดยไม่รู้ตัว

คิดภาพเงินเป็นคนก็ได้ค่ะ 
คนที่เค้ารู้ว่าเราไม่ชอบเค้า ไม่สะดวกใจที่จะอยู่ใกล้ๆ ตัวเค้าเองก็คงไม่อยากอยู่ใกล้เรา จริงไหม



3

แล้วทำไมเราจึงรู้สึกไม่ดีกับเงินล่ะ?

สภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูและประสบการณ์ในชีวิตเป็นตัวกำหนดมุมมองที่เรามีต่อเงินค่ะ

(1) สภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดู 
หมายถึง ทัศนคติที่พ่อแม่หรือคนในครอบครัวแสดงความคิดเห็น พูด หรือมีการกระทำต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเงิน เด็กจะซึมซับความทรงจำเหล่านั้นไว้ ยิ่งเห็นชินตาและบ่อยครั้งเท่าไรก็จะยิ่งจดจำมากขึ้นเท่านั้น ความรู้สึกว่าเงินหายาก เราพิมพ์แบงค์ใช้เองกันไม่ได้ ต้องทำงานหนักตัวเป็นเกลียว เหนื่อยสายตัวแทบขาด ถึงจะหาเงินมาได้ ต้องประหยัดให้มากเข้าไว้ไม่งั้นจะไม่มีกับข้าวกินจนถึงสิ้นเดือน แม่ต่อว่าพ่อว่าใช้เงินไม่คิด แม่ทะเลาะกับพ่อเพราะรู้ว่าพ่อเอาเงินไปเลี้ยงดูผู้หญิงคนอื่น พ่อชักสีหน้าเมื่อรู้ว่าแม่เอาเงินที่พ่อซ่อนไว้ไปทำผมทำเล็บอีกแล้ว

รวมไปถึงการซึบซับผ่านสื่อ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ เช่น เห็นข่าวหุ้นตั้งแต่เด็ก ดูไม่รู้เรื่องเลย มีแต่ตัวเลขสีแดงสีดำวิ่งๆ ต้องเป็นเรื่องยุ่งยาก เข้าใจยากแน่ๆ เห็นละครโทรทัศน์ว่าพระเอกเป็นลูกคนรวย นิสัยเป็นหนุ่มเจ้าสำราญเสเพลเต็มที่ นางร้ายเป็นลูกสาวบ้านคนมีฐานะ แต่งหน้าจัด ด่าเจ็บ และแต่งตัวล่อแหลม ฯลฯ

จากตัวอย่างข้างต้น เด็กที่เติบโตมาในบ้านแบบนี้ก็อาจจะมีความเชื่อว่า เงินนำพาความยุ่งยาก การทะเลาะเบาะแว้ง และการทำงานหนักมาให้ คู่รักจะทะเลาะกันเพราะเงิน เรื่องเงินเป็นเรื่องยาก และคนรวยเป็นคนไม่ดี เป็นต้น

ยกตัวอย่างอีกบ้านหนึ่ง เด็กที่ถูกเลี้ยงดูในบ้านที่พูดคุยเรื่องเงินกันเป็นปกติ พ่อกับแม่ทำอาชีพค้าขาย พ่อกับอาคุยเรื่องซื้อขายหุ้นกันเป็นประจำ แม่ชอบซื้อพันธบัตรรัฐบาลกับทองคำ ป้าลงทุนสวนยาง อาซื้อตึกแถวปล่อยเช่าเพิ่มอีกห้องแล้ว พ่อกับแม่ค้าขายทำยอดถึงเป้า บริษัทเจ้าของสินค้าเลยให้รางวัลเป็นแพ็คเกจทัวร์ไปเที่ยวต่างประเทศ บ้านป้าก็ขายของแบบเดียวกัน ป้าไปบ่อยจนขี้เกียจไปเที่ยวแล้วก็เลยเอาสิทธิ์ให้หลานไปเที่ยวแทน

ลองคิดภาพ บ้านที่มีบทสนทนาบนโต๊ะอาหารเป็นแบบนี้ คิดว่าเด็กคนนี้จะมีทัศนคติเรื่องเงินเป็นไงดีคะ?

ก็น่าจะเป็น มองว่าเงินเป็นเกมชนิดหนึ่งที่ใครๆ ก็เล่นกัน เกมการเงินมีความเสี่ยง ถ้าศึกษาไม่ดีก็อาจพลาดได้ แต่ทุกคนหาเงินได้ ฉันก็จะหาเงินได้เช่นกัน ...น่าจะประมาณนี้

จริงอยู่ว่าฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวมีผล แต่ปัจจัยอื่นๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน เช่น กิจกรรมที่คนในครอบครัวทำร่วมกัน การใช้ภาษา การแสดงออก ความอบอุ่น ความรักความเข้าใจในบ้าน

ครอบครัวที่ฐานะปานกลางหรือฐานะไม่ดีนัก แต่ถ้าพ่อแม่มีทัศนคติเรื่องการเงินที่ดี สภาพแวดล้อมภายในบ้าน รวมถึงชุมชนรอบบ้านส่งเสริมให้เด็กมีมุมมองด้านการเงินที่ดี เด็กจะซึบซับภาพจำเกี่ยวกับเงินเป็นความรู้สึกดีๆ ไว้ในความทรงจำ แต่ถ้าคุ้นชินกับ “จน เครียด กินเหล้า” เด็กก็จะเก็บภาพแบบนั้นไว้เช่นกัน


(2) ประสบการณ์ในชีวิต
นอกจากเราจะซึบซับความเชื่อเรื่องการเงินมาจากสภาพแวดล้อมที่บ้าน เรายังซึมซับผ่านประสบการณ์ของตนเอง เช่น ให้เพื่อนยืมเงินแล้วไม่คืน โดนขโมยกระเป๋าสตางค์ ทำงานแล้วได้เงินเดือนไม่พอกับค่าใช้จ่าย

เมื่อผนวกความเชื่อที่รับผ่านคนในครอบครัว เพื่อน ญาติ คนในที่ทำงาน เข้ากับประสบการณ์ที่ตนเองได้รับมาโดยตรง ก็ยิ่งทำให้เราเชื่อมั่นว่าทัศนคติเรื่องเงินที่เราเคยเชื่อมาตลอดว่า “เงินหายาก เงินไม่ดี” มันต้องเป็นอย่างนั้นแหล่ะ ความเชื่อเรื่องเงินไม่มีทางผิดไปจากนี้

4

มุมมองด้านการเงินที่ได้จากสภาพการเลี้ยงดูและประสบการณ์ส่วนตัว นำมาสู่ความรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับเงิน 3 ลักษณะ คือ Lack, Guilt, Fear ทั้งสามตัวอาการไม่เหมือนกัน แต่เกี่ยวโยงถึงกัน

Lack – ความขาดแคลน

ความขาดแคลนเป็นความรู้สึกว่าเราไม่เคยมีพอ ที่เราครอบครองของสิ่งนั้นไม่ได้ เพราะเราไม่มีเงิน เงินทองมีจำกัด เราซื้อไม่ไหวหรอก เงินทองหายาก ความเชื่อว่าเราขาดแคลน เรามีไม่พอนี้จะผูกติดเรื่องเงินไว้กับ “ความเครียด”

ถ้าทำธุรกิจก็คือเชื่อว่า เมื่อเดินเข้ามาในธุรกิจหนึ่งแล้ว เราจะมาแย่งลูกค้าของคนอื่น หากฉันไม่สู้ บริษัทอื่นก็จะมาแย่งลูกค้าของฉันไป คือมองภาพธุรกิจเป็นวงกลมส่วนแบ่งทางการตลาด มองภาพตลาดเป็นเค้กก้อนหนึ่ง ใครจะได้กินเค้กชิ้นใหญ่ที่สุด ถ้าฉันตัดเค้กชิ้นใหญ่ขึ้นกว่าเก่าก็แปลว่าจะมีคนได้กินเค้กน้อยลง ธุรกิจที่มองแบบนี้จะผูกติดเรื่องเงินไว้กับ “การแข่งขัน”

โอเค. เราไม่เถียง วงกลมส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นสถิติตัวหนึ่งที่คนนิยมใช้

แต่คำถามคือ เราจำเป็นต้องคิดแบบเดียวกับเขารึเปล่า?

ทะเลที่มีปลาดุชุกชุมกัดกันเลือดสาดกระจุยกระจาย ปลาน้อยตัวหนึ่งเห็นท่าจะไปไม่ไหว ไม่อยากเอาตัวเองลงไปตะลุมบอนสู้ศึกโหดร้ายแบบนั้น มันเลยตัดสินใจฉีกตัวเองออกไป ว่ายน้ำไปยังทิศทางอื่น แล้วพบน่านน้ำแห่งใหม่ที่ยังไม่มีปลาตัวไหนเคยเดินทางมาถึง และท้องน้ำแห่งนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ มันคือ blue ocean strategy นั่นล่ะค่ะ

ขออ้างตัวอย่างจากหนังสือ “ริเน็น” ของอ.เกตุวดี marumura ในเล่มอาจารย์เกตุเล่าเรื่องเจ้าของบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่ผลิตเฉพาะสินค้าที่คนอื่นไม่ผลิตเท่านั้น ด้วยเหตุผลว่า “ก็ไม่อยากแข่งกับคนอื่นน่ะ”

ถ้าคุณ “คิด” ว่าคุณต้องแก่งแย่ง ต้องต่อสู้ ต้องชิงส่วนแบ่งของคนอื่นมา มันก็จะพัฒนามาเป็น “ความจริง” ของคุณ

แต่ถ้าคุณไม่คิดแบบนั้น ไม่แข่ง ไม่สู้ แต่ไปแสวงหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ มันก็จะพัฒนามาเป็น “ความจริง” ในแบบของคุณ

วิธีคิดสองแบบนี้แตกต่างกันเรื่อง mindset

วิธีแรกมองว่าเงินทองเป็นของหายาก ขาดแคลน มีไม่พอ ถ้า mindset คุณคิดว่า “แข่ง” คุณก็ต้องแข่งและแย่งจากเขา

อีกวิธีมองว่าความอุดมสมบูรณ์นั้นมีอยู่จริง ลูกค้ามีอยู่มากมาย ลูกค้าแต่ละคนก็ต้องการผลิตภัณฑ์และบริการไม่เหมือนกัน มันไม่มีผลิตภัณฑ์/บริการอะไรที่ทดแทนกันได้ 100% เพราะคุณค่าที่ส่งมอบให้ไม่มีทางเหมือนกัน

เช่น เราจัดพ็อดคาสท์ช่อง sit down and write ซึ่งช่องอื่นๆ ก็จัดพ็อดคาสท์ 
ถามว่าการที่เราจัดรายการเพิ่มมาอีกช่อง เราไปแย่งลูกค้า(ผู้ฟัง) ของใครมารึเปล่า?

ก็ไม่ใช่. มันยิ่งทำให้ผู้ฟังมีตัวเลือกฟังรายการมากขึ้น และการที่เราเริ่มจัดพ็อดคาสท์ คนรอบตัวเราก็สนใจอยากฟังพ็อดคาสท์ตาม เรานำพาคนใหม่ๆ ที่ชีวิตไม่เคยฟังพ็อดคาสท์เลยให้เข้ามาลองฟังพ็อดคาสท์ดู และพวกเขาก็ได้รู้ว่ายังมีช่องอื่นสนุกๆ ดีๆ อีกมากมาย

เราสามารถมองคนร่วมอาชีพเป็นคู่แข่งทางการค้าก็ได้ หรือจะมองเป็นมิตรทางธุรกิจก็ได้เหมือนกันนะคะ

ดูตัวอย่างประเทศผู้ค้าน้ำมันสิ เพราะประเทศที่เขาขายน้ำมันเหมือนกันรวมตัวกัน ผลคือ เขาถึงได้มีอำนาจต่อรองในการกำหนดราคาน้ำมันโลกเลยนะ

อยากมองคนร่วมอาชีพเป็นคู่แข่งก็ตามสบาย หรือจะมองว่าเขาเป็นมิตรร่วมอุดมการณ์... ก็แล้วแต่จะคิดเลยค่ะ


ความเชื่อเรื่องการเงินแบบขาดแคลน “ฉันมีไม่พอ” เกิดจากความทรงจำไม่ชัดเจนในวัยเด็ก ผสมกับประสบการณ์ชีวิตที่เรามองเห็นเฉพาะตอนที่ตัวเองขาดแคลนเท่านั้น ดังนั้น ถ้าเราหาหลักฐานใหม่มาแย้งได้ เราจะสิ้นสุดความรู้สึกขาดแคลน

วิธีการคือ

(1) ความทรงจำในวัยเด็ก >>> ตอบตัวเองให้ได้ว่า มีความทรงจำด้านการเงินอะไรในวัยเด็กเกิดขึ้นกันแน่ ใคร ทำอะไร เกิดอะไรขึ้น ทำไมเราถึงมีภาพจำแบบนั้นได้. ย้อนนึกออกมาให้ได้มากที่สุด. รับรู้. ขอบคุณเหตุการณ์นั้นและบอกว่า “มันจบไปแล้ว มันเป็นอดีตเท่านั้น” ขอบคุณที่ทำให้ฉันเติบโตขึ้นมากลายเป็นฉันที่แข็งแกร่งในวันนี้ แต่มันจบไปแล้ว หมดหน้าที่ของเธอแล้ว พักผ่อนเถอะ เพราะฉันจะรู้สึกดีๆ กับเงินแล้ว.

ถ้าเกรงว่าจิตใจจะไม่เข้มแข็งพอ ตัดฉับให้จบเลยทันทีไม่ได้ ให้หาประวัติคนที่ประสบความสำเร็จโดยชีวิตติดลบหรือเริ่มจาก 0 มาอ่าน ชีวิตของพวกเขาจะให้แรงบันดาลใจและทำให้เราเห็นว่า อดีตไม่ดีไม่ได้มีผลต่ออนาคตที่สวยงาม ชีวิตของพวกเขาเป็นเครื่องพิสูจน์เรื่องนี้ได้ดี

(2) เมื่อรู้สึกขาดแคลน ให้ขอบคุณ

คุณเถียงใช่มั้ย? เสียงสูงด้วย... ขาดแคลนจะแย่ เงินมีไม่พอใช้ จะให้ขอบคุณอะไร

ให้เริ่มขอบคุณจากสิ่งเล็กน้อยที่สุดก่อนค่ะ แรกๆ อาจจะฝืนใจไปสักหน่อย แต่ลองทำดูทุกวัน ทำก่อนนอนก็ได้ ทำบ่อยๆ ทำให้สม่ำเสมอ

ฉันยังมีน้ำสะอาดให้ดื่มกินตลอดเวลา ในขณะที่บางส่วนของโลกเขาไม่มีโอกาสแบบนี้ ขอบคุณนะคะ

ฉันยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีแขนขา มีแรง มีกำลังที่จะลองล้มลุกคลุกคลานอีกมาก ขอบคุณนะคะ

ฉันมีความรู้ มีความสามารถ มีอุปกรณ์ มีเครื่องมือ มีคอมพิวเตอร์ มีโต๊ะทำงาน มีพี่น้อง มีเพื่อน มีคนรัก มีพ่อแม่ที่เข้าใจขอบคุณนะคะ (ถ้าข้อนี้ไม่มี ก็ข้ามค่ะ)

ฉันมีไฟฟ้าใช้ ฉันมีเสื้อผ้าสะอาดใส่ ฉันมีผลงานในอดีตที่ทำให้ฉันเรียนรู้และเติบโตขึ้นมาเป็นฉันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ฉันมีที่พักอยู่ใกล้กับ (เติมชื่อสถานที่) ซึ่งมันดีมากๆ เลย เพราะฉันสามารถ (เติมกริยา) ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ

ฉันที่ทั้งเศร้า ทั้งท้อแท้ ทั้งหมดหวัง แต่บังเอิญมาเจอข้อความดีๆ บทความดีๆ คลิปดีๆ เพลงดีๆ ให้กำลังใจแบบนี้ ขอบคุณนะคะ ขอบคุณทั้งคนทำเนื้อหา ขอบคุณทั้งโปรแกรมเมอร์คนเขียนโค้ด คนทำแพลตฟอร์ม ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้มีโอกาสอ่าน-ดู-ฟังเรื่องราวดีๆ

ฯลฯ

แรกๆ คงยากหน่อย ไม่รู้จะขอบคุณอะไร
แต่พอเริ่มขอบคุณไป ก็จะรู้ว่ามีอะไรให้ขอบคุณอีกมาก มีสิ่งดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ที่เราเผลอมองข้าม ไม่เคยเห็นค่า ไม่เคยใส่ใจ ไม่เคยให้ความสำคัญ แล้วก็เอาตัวเองจมปลักอยู่แต่กับความขาดแคลน

เริ่ม “ขอบคุณ” แล้วจะรู้สึกว่าเรามีอะไรมากกว่าที่คิดค่ะ


5

Guilt - ความรู้สึกผิด

สืบเนื่องจากความคิดว่า “เงินคือสิ่งมีอยู่จำกัด” ฉะนั้น ถ้าเราได้เงิน แปลว่าคนอื่นเสียส่วนนั้นไป เราจึงได้เงินก้อนนี้มา เราจึงรู้สึกผิดที่จะรับเงินก้อนนี้

หรือ เมื่อพอจะมีเงินขึ้นมาบ้างแล้ว ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ สายตาที่เพื่อนมองฉันมันแปลกไปกว่าเดิม พวกเขาไม่นับว่าฉันเป็นเพื่อนพวกเขาอีกแล้วเพราะตอนนี้ฉันมีเงิน

หรือ คนอื่นๆ เก่งกว่าฉันตั้งมากมาย ถึงได้กล้าตั้งราคาสินค้า/บริการสูงแบบนั้น พวกเค้าต้องเก่งกว่า ดีกว่า มีความสามารถมากกว่า ถึงผลิตสินค้า/บริการที่คุณภาพดีกว่าที่ฉันทำอยู่แน่ๆ ไม่กล้าคิดราคามากกว่านี้หรอก เพราะกลัวลูกค้าจะบอกว่าเราหน้าเลือดเกินไป, ไม่ได้เป็นแม่พระ-พ่อพระอย่างที่พูดนี่, ไม่อยากให้คนมองไม่ดี และสุดท้ายตกเดือนก็มานั่งกลุ้ม เพราะไม่มีเงินเหลือพอจ่ายค่าบัตรเครดิต ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ


เคยได้ยินประโยคสาธิตการใช้อุปกรณ์บนเครื่องบินในกรณีฉุกเฉินไหมคะ?

“ในสภาวะฉุกเฉิน หน้ากากออกซิเจนจะตกลงมายังหน้าที่นั่งของท่าน ให้สวมหน้ากากให้ตัวท่านเองก่อน แล้วจึงค่อยสวมหน้ากากให้บุคคลในความดูแลของท่าน”

ให้ตัวเองก่อนนะคะ.

ความรู้สึกผิดแบบนี้คือตัวการสำคัญที่ทำให้เราส่งมอบคุณค่าให้โลกได้ไม่เต็มที่

ที่คุณนำเสนอสินค้า/บริการ ก็เพราะอยากทำให้คุณภาพชีวิตของคนอื่นดีขึ้น สะดวกสบายขึ้นใช่ไหม? การที่คุณมีเงินเพียงพอแก่การดำรงชีพในจำนวนที่คุณต้องการ มันจะทำให้คุณอยู่นำเสนอสินค้า/บริการนี้ให้ผู้คนอีกมากมายได้ยาวนานต่อไป คุณจะช่วยคนได้มากขึ้นมากกว่าจะมัวแต่รู้สึกผิดเพราะไม่กล้าตั้งราคาสินค้า/บริการของตัวเองในอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม แล้วก็เลี้ยงตัวเองไม่ได้ สุดท้ายก็ปิดเกม จบ เลิก ไม่สามารถส่งมอบสินค้า/บริการ ส่งมอบคุณค่านี้ให้ใครได้อีกต่อไป



วิธีเอาชนะความรู้สึกผิดที่จะคิดเงิน ตั้งราคา หรือครอบครองเงินคือ พิจารณา “คุณค่าที่คุณคู่ควร” มี 2 ส่วน

(1) คุณค่าของตัวเราเอง - ทบทวนคุณค่าของตัวเอง เราไม่ดีพอจริงเหรอ? ทำไมถึงคิดแบบนั้น? หรือกรณีว่าเรามีเงินแล้วเพื่อนไม่มี ทำไมถึงคิดว่าเพื่อนจะมองเราเปลี่ยนไป ยอมรับความจริงว่าเป็นคุณเองรึเปล่าที่คิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่าเพื่อนเลยเกิดความคิดแบ่งแยกตัวเองออกจากกลุ่มขึ้นมา และถ้ากลับกันล่ะ เพื่อนเกิดมีเงินขึ้นมา คุณจะยินดีกับเขาไหม? มันไม่ใช่ว่าจริงๆ แล้ว เงินเป็นคุณค่าที่ทุกคนคู่ควรหรอกเหรอ? ทุกคนควรมีชีวิตที่ดีในแบบฉบับที่ตัวเองนิยามเอง ซึ่งคุณก็ดี เพื่อนก็ดี ทุกคนคู่ควรที่จะมีเงินและมีชีวิตในแบบที่ตัวเองกำหนดเอง

(2) คุณค่าที่เรามอบให้ลูกค้า คุณค่าของสินค้า/บริการที่ส่งมอบให้ลูกค้า มันช่วยให้ลูกค้าชีวิตดีขึ้นอย่างไร สะดวกสบายขึ้นแบบไหน ประหยัดเวลาได้มากเท่าไร สุขภาพหรือความสัมพันธ์ดีขึ้นอย่างไร โลกนี้ดีขึ้นอย่างไร ราคาที่เราตั้งไว้เหมาะสมแล้วหรือยังกับสิ่งที่เรานำเสนอ

เงินไม่ได้มาพร้อมกับความรู้สึกผิด เงินคือเงิน แต่ความรู้สึกที่เรามีกับเงินคือสิ่งที่เราฝึกฝนได้ 
ถ้ามองว่าเงินคือหลักฐานของการที่เราได้ส่งมอบคุณค่า (สินค้า/บริการ) ให้คนได้มากขึ้น 
เท่ากับว่า ยิ่งมีเงินมากเท่าไร ก็แปลว่า เรายิ่งช่วยคนได้มากขึ้นเท่านั้นน่ะสิ


6

Fear – ความกลัว

กลัวเงิน... ฟังพิลึกใช่ไหมคะ? คนเราจะกลัวเงินได้ไง แต่นี่เราพูดถึงระดับจิตใต้สำนึกอยู่ค่ะ

ลองนึกภาพคนรวย รวยล้นฟ้ามากๆ ดู มีความรู้สึกเชิงลบอะไรเกิดขึ้นในใจคุณบ้างไหมเวลานึกภาพคนรวยพวกนี้

...มีใช่ไหมคะ?

ที่อยากจะบอกคือ ความรู้สึกทั้งหมดที่คุณมีอยู่ในใจเหล่านั้น ความรู้สึกไม่ดีทั้งหลายเมื่อสักครู่ ความรู้สึกในแง่ลบต่อคนมีเงินมากๆ พวกนั้น คือความรู้สึกแบบเดียวกันกับที่คุณจะรู้สึกกับตนเองเมื่อคุณมีเงินมากๆ ค่ะ

เมื่อกี้เกิดความรู้สึกอะไรในใจบ้างนะคะ?

“ฉันไม่มีทางเป็นคนพวกเดียวกับคนพวกนั้นหรอก เพราะคนพวกนั้นทำเพื่อเงินทั้งนั้น นิสัยไม่ดี เห็นแก่ตัว ไม่เห็นหัวคนอื่น เอะอะก็ใช้เงินแก้ปัญหา ขี้โกง เอาแต่ได้ ฮั้วกับผู้มีอำนาจ มีปัญหาก็ปิดปากชาวบ้านด้วยเงิน กดราคาซัพพลายเออร์ต่ำๆ แล้วตัวเองก็ขายของราคาสูงๆ รังแกคนตัวเล็ก ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ ไร้สาระไปวันๆ ไม่เข้าใจความทุกข์ยากของคนอื่นเค้าหรอก คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า มีเงินแต่ไม่มีมารยาท ...หรือ ตอนแรก เขาก็เป็นคนดีหรอกนะ แต่พอมีเงินเข้าหน่อยก็กลายเป็นคนละคนไปเลย คนดีไม่รวยหรอก เพราะคนรวยไม่ดี ฯลฯ”

ทั้งหมดนี้ คือความคิดที่คุณมีต่อตัวเอง ว่าวันหนึ่งที่คุณมีเงิน คุณจะเปลี่ยนไป ไปเหมือนคนที่คุณว่าเค้ายกใหญ่ร่ายยาวมาเมื่อครู่


เราอาจคุ้นๆ กับประโยคทำนองว่า “พอมีเงิน เค้าก็เปลี่ยนไป”
ความจริงแล้ว เงินไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนไปหรอก แต่เงินเป็นเครื่องขยายตัวตนของเขาให้ใหญ่โตขึ้น ยิ่งมีมากเท่าไร ตัวตนของเขายิ่งขยายให้เห็นชัดมากเท่านั้น

หากเมล็ดพันธุ์ดี เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ย่อมให้ร่มเงาแก่ผู้มาอาศัยหลบร้อน ให้นกกาได้อาศัยทำรัง ให้เด็กๆ ได้มาวิ่งเล่น
หากเมล็ดพันธุ์ต้นไม้มีหนาม เติบโตเต็มที่ หนามก็จะคอยทิ่มแทงผู้คนที่เดินทางสัญจรไปมา คนบาดเจ็บก็จะมากตาม

คนที่เป็นเมล็ดพันธุ์ดี ได้รับเงินสิบล้าน เขาย่อมนำเงินสิบล้านไปสร้างให้เกิดประโยชน์มหาศาลรับใช้ผู้คน
คนที่เป็นเมล็ดพันธุ์ไม้มีหนาม ได้รับเงินสิบล้าน ก็แล้วแต่จินตนาการว่าเขาจะเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง...

ทองแท้ย่อมเป็นทองทั้งด้านนอกและด้านใน 
แต่ทองชุบ ด้านนอกเป็นทอง ส่วนข้างในเป็นอะไรก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก

เงินไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของคุณหรือของใคร 
เงินเพียงทำให้ตัวตนของคุณใหญ่ขึ้นเท่านั้น

วิธีแก้คือ

ให้ยอมรับว่าตัวเองมีความกลัวนี้อยู่และเผชิญหน้ากับมัน เดินเข้าหาความกลัว ขุดลึกลงไปในความกลัวนั้น กลัวอะไร กลัวตรงไหนกันแน่ ขุดหาสาเหตุของความกลัวนั้น

พอเจอสาเหตุนั้นแล้ว ให้เขียนเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอ ตอบตัวเองให้ได้ว่าคุณมีเงินเพื่อทำอะไร เขียนเหตุผลใหม่ที่มีพลังมากกว่าสาเหตุของความกลัวที่ค้นเจอ การที่คุณมีเงินมันจะดีต่อโลกนี้ยังไง คุณสามารถทำอะไรเพื่อโลกได้บ้าง มันทำให้คุณภูมิใจอย่างไร เขียนเสร็จให้อ่านออกเสียงข้อความนั้นและกลับมาอ่านซ้ำบ่อยๆ ตามต้องการ อ่านออกเสียงจะกระตุ้นร่างกายได้ดีกว่า ขณะอ่านให้รู้สึกไปตามคำพูดที่เขียนด้วย


7

ทั้งหมดนี้ คือเหตุผลว่าทำไม “การรู้จักตนเอง” จึงสำคัญ แม้ว่าเราจะพูดเรื่อง “เงิน” ก็ตามที

เพราะการรู้จักตนเองมันช่วยให้เราขุดลึกลงไปในตัวเอง ได้สังเกตและเรียนรู้ว่าเรามีมุมมอง มีความรู้สึกแบบไหนกับ “เงิน” จะLack, Guilt, Fear เราสามารถจัดการมันได้ก็ต่อเมื่อเรายอมรับว่าเรามีความรู้สึกไม่ดีด้านการเงินเหล่านี้อยู่


ข่าวดีคือ เรามีตัวช่วยสำคัญในการทำความเข้าใจตัวเองอยู่ค่ะ ตัวช่วยที่ว่าคือ “สติ” นั่นเอง 
สติช่วยให้เราตามทันความคิดที่วิ่งไวมากได้ทันท่วงที ทำให้เราสังเกตเห็นตัวเองได้มุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เช่น ทันทีที่ (1) คิดว่า “แพง ฟุ่มเฟือย ซื้อไม่ไหวหรอก” แล้ว (2) พูดออกมาว่า “ไร้สาระ แพงไม่มีเหตุผล ใครซื้อก็โง่แล้ว” เอาสติมาจับให้ทัน

ถ้าไม่เคยฝึกสติมาก่อน แรกๆ น่าจะยังจับไม่ทัน แต่อย่างน้อยคราวหน้า หากได้ยินเพื่อนพูดประโยคทำนองนี้ คุณจะรู้สึกตัวว่า “นั่นเขากำลังส่งสัญญาณความรู้สึกไม่ดีด้านการเงินออกไป”,

ถ้าสติไวขึ้นอีกหน่อย คราวหน้าเมื่อเผลอหลุดปากประโยคพวกนี้ออกมา เราจะ “เอ๊ะ!” ทันทีที่พูดจบ,

ถ้าสติไวขึ้นอีกหน่อย เมื่อเกิดความคิดทำนองนี้ขึ้น คุณจะหยุดทันที คุณ “เอ๊ะ!” ได้ทันก่อนที่จะอ้าปากพูดประโยคนี้

แต่ไม่ว่าจะรู้สึกตัวได้ตอนไหน ฝึกๆ ไปเดี๋ยวก็จะทำได้เร็วขึ้นเอง

ข้อสำคัญคือ อย่าตัดสิน ไม่ตัดสินตนเอง ไม่ตัดสินคนอื่น ให้ทำความเข้าใจและยอมรับ รับตัวเองให้ได้ โอบอุ้มตัวเองไว้ให้หมดทั้งด้านดี ด้านไม่ดี และด้านอัปลักษณ์

ที่ว่า “อย่าตัดสิน” ก็เพราะคนเราแตกต่างกัน สิ่งที่เป็นความจำเป็น ความสุข หรือความเพียงพอของคนเราต่างกัน รสนิยมคนเราต่างกัน สิ่งที่ spark joy คนเราไม่เหมือนกัน ไม่ต้องตัดสินตัวเอง แค่ยอมรับตัวเองอย่างที่ตัวเองเป็น


ทัศนคติเรื่องเงินเป็นด้านหนึ่งของชีวิตที่เราต้องพิจารณาและต้องทำความเข้าใจ เป็นการเตรียมดินสำหรับปลูกต้นไม้ หากต้นไม้คืออาชีพ/การงาน/ธุรกิจของเรา เมื่อดินที่เตรียมไว้เป็นพิษมาแต่ต้น ความเป็นไปได้ก็คือ (1) ต้นไม้ไม่โต (2) ต้นไม้โตไม่เต็มที่ (3) ต้นไม้โตและให้ผลไม้พิษ ...จะอย่างไรก็ไม่ดีทั้งนั้น

ดังนั้น ลับสติให้ไวให้คม ไม่ต้องตัดสิน ไม่ต้องว่าตัวเอง แค่รู้ว่าเกิดความคิดในแง่ลบแบบนี้ขึ้นมา ก็โอเค จบไป ทำความเข้าใจตัวเอง และอ่อนโยนกับตัวเองให้มาก ค่อยๆ ฝึกค่ะ

เมื่อทัศนคติดี ก็เดินหน้าศึกษาวิธีปลูกต้นไม้ วิธีบำรุงต้นไม้ เรื่องการเงินยังมีอะไรให้ศึกษาและลงมือทำอีกมาก

ความคิด มีผล คูณ 1 เท่า
พูดออกจากปาก มีผล คูณ 2 เท่า
การกระทำ มีผล คูณ 3 เท่า
เริ่มจาก ไม่ต้องหลุดปากพูดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับเงินออกมา แค่นี้ชีวิตเราก็เปลี่ยนแล้ว

(ถ้าไม่เข้าใจ ให้นึกภาพเหตุการณ์นี้ 
เราคิดว่าคนๆ นี้ เลวจัง, กับ 
เราพูดออกไปต่อหน้าคนๆ นี้เลยว่า คุณเลวมาก, กับ 
เราตบหน้าคนๆ นี้ แล้วบอกเขาว่า คุณเลวที่สุด. 
จะเห็นว่าระดับความรุนแรงของสถานการณ์ไม่เท่ากัน 

ความคิดไม่ดี: อย่างน้อยก็มีแค่เรารู้อยู่คนเดียว, 
คำพูดไม่ดี เมื่อหลุดจากปาก: เราเจ็บ เขาเจ็บ, 
การกระทำไม่ดี เมื่อเผลอทำออกไปแล้ว: เราเจ็บ เขาเจ็บ คนรอบข้างที่มาเห็นเหตุการณ์ก็รู้สึกไม่ดีตามไปด้วย)

เมื่อเราตามความคิดทัน เราจะเริ่มตั้งคำถามในทิศทางใหม่ จะไม่มัวแต่ร้องไห้โยเยในฐานะเหยื่อซึ่งถูกสังคม/นายทุน/รัฐรังแก แต่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามว่า “แล้วเราต้องทำอย่างไร”

รู้จักตัวเอง รู้เท่าทันความคิดของตัวเอง เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการออกเดินทางเส้นทางสายการเงินของตัวเองค่ะ :-)


nananatte
27.03.2019

*****
โพสต์นี้เป็นโพสต์ที่ตั้งใจเขียนขอบคุณที่มียอดผู้ติดตามใน storylog ถึง 1000 คนค่ะ 
Money Mindset เป็นเรื่องสำคัญ ยังไงก็ต้องเขียนล่ะนะ 
ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามนะคะ ดีใจมากเลย 
ขอบคุณทุกคนที่แวะมาอ่าน คอมเมนท์ แชร์ และยังใจดีแวะไปฟังพ็อดคาสท์ของเราด้วย 
ขอบคุณทีมงาน storylog ด้วยค่ะ คุณใจดีกับเรามากเลย 
เราชอบ storylog มาก และ community ที่นี่มันดีจริงๆ นะ 
ขอบคุณมากค่ะ (^____^)v

ป.ล. โพสต์ตอนนี้ทำเป็นพ็อดคาสท์แล้ว สามารถติดตามรับฟัง sit down and write podcast ได้ทาง spotify, itunes, apple podcast และ podbean ค่ะ  
SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

yangmal2533
7 months ago
เอ่อ ความคิดคุณแปลกดีนะคะ แต่ก็ขอบคุณค่ะที่แบ่งปัน เงินจำเป็นมากๆนะคะและเงินสำคัญมากๆเงินทำอะไรได้หลายอย่างและไม่มีเงิน=ตายนะคะ เงินซื้ออะไรได้หลายอย่างทั้งความสะดวกสบายความสุข จะเอาเงินไปบริจาคทุนการศึกษาก็ได้ โรงพยาบาลก็ได้ ช่วยเหลือคนจนก็ได้ เป็นคนรวยก็ดีนะคะไม่ได้แย่หรอก ใครๆก็ชอบคนรวยและอยากเป็นคนรวยเรายังชอบเลย ใครกันบ้างล่ะที่อยากมีชีวิตที่ลำบาก แต่ก็ต้องมีศีลธรรม ไม่กดหัวหรือดูถูกคนอื่นในฐานะความเป็นคนไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย ที่คุณบอกว่าเงินมีจำกัดเมื่อมีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย แต่โลกนี้คือการ give & take นะคะ เราทำงานสุจริตไม่ได้คดโกงหรือปล้นใครมา ทำไมเราต้องมีความรู้สึกผิดในการได้รับเงิน เราไม่แม้แต่เล่นพนันหรือทำสิ่งผิดกฏหมายด้วยซ้ำ สุดท้ายก็อยากให้คุณมองว่าการมีเงินเป็นเรื่องที่ดีนะคะ ดีกว่าหลายคนที่ไม่มี แต่มีก็อย่าลืมแบ่งปันด้วยนะคะ 😉 เพราะผู้ให้ย่อมเป็นที่รักค่ะ
Reply
nananatte
7 months ago
ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ จริงค่ะ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักค่ะ :-)
DoNotJudge
7 months ago
เราเชื่อคำที่ว่า คำมีพลัง ค่ะ คำเหล่านั้นที่คุณไม่สบายใจที่พบบ่อยๆ ในข่าวก็มีพลังอันสำคัญของมัน และนั่นมีประโยชน์กับคนกลุ่มนั้นจริงๆ แต่มันจะเป็นโทษกับคุณ เมื่อคุณจัดตัวเองเข้าไปในกลุ่มนั้นด้วย

มีคนอีกมากมายที่ไม่ได้มองว่า เงิน เป็นความรู้สึก หรือเป็นอะไรที่นามธรรมไปกว่านั้นหรอกนะคะ

สำหรับคนชนชั้นกลาง คนค้าคนขาย มนุษย์เงินเดือน ที่คิดว่าตัวเองต้องกระเสือกกระสนหาเงิน ถ้าไม่ได้แร้นแค้นมากนักคงอาจจะพอมีเวลามานั่งคำนึงถึงความรู้สึกที่มีต่อเงินได้อยู่หรอก แต่สำหรับคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นจำนวนมาก คนที่ถูกเรียกว่า “คนจน, รากหญ้า, ผู้มีรายได้น้อย, ผู้ด้อยโอกาส” ใดใดที่ข่าวเสนอ นั่นคือคนที่รับรู้เกี่ยวกับเงินเพียงแค่ว่า "เป็นสิ่งจำเป็น" เท่านั้นเอง

สิ่งที่คนจนจริงๆ ต้องการ ไม่ใช่เงินที่ให้มาเปล่าๆ แต่เป็นความหวังที่ว่า เขาจะสามารถเริ่มหาเงินได้จากสองมือเปล่า อาจจะพร้อมกับหลังที่แบกอะไรไว้มากจนแทบหัก อาจด้วยขาแขนที่ถูกตัดไปข้าง และการใช้คำเหล่านั้นในข่าวก็มีพลังที่จะทำให้ผู้คนยังไม่ลืมพวกเขาไป แม้ว่าเขาจะไม่มีปากเสียงใดใดเลยก็ตาม

ความจน ไม่ใช่ปัญหาของคนจนเท่านั้น และมันไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ด้วยวิธีคิด คิดดีให้ตายยังไง ถ้าหาข้าวใส่ท้องให้อิ่มไม่ได้ คนจน ก็จะยังคงจนต่อไปค่ะ
Reply
nananatte
7 months ago
ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ :-)
iMeowHeng
7 months ago
ขอบคุณที่นำมาแบ่งปัน แถมทำเป็นpodcastค่ะ ตามหามานานเลยทัศนะคติแบบนี้
Reply
Deppeppfan
7 months ago
รู้สึกดีกับเงินนี่ต้องตอบแบบไหน
-- ถ้ามีเงิน เพื่อนจะมองว่าเราน่าคบหา
--พ่อแม่ให้ความสำคัญกับเงินมาก
--คนมีเงินคือคนดี
--เงินคือพระเจ้า
--รู้สึกชอบเพื่อนที่มีเงิน
แบบนี้เรียกว่ามีมุมมองที่ดีต่อเงินรึเปล่า แล้วการมองแบบนี้จะทำให้เรามีเงินเก็บเหลือเฟือ?


Reply
SBPA
7 months ago
เรามองว่า ตอนนี้การแก้ไขปัญหา มักจะแก้ปัญหาไม่ถูกจุด แล้วยังมีนิสัยและวินัยการใช้เงินของคนมาเกี่ยวข้องด้วย
บางคนอยากได้เงิน แต่ไม่ยอมทำงาน
บางคนได้เงินมา 1 ล้าน จากการเกษียณ แล้วบอกว่าฉันรวยแล้ว เเล้วเอาเงินไปซื้อรถ ราคา 7 แสน

ใช้เงินเดือนชนเดือน
บางคนเที่ยวยืมเงิน แต่ไม่จ่าย เอาเงินไปใช้สุรุ่นสุร่าย

ค่านิยมแบบผิด ๆ
พ่อเราบอกเสมอว่า
แม้เราจะเงินน้อย แต่ถ้ารู้จักเก็บเงิน แม้เก็บเงินไม่มากเท่าคนรวย แต่อย่างน้อย เราก็ไม่ลำบากทำให้คนอื่นเดือดร้อน

Reply
nananatte
7 months ago
เรื่องนิสัยกับวินัยทางการเงินเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและฝึกฝนจริงๆ ค่ะ เพราะเราไม่ได้ถูกปลูกฝังเรื่องนี้มาแต่เด็ก คุณพ่อคุณ SBPA สอนดีจัง :-)
SBPA
7 months ago
ขอบคุณค่ะ

บางอาจจะบอกว่า หาเงินแล้วไม่ใช้ ถ้าเกิดตายก่อนได้ใช้ มันก็ไม่มีประโยชน์ สู้ได้เงินแล้วใช้ดีกว่า แต่ในขนาดเดียวกัน ถ้าอายุยืนแล้วเงินไม่พอใช้ มันจะลำบากกว่าเยอะนะ เพราะว่าลูกเดี๋ยวนี้ก็หาเงินไม่ทัน ถ้ายังใช้ตามใจฉัน