เราไม่รู้จักกันแต่ฉันจะให้เธอ
ชื่อตอนอาจจะลิเกฟังดูแปลก ๆ เพราะคนเล่าก็งงๆ แต่เราเชื่อว่าถ้าใครได้อ่านเรื่องนี้ คุณจะได้อะไรกลับไปคิดแน่นอน

~▪️~
ดูเหมือนการนั่งรถไฟฟ้าเอ้ยยืนโหนรถไฟฟ้ามาทำงานจะกลายเป็นกิจวัตรเกือบประจำวันไปแล้ว ในวันที่สามีต้องเข้าประชุมเช้า ไปต่างจังหวัดหรือไปต่างประเทศ ไม่สามารถไปรับส่งที่ทำงานได้
การแบกกระเป๋าปั๊มนมน้ำหนักประมาณ 3 กิโล (รวมน้ำนมน้ำแข็ง) เป้สำหรับใส่ของกระจุกกระจิกประจำวัน เช่น หน้ากากอนามัย หน้ากากกันฝุ่น PM2.5 (ไม่หนักหรอก เขียนเพื่อ!? 55)
ที่ประคบนมเอาไว้ใช้เวลาปั๊มนมไม่ออกนมแข็งเป็นใต เคยเป็นมาแล้วปวดจนต้องลางานไปให้ลูกช่วยระบายนมออก เลยต้องพกเจ้านี่ติดกระเป๋าไว้เผื่อฉุกเฉิน สมุดโน๊ตเอาไว้จดบันทึกอะไรดี ๆ ระหว่างวัน (ดูว่างเนอะ 55) ปลั๊กไฟปั๊มนมสำรอง ปกติใช้ถ่านชาร์ตต้องพกปลั๊กไว้ด้วยเผื่อฉุกเฉิน (เรื่องนมสำคัญ 55) หนังสือไว้อ่านสร้างแรงบันดาลใจเวลาว่าง ซึ่งเอาเข้าจริงไม่เคยว่างได้เปิดอ่านเลย (พกเพื่อ? 55)

รวม ๆ แล้วน้ำหนักเป้ประมาณ 4-5 กิโล ถามว่าหนักไหม? หลังแอ่นเลยล่ะสำหรับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ และเตี้ย

~▪️~
ประมาณสองอาทิตย์ก่อน ตอนเย็นหลังเลิกงานเป็นอีกวันที่จำไม่ได้ว่าสามีไปไหน...สิงคโปร์หรือจีนไม่แน่ใจ ทำให้แม่ลูกอ่อนอย่างเราต้องแบกกระเป๋าสองใบขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อกลับบ้าน
พอถึงแอร์พอร์ตลิงค์เป็นจังหวะที่ได้เข้าขบวนคนแรก ๆ จึงมีที่ให้นั่งเรารีบทิ้งตัวลงนั่งจากนั้นมหากาพย์การก้มมองหน้าจอจึงเริ่มขึ้น ทำงานมาทั้งวันต้องอ่านข่าวสารบ้างอะไรบ้าง (ข่าวดารา 55)
ดูซิโซเชียลเน็ตเวิร์กเขาไปถึงไหนกันแล้ว อย่าถามว่าคนแน่นแค่ไหนที่จะยืนเบียดกันแทบไม่ค่อยมี แต่คนที่ได้นั่งส่วนใหญ่มีหรือจะสนใจ เล่นมือถือวนไปโดยแทบไม่เงยหน้ามองใคร แถมหูฟังก็เสียบหูสองข้างฟังเพลงผ่อนคลาย หรือเอาไว้ปิดกั้นโลกภายนอกให้กล้ำกรายมาในโลกส่วนตัวของเราก็ตามแต่

~▪️~
พอเจ้าหน้าที่ประกาศสถานีลาดกระบังเป็นสถานีต่อไป เราจึงค่อยเงยหน้าจากหน้าจอเพื่อเตรียมตัวจัดเก็บสัมภาระให้เข้าที่เข้าทางเตรียมตัวลง พลันสายตาของเราก็สะดุดกึกเข้าที่ภาพนึง!

ชาวต่างชาติผู้หญิงยืนอุ้มลูกอายุน่าจะประมาณ 9-10 เดือน ด้านข้างมีสามียืนประคองกระเป๋าเดินทาง สีหน้าของผู้หญิงคนนั้นไม่ต้องบอกว่าดูเหนื่อยล้าแค่ไหนกับการกระเตงลูกในมือระหว่าง
ยืนบนรถไฟฟ้าที่ไม่ได้ยืนง่าย ๆ เลย สถานีลาดกระบังเป็นสถานีเกือบสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นสุดสถานีปลายทางที่สุวรรณภูมิ เพราะฉะนั้นสถานีนี้คนจึงลงเยอะที่สุด นั่นหมายถึงที่นั่งจะโล่งมากพอให้คนที่จะไปสุวรรณภูมิได้นั่งต่ออีก 3-4 นาที ซึ่งแทบจะไม่มีความหมายเลย เราก้มเก็บสัมภาระด้วยความสะเทือนใจ ความรู้สึกผิดกระหน่ำตีอย่างรุนแรง ความรู้สึกของคนเป็นแม่ไม่ง่ายเลยที่จะสลัดภาพแม่ลูกอ่อนอุ้มลูกบนรถไฟฟ้าที่แน่นขนัดและไม่มีใครมีน้ำใจเสียสละให้นั่งเลย!! และเราเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นเสียด้วย

~▪️~
ตอนรถไฟฟ้าจอดเทียบสถานี จำๆได้ว่าเราเดินตัวลีบๆผ่านแม่ลูกคู่นั้น รู้สึกผิดจนน้ำตาคลอหน่วยเกือบร้องไห้ อย่าคิดว่า..โห....เว่อไปไหมเรื่องนี้เอง ไม่มากไปเลยสำหรับคนที่เป็นแม่ เข้าใจความรู้สึกของคนที่พาลูกมาเจอสถานการณ์แบบนี้ดีว่าถ้าเลือกได้ฉันจะไม่พาลูกมาเจออะไรแบบนี้ เขายังเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เขาสมควรได้นั่งมันคือที่นั่งของเขานะ ความรู้สักผิดนี่มันเลวร้ายนะถ้าใครเคยเจอมาแล้วคงจะรู้ดีไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

~▪️~
กลับบ้านไปคืนนั้นสิ่งที่เราได้แต่บอกตัวเองคือ ต่อไปนี้นั่งรถไฟฟ้าฉันจะไม่เล่นมือถือแล้ว ไม่เล่นอีกแล้ว! ฉันจะต้องพร้อมลุกให้คนที่จำเป็นต้องนั่งได้นั่ง กลุ่มคนที่สมควรได้นั่งมีใครบ้าง

พระภิกษุ คนท้อง คนมีลูกอ่อน คนพิการ นี่คือ priority ที่คนอวัยวะครบถ้วนและยังแข็งแรงต้องคิดถึงพวกเขาเป็นกลุ่มแรก และเอื้อเฟื้อที่นั่งให้พวกเขาแบบไม่ต้องลังเลแม้แต่วินาทีเดียว

~▪️~
สองวันก่อนเป็นอีกวันที่ต้องขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงานอีกแล้วเพราะสามีต้องไปทำงานเชียงใหม่ไม่มีใครไปส่ง เราเลยกระเตงกระเป๋าหนักที่แบกจนชินแล้วขึ้นรถและโชคดีได้ที่นั่งด้วย

ด้วยความเคยชินก้มหน้าเล่นมือถืออีกแล้ว ไหนบอกจะไม่เล่น! ก็มันเบื่อนี่นา แต่อย่าเพิ่งด่าทอ(ในใจ) เราเงยหน้ามองสิ่งต่างๆรอบตัวเป็นระยะไม่มัวแต่เล่นอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว

แต่ด้วยความเคยชินอีกแหละพอได้เล่นมันมักจะเพลินลืมตัว พอรู้สึกตัวรีบเงยหน้าทันทีและสายตาสะดุดเข้ากับผู้หญิงท้องแก่ที่ยืนหน้าเหยเกตรงหน้าพอดี แทบจะเก็บสัมภาระพะรุงพะรังตัวเองไม่ทันรีบเด้งตัวขึ้นพร้อมกับขอโทษขอโพยผู้หญิงคนนั้นอย่างรู้สึกผิดอีกแล้ว คนรอบข้างมองอย่างไม่ค่อยเข้าใจ ทำไมต้องขอโทษ ใช่สิบางคนนั่งหลับ บ้างก็เล่นแต่มือถือและปล่อยให้คนท้องแก่ยืนทุลักทุเลอยู่ตรงหน้า ใครไม่ขอโทษแต่สำหรับเรา ฉันต้องขอโทษผู้หญิงคนนี้ที่ไม่ลุกให้เธอนั่งทันที พอผู้หญิงท้องคนนั้นได้ที่นั่งสีหน้าเธอดูดีขึ้นและพยายามแย่งกระเป๋านมที่คอยหลุดจากไหล่เพราะความรีบร้อนของเราไปถือให้แทน ได้แต่บอกยิ้มๆว่า ‘ไม่เป็นไรค่ะๆ ถือได้ๆ’

~▪️~
เกือบไปแล้วเกือบทำให้ตัวเองเสียใจอีกแล้ว เพราะเคยท้องแก่แล้วมีความจำเป็นต้องขึ้นรถไฟฟ้าในบางวันที่สามีมารับไม่ได้ และไม่เคยได้นั่งเพราะผู้คนมัวแต่เล่นมือถือ

คนท้องแค่เดินหรือยืนนาน ๆ ความปวดเมื่อยมันมากกว่าคนธรรมดาหลายเท่า จริงอยู่คนท้องไม่ใช่คนพิการ คนท้องไม่ใช่คนที่วิเศษกว่าใคร เลือกที่จะท้องเองก็ต้องรับผิดชอบเองสิ ไปเดือดร้อนขอความเห็นใจจากใคร เปล่าเลยเราไม่ได้ร้องขอเพื่อให้คุณทำอะไรให้เราเป็นพิเศษแต่ ถ้าการยืนนานๆของเราแบกน้ำหนักตัวที่มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว และเกิดคลอดลูกหรือเป็นอะไรฉุกเฉิน เกรงว่าเราอาจทำให้คุณเดือดร้อนมากไปกว่านี้แค่นั้นเอง (ที่จริงเหนื่อยแบกท้องนั่นแหละพูดให้แลดูดราม่าน้ำตาเล็ดไปงั้นแหละ 55)

~▪️~
เราไม่ได้กล่าวหาว่าคนอื่นไม่มีน้ำใจ คนไทยไม่แล้งน้ำใจหรอก หลายครั้งที่เราเห็นน้ำใจความโอบอ้อมอารีจากเพื่อนร่วมโลกมีให้แก่กัน ผู้ชายที่เสียสละที่นั่งให้กับผู้หญิงทั่วไป นี่คือน้ำใจที่พวกเขามีให้ซึ่งกันและกัน

ทั้งที่ผู้ชายไม่จำเป็นต้องเสียสละให้ผู้หญิงเสมอไป บ่อยครั้งที่ผู้ชายก็เหนื่อยเป็นอยากนั่งบนรถไฟฟ้าหรือรถเมล์บ้างก็ในเมื่อจ่ายเงินไม่ต่างกัน และผู้หญิงก็ไม่ใช่เพศที่อ่อนแอหรือเป็นง่อย
ที่คอยเรียกร้องความพิเศษเพียงเพื่อจะร้องขออะไรจากใคร เนอะผู้หญิงเนอะ อย่าตีโพยตีพายว่าผู้ชายไม่เป็นสุภาพบุรุษกันหน่อยเลย สงสารเขาเถอะนั่นอาจเป็นเวลาที่เขาได้นั่งหลังจากตรากตรำทำงานมาทั้งวัน
~~~~
เอาล่ะเขียนมายืดยาวเพียงเพื่อจะบอกว่า เราได้ลบล้างความรู้สึกผิดออกจากใจได้บ้างแล้วจากการที่ได้ทำเพื่อคนอื่น ทดแทนหญิงแม่ลูกอ่อนคู่นั้นที่เราไม่ได้แม้แต่จะทำอะไรให้พวกเขาเลย

อย่างน้อยวันนั้นเราก็ได้ช่วยเหลือแม่ลูกคู่หนึ่งให้ได้มีช่วงเวลาดี ๆ สั้น ๆ บนรถไฟฟ้าระหว่างไปทำงานก็แล้วกันเนอะ

สนับสนุนให้ทุกคนช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่าในวันที่คุณช่วยได้ แล้วโลกจะน่าอยู่กว่าเดิมเชื่อสิ ^^




SHARE
Writer
KCstory
Writer
แค่อยากเขียนอะไรก็ได้

Comments