Street Food วันนี้กับชีวิตที่ต้องดิ้นรนแบบสุดๆ
       ในฐานะที่เป็นแม่ค้าขายอาหารข้างทางคนนึง วันนี้ขอระบายความอึดอัดคับข้องใจของความยากลำบากในการหาเงินชนิดเลือดตาแทบกระเด็นทั้งของตัวเองและผองเพื่อน สะท้อนให้สังคมได้เห็น รวมทั้งขอเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา(ไม่รู้มันแก้ได้รึเปล่านะ แต่ขอเสนอก็แล้วกัน)ให้รับฟังกันนะจ้ะ


       ทุกวันนี้ถ้าใครทำอาชีพค้าขายโดยเฉพาะขายอาหารข้างทางต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ขายของยากสุดๆ ราคาต้นทุนของซื้อมาก็แพง รวมทั้งค่าน้ำค่าไฟ ค่าแก๊สที่ขยันขึ้นกันโครมๆ แต่เวลาขายทำราคาไม่ได้ยังคงขายได้แค่ จานล่ะ 40 บาท พิเศษ 50 บาท บางที่หนักขึ้นไปกว่านั้นอีกต้องขายเริ่มต้นที่ราคา 35 บาท แม่เจ้า!แล้วเอากำไรที่ไหนกินกันล่ะค่ะคนขาย...
ถ้าจะให้สรุปต้นทุนของร้านอาหารข้างทาง ขอสรุปดังต่อไปนี้

ค่าวัตถุดิบ 
 
สิ่งที่ต้องใช้มาประกอบอาหาร เช่น ข้าวสาร หมู เห็ด เป็ดไก่ ผักต่างๆ ของพวกนี้ราคาขึ้นๆลงๆตามเทศกาลและฤดูกาล ยกตัวอย่างง่ายๆ ช่วงนี้ใกล้ตรุษจีน ใครไปซื้อของที่ตลาดตอนนี้จะเห็นว่าราคาไก่สดและเนื้อหมูราคาจะขึ้นมาประมาณ 25-30% ต้องเลยตรุษจีนไปนั้นแหละราคาถึงจะลง หรือช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาราคาผักชีพุ้งสุงมากเกิน 100 % จากที่ราคาปกติจะอยู่ที่กิโลกรัมล่ะ 70-80 บาท ราคาพุ่งสูงถึง 200 กว่าบาทต่อกิโลกรัมขอถามว่าราคาวัตถุดิบแพงแบบนี้ พ่อค้าแม่ค้าขึ้นราคาของได้ไหม คำตอบคือขึ้นได้จ้าแต่ไม่มีคนซื้อ...จะให้เค้าลองเปลี่ยนเมนู ถ้าเป็นพวกที่ขายอาหารตามสั่งหรือข้าวแกงยังดีหน่อย แต่ถ้าเป็นพวกขายอาหารประจำเช่นอย่างผู้เขียนนี่น่ะขายข้าวขาหมูกะก๋วยจั๊บ จะให้เปลี่ยนไปขายอะไรล่ะ เปลี่ยนไปลูกค้าประจำก็หายหมดแน่ๆ แต่เรื่องนี้มันยังพอมีทางแก้ เพราะเมื่อราคามันขึ้นตามเทศกาลหรือฤดูกาล พอหมดหน้าเทศกาลราคามันก็ปรับลงไปตามปกติ อันนี้พ่อค้าแม่ค้ายังพอจะรับกันได้

         นอกจากวัตถุดิบพวกของสดแล้ว ยังจะมีของแห้งพวกซอสและเครื่องปรุงรสต่างๆ ของพวกนี้ราคาค่อนข้างจะคงที่ จะมีบ้างถ้าบางห้างร้านมีโปรโมชั่นมาที ราคาถูกลงบ้างพวกแม่ค้าก็จะรีบซื้อตุนไว้ถือว่าพอจะช่วยประหยัดต้นทุนไปได้ทางนึง

        ตามทฤษฎีแล้วต้นทุนวัตถุดิบควรจะอยู่ไม่เกิน 30% ของราคาขาย แต่เอาเข้าจริงๆมันทำไม่ได้หรอก อย่างที่บอกว่าของมันแพง ถ้าข้าวจานนึงราคา 40 บาท ต้นทุนของเค้าควรจะไม่เกิน 12 บาท
  
        40 x 30% = 12 บาท

        แต่ในความเป็นจริงต้นทุนวัตถุดิบ คือ ประมาณ 35-40% เข้าไปแล้วเพราะฉะนั้น ต้นทุนวัตถุดิบที่แท้จริงคือประมาณ 14-16 บาท เข้าไปแล้ว

        40 x 40% = 16 บาท

ที่เหลืออีก 34 บาทยังไม่ใช่กำไรใส่กระเป๋านะจ้ะ ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก ขอเล่าต่อเลยแล้วกัน

ค่าเช่า
 
        ตามทฤษฎีค่าเช่าควรจะคิดเป็น 15-18% ของยอดขาย แต่ในความเป็นจริงค่าเช่านี่แตกต่างกันไปขึ้นกับที่ตั้งของร้านค้านั้นๆ เลยค่ะ ถ้าโซนในเมืองราคาก็จะยิ่งแพง เพราะถือว่าอยู่ในย่านชุมชนคนผ่านไปมาเยอะมีโอกาสขายได้สูง ราคาค่าเช่าอาจจะขึ้นเป็น 20-30% ของยอดขายเลยทีเดียว แต่มันไม่มีอะไรรับประกันนะว่าจะขายดี เพราะที่ๆมีลูกค้าเยอะก็หมายถึงมีคู่แข่งเยอะขึ้นตามไปด้วย ไหนผู้ค้ายังต้องมีค่าเดินทาง ฝ่ารถติดเพื่อไปขายของ และฝ่ารถติดกลับบ้าน น้ำมันลิตรล่ะเท่าไหร่ ถ้ารถติดๆเต็มถังวิ่ง 3-4 วันก็หมดแล้ว....

       ครั้นจะไปเอาที่นอกเมืองหน่อยราคาสบายกระเป๋า แล้วเราจะไปขายใคร ชีวิตคนกรุงส่วนใหญ่คือขับรถเข้าเมืองไปทำงาน ไปเรียน ฯลฯ คนที่อยู่บ้านคือเด็กและคนแก่ ซึ่งกินน้อยกินกับข้าวบ้านเป็นส่วนใหญ่ ใครขายของช่วงกลาางวันตามแถบหมู่บ้านชานเมืองน่าจะรู้ดีว่ามันเหงาแค่ไหน พ่อค้าแม่ค้าบางคนหลับคาแผงไปเลยก็มี

       หลายคนเคยแนะนำว่าเดี๋ยวนี้ขายของไม่ต้องมีหน้าร้าน ใช้สั่งออนไลน์เอาก็ได้ เปิดร้านออนไลน์มันเลย อยากถามว่าเวลาคุณอยากกินก๋วยเตี๋ยวเรือ คุณสั่งออนไลน์กันไหม? มีซักกี่คนที่เวลาเที่ยงจะกินข้าวผัดสั่งจากร้านออนไลน์แล้วรอออเดอร์ประมาณชั่วโมงเพื่อกินข้าวเที่ยง? ร้านค้าออนไลน์มันใช้ได้กับสินค้าบางประเภท ร้านอาหารประเภทริมทางเนี่ยมันยากค่ะที่จะให้เป็นร้านค้าแบบออนไลน์ไม่มีหน้าร้าน

       สมมติว่าคุณเจ๋งจริงๆขายออนไลน์แบบไม่มีหน้าร้านได้ คุณทราบไหมว่าทุกวันนี้การโฆษณาออนไลน์เพื่อให้คนหาร้านคุณเจอมีต้นทุนที่สูงมาก โดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหาร เผลอๆจะสูงกว่าคุณไปจ่ายค่าเช่าที่ซะอีก คนหาเช้ากินค่ำอย่างร้านข้างถนนใครจะมีปัญญาไปจ่าย

       สิ่งที่ออนไลน์เข้ามาช่วยได้สำหรับตรงนี้ไม่ใช่การมาแทนที่หน้าร้าน แต่ออนไลน์สามารถที่จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการเพื่มยอดขาย ยกตัวอย่างเช่น

การปักหมุดร้านบน Google Map  

        อันนี้ที่อยากแนะนำเพราะว่ามันได้ผลจริงๆที่สำคัญนะคือมัน"ฟรี"ค่ะ วิธีนี้คือการเอาที่ตั้งของร้านไปอยู่ในการค้นหาของ Google Map ลูกค้าก็จะสามารถไปร้านเราได้ถูก นอกจากนี้เรายังลงข้้อมูลที่สำคัญเช่นเมนู เบอร์ติดต่อ วันเวลาทำการของร้าน ที่สำคัญเวลาที่ร้านเราอยู่บนเครื่องมือของ Google มันจะทำให้ลูกค้าที่ค้นหาร้านจาก Google Search หาเราเจอได้ง่ายกว่าการที่เรานำร้านไปอยู่ในเครื่องมืออื่น เช่น Facebook เป็นต้น

        วิธีทำก็ไม่ยากคุณเข้าไปในเวป Google My Business แล้วก็ทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆหรือคุณอาจจะไปติดต่อที่ธนาคารไทยพาณิชย์เค้าก็สามารถปักหมุดร้านใน Google ให้คุณได้ แต่อาจะต้องมีการเปิดบัญชีกับธนาคารอันนี้ไม่แน่ใจ (ไม่ได้ค่าโฆษณานะ แต่เห็นมันน่าสนใจเลยแนะนำ)การทำสื่อโฆษณาร้านในออนไลน์อย่าทำสื่อเดียวทำมันไปหลายๆสื่อ เพราะลูกค้ามีหลายกลุ่ม คุณอาจจะสร้างเพจร้านใน Facebook ปักหมุดร้านใน Google Map แจกเมนูลูกค้าใน Line เรียกว่าทำทุกอย่างที่มันฟรีน่ะแหละ

        นอกเรื่องไปซะไกลขอต่อไปข้าใช้จ่ายลำดับที่ 3 นั่นก็คือ ค่าแรง

ค่าแรง
 
        ค่าแรงในที่นี้ไม่ได้หมายถึงค่าแรงจากการจ้างลูกจ้างเท่านั้นนะจ้ะ ใครที่ไม่ได้จ้างลูกจ้างแต่ทำเองตั้งแต่จ่ายกับข้าว เป็นแม่ครัว แคชเชียร์ ยันคนล้างจาน ก็ต้องคิดเงินเดือนให้ตัวเองด้วย เพราะให้ถือว่าถ้าเราไม่เอาต้วเองมาขายของเราไปทำอาชีพอื่นเช่นรับจ้าง ทำงานโรงงานเราก็ได้เงินเดือน ค่าแรงควรไม่เกิน 25 % ของยอดขาย ทุกวันนี้ร้านขายอาหารข้างทางไม่นิยมจ้างลูกจ้างหรอกจ้ะ เพราะค่าแรงมันแพงตามราคาค่าครองชีพที่สูงขี้น ยกเว้นร้านที่ขายดีมากจริงๆ เพราะถ้าจ้างด้วยอัตราค่าแรงขั้นต่ำน่ะ ไม่มีใครทำงานให้คุณหรอก อย่างน้อยก็ต้องมี 400 กว่าบาทต่อวัน แล้วถ้าจ้างแพงขนาดนั้น กำไรที่จะได้ก็คงหมดน่ะแหละ ดังนั้นส่วนใหญ่เจ้าของกิจการจะเป็นลูกจ้างซะเอง อาศัยคนในครอบครัว ทำไปได้ค่าแรงบวกกำไรมาเท่าไหร่ก็เอามาหมุนใช้ในครอบครัว

ค่าใช้จ่ายจิปาถะ
 
        พวกค่าแก๊สหุงต้ม ค่าน้ำมันขับรถไปจ่ายตลาด ค่าถุงพลาสติกหนังสติ๊ก ค่าน้ำ ค่าไฟ คิดให้เหมารวมเป็น 10% ของยอดขาย แต่ค่าใช้จ่ายพวกนี้ถ้าไปเจอเจ้าของที่โหดๆ คิดค่าน้ำค่าไฟแพงๆ เปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

        ดังนั้นกล่าวโดยสรุปแล้วกำไรสุทธิที่พ่อค้าแม่ค้าจะได้หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว คือ

ค่าวัตถุดิบ 35%

ค่าเช่า 20%

ค่าแรง 25%

ค่าใช้จ่ายจิปาถะ 10%

รวมค่าใช้จ่าย 90%

กำไรสุทธิที่ได้ 10%
 
        ใครที่ไม่มีลูกจ้างทำเองทั้งหมด ก็จะมีกำไรอยู่ที่ประมาณ 30-35% อันนี้ขอบอกว่าคือตัวเลขในสถานะการณ์ปกตินะจ้ะ คือ ค่าเช่าสมเหตุสมผล ขายของหมดทุกวัน ราคาวัตถุดิบไม่ขึ้นสูงจนเกินไป

        แล้วทุกวันนี้สถานะการณ์มันปกติมั๊ยเอ่ย? ใครที่ขายของทุกวันนี้ไม่ว่าจะของกินหรือของใช้ จะทราบดีว่าเค้าจะขายของได้ดีในช่วงอาทิตย์แรกของเดือน ช่วงกลางเดือนและช่วงปลายเดือนจะเป็นช่วงที่ยอดขายจะตกลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งถ้ามีเทศกาลเช่นวันเด็ก วันสงกรานต์ วันปีใหม่ ที่คน
แพลนจะไปเที่ยวไปใช้เงินต่างจังหวัด ยอดขายจะตกลงจนน่าใจหายกันเลย ไม่ได้ตกวันเดียวนะจ้ะ ตกเป็นอาทิตย์ต่อกันเลยจ้า เพราะคนจะระมัดระวังการใช้จ่ายเก็บเงินไว้ใช้ในเทศกาลต่างๆนั้น พ่อค้าแม่ค้าในช่วงนี้ก็นั่งตบยุงรอลูกค้ากันไป

       นอกจากเทศกาลที่มีผลกระทบต่อยอดขายแล้ว วันหวยออกยังมีผลอย่างยิ่งต่อยอดขายของแทบจะทุกร้านค้า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ ขายของมา 3 ปี วันก่อนหวยออกและวันหวยออก ลูกค้าจะหายไปเกินครึ่ง เป็นแบบนี้ทุกงวด ยิ่งวันที่หวยออก พอหลังเวลาหวยออกไปแล้วยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่ ภาษาคนค้าขายเรียกว่าเป็น"วันหวยแดก" แดกตั้งแต่ลูกค้ายันพ่อค้าแม่ค้า หมดตูดไปตามๆกัน ไม่มีใครมีอารมณ์จะทำอะไร เปิดร้านขา่ยของไว้แก้เซ็งอย่างงั้นเอง

        เมื่อยอดขายมันไม่คงที่มีแต่จะหดไม่มีเพิ่ม แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆเรายังคงต้องจ่ายอยู่ อาหารเราซื้อมาทำแล้วขายไม่หมดเก็บไว้ขายได้อีกมื้อสองมื้อไม่หมดก็ต้องทิ้งแล้ว ใครจะกล้าเอาของไม่ดีไปขายลูกค้า เค้ากินแล้วไมดีเค้าด่า ไม่กลับมาเราก็เสียลูกค้า ค่าเช่าขายดีไม่ดีค่าเช่าก็ไม่ลด

        ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก เวลาขายไม่ดีมากๆหมดทุนไม่รู้จะไปเอาเงินทุนทีไหนมาซื้อของ ก็ต้องไปขอกู้นอกระบบ รู้ก็รู้ว่าดอกแพงแถมยังเสี่ยงอันตรายถ้าไม่มีปัญญาผ่อน แต่ก็ต้องกู้ พอขายได้กำไรมานิดๆหน่อยๆหวังรวยทางลัดก็เสี่ยงโชคกับหวยทั้งบนดินใต้ดิน อันนี้เชยไปแล้วตอนนี้พี่ไทยที่รักของเราเค้าไม่ได้เล่นแค่หวยในประเทศนะจ้ะ ข้ามไปเล่นหวยลาว หวยเวียดนามกันแล้วจ้ะ เค้าว่ามันออกบ่อยกว่าหวยไทย ส่วนจะเล่นยังไง...ไม่รู้จ้ะยังไม่เคยเล่น จะไปว่าเค้าได้ยังไงก็เงินมันหายาก อะไรที่เป็นความหวังเล็กๆน้อยๆเค้าก็อยากลองอยากทำกันทั้งนั้น...

        ถ้าสถานะการณ์ยังคงเป็นไปแบบนี้เรื่อยๆ อาชีพขายอาหารริมทางคงตายแน่ๆ แล้วถ้าพวกเค้าอยู่ไม่ได้ แหล่งอาหารราคาถูก สะดวกซื้อสำหรับคนเมืองจะอยู่ที่ไหน? คุณจะให้ทุกคนเข้าร้านสะดวกซื้อเหรอ? ราคาอาหารในร้านสะดวกซื้อไม่ได้ถูกนะจ้ะ

        คนที่ขายอาหารริมทางหลายคนเป็นคนต่างจังหวัด ทำงานเก็บเงินตรงนี้ส่งไปที่บ้านเป็นค่าใช้จ่าย ไปปลูกบ้าน ให้ครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัด นอกจากนี้ก็มีอดีตพนักงานเงินเดือนที่ได้เงินไม่พอใช้ คนตกงาน คนเกษียณอายุ ฯลฯ ถ้าคนกลุ่มนี้ต้องตกงานเพราะรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย สภาพเศรษฐกิจของประเทศเราจะเป็นยังไง?

        คุณอาจจะมองว่าเว่อร์ แต่คุณลองคิดดูแล้วกัน SME ที่ใช้เงินทุนต่ำ เริ่มต้นได้ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน มีฐานลูกค้าแน่นอน จะมีธุระกิจอะไรถ้าไม่ใช้ร้านอาหาร

ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงค์โปร์ รัฐบาลจัดสรรค์ที่ให้กับร้านขายอาหารริมทางเหล่านี้ได้มาอยู่รวมกัน เรียกว่า Hawker Center (ฮอว์เกอร์ เซ็นเตอร์) อารมณ์เหมือนศูนย์อาหารบ้านเราแหละ โดยจะกระจายศูนย์เหล่านี้ไปตามหมู่บ้าน ย่านชุมชนต่างๆ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยว โดยที่ฮอเกอร์เหล่านี้รํฐบาลเค้าให้การสนับสนุน... 
        ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงค์โปร์ รัฐบาลจัดสรรค์ที่ให้กับร้านขายอาหารริมทางเหล่านี้ได้มาอยู่รวมกัน เรียกว่า Hawker Center (ฮอว์เกอร์ เซ็นเตอร์) อารมณ์เหมือนศูนย์อาหารบ้านเราแหละ โดยจะกระจายศูนย์เหล่านี้ไปตามหมู่บ้าน ย่านชุมชนต่างๆ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยว โดยที่ฮอเกอร์เหล่านี้รํฐบาลเค้าให้การสนับสนุน ค่าเช่าจึงถูกกว่าไปเช่ากับเอกชน รัฐจัดระบบสาธารณูปโภคให้รวมทั้งควบคุมดูแล ศูนย์อาหารเหล่านี้ก็ดูสะอาดเป็นระเบียบ ผลตอบแทนที่ได้รัฐสร้างงานให้คนรากหญ้ามีงานทำ ได้เก็บภาษีจากร้านค้าเหล่านี้ คนเมืองรวมทั้งนักท่องเทียวมีแหล่งของกินราคาถูกที่สะอาดและปลอดภัย และยังสร้างแหล่งท่องเที่ยวเผยแพร่วัฒณธรรมทางด้านอาหารของ
สิงค์โปร์ให้คนต่างชาติได้รู้จัก เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกมาหลายตัว

        กลับมาดูพี่ไทยของเราบ้าง เราแก้ปํญหานี้กันยังไง หาบเร่ย์แผงลอยกับเทศกิจทุกวันนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันตลอด ก็ไม่ขอว่าใครนะ ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง แม่ค้าพ่อค้าก็ขายของเพราะต้องเอาเงินไปต่อชีวิต เทศกิจเค้าก็ต้องจับเพราะเค้ามีหน้าที่ต้องจับ เพราะต้องการจัดระเบียบสังคม แต่จับมาแล้วปล่อยมาเค้าก็ต้องมาขายของแบบเดิม ไม่ขายแล้วจะทำอะไรกิน? พวกที่เบื่อปัญหาเทศกิจยอมจ่ายค่าเช่าที่จากเอกชนก็ต้องคอยลุ้นยอดขายกันทุกเดือนว่าจะพอจ่ายค่าเช่ามั๊ย? ไม่พอกูจะกู้ใคร? กูจะหลบเจ้าหนี้ยังไง? วนเป็นปัญหางูกินหางแบบนี้แหละ

       การแก้ปัญหาอันนี้มันไม่ใช่แค่การจัดระเบียบสังคมที่หน่วยงานเดียวอย่างกทม.จะมาแก้ไขได้แต่มันเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน ที่หลายหน่วยงานควรจะร่วมกันคิดแก้ไข ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่ที่กรุงเทพฯตามเมืองใหญ่ๆทั่วประเทศก็มีปัญหานี้ เราอยากสร้างงานให้คน อยากให้คนของเรามีอนาคต อยากมีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่ม อยากให้บ้านเราสะอาดมีระเบียบ ให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เราก็ควรจะแก้ปํญหาให้ตรงจุดและมีระบบ แก้ปํญหาแบบภาพรวมไม่ใช่ทำคนละทีสองที และก็ควรจะเริ่มแก้ซะทีอย่าหมักดองจนเป็นปัญหาใหญ่แก้ไม่ไหว อีกไม่ถึงสองเดือนเราจะเลือกตั้งกันแล้วอยากให้คนที่จะมาเป็นรํฐบาลต่อไปหันมามองปัญหานี้กันบ้าง ถ้าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหันมาแก้ไขปัญหานี้กันอย่างจริงจัง คงช่วยปลดทุกข์ไปให้หลายครอบครัวเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ข้อความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน แล้วคุณล่ะมีความคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้...


***หมายเหตุ บทความนี้เคยโพสไว้ใน blogger.com ผู้เขียนอยากสะท้อนปัญหานี้เลยนำมาลงในนี้อีกครั้งนึง
 















SHARE
Writer
Giant_kook
Writer
ชอบอ่าน แต่เพิ่งจะเริ่มต้นเขียนและพบว่าชอบเขียนเหมือนกัน เขียนทุกอย่างที่อยากเขียน ช่วย comment ด้วยนะคะ จะเอาไว้ปรับปรุง

Comments

Papilion
7 months ago
...ก็มีทั้งสินค้าที่ขายดี สินค้าที่ขายไม่ดี ทำเลที่ขายดี ทำเลที่ขายไม่ดี ฯลฯ รสชาติ? ราคา ฯลฯ แต่ว่าปัญหา คล้ายๆ แบบนี้ก็อยู่กับพ่อค้าแม่ค้าทุกๆ ที่ รายจ่ายต้นทุนสินค้า รายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น อินเตอร์เน็ต ลูกหลาน งานเลี้ยง ฯลฯ 

แต่ละคนก็ต้องทำการบ้าน ปัจจัยเอื้อก็ไปได้ ปัจจัยไม่เอื้อก็อาจวัวพันหลัก กู้ตรงนั้น จ่ายตรงนี้ กู้ร้อย3 ปิดร้อยยี่ กู้ร้อยละ4 ปิดร้อยละ5 ฯลฯ ;- ) 

ชีวิตพ่อค้าแม่ค้าหลากหลาย ก็ดูเหมือนจะเป็นชีวิตที่ต้องดิ้นรน โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ขายของตามตลาดนัดแถวบ้านนอก เมื่อก่อนเก็บรายวัน เดี๋ยวนี้ยังเก็บค่าที่รายเดือน รายปี เวลาถามพ่อค้าแม่ค้าด้วยกันว่าเป็นไง ก็ได้คำตอบว่า ขายจนมือไม่ว่างเลย ขายดี?  เปล่า...ปัดแมลงวัน!!! อันนี้มุขหากินของแม่ค้าเขา! ;-D
Reply
Giant_kook
7 months ago
ใช่ค่ะเห็นด้วยว่าการขายของมีหลายปัจจัยที่จะทำให้รุ่งหรือร่อแร่ ผู้เขียนอยากเสนอแนะปัญหาของอาชีพขายอาหารข้างทางแก่สังคม เพราะบอกตามตรงว่าโดยส่วนตัวไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่เทศกิจไล่จับพ่อค้าแม่ค้าเพื่อจัดระเบียบสังคม เพราะจับไปเสียค่าปรับแล้วเค้าก็กลับมาขายอย่างเดิม เราเห็นด้วยนะกับความคิดเรื่องทำให้บ้านเมืองสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่มองว่าการวิ่งไล่จับมันไม่ใช่การแก้ปัญหา เลยลองนำเสนอวิธีแก้ปัญหานี้ที่ประเทศเพื่อนบ้านเรา (สิงค์โปร์)เค้าทำแล้วได้ผลมาลองให้พิจารณากันดู
Reply