กฎนิวตัน และ กฎเมอร์ฟี่ : ไม่มีกฎใดที่คลอบคลุมทุกสิ่งและให้คำตอบกับทุกคำถาม

จำได้ว่าตอนเรียนมัธยมปลายสำหรับเด็กสายวิทย์ของโรงเรียนเรา วิชาฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์นี่ถือว่าเป็นวิชาตัวท็อปที่ใครก็หาทางออกยาก เพราะแม่งยากและอาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง จนเราต้องมาเรียนรู้เองด้วยความตลกและความบันเทิงจากคนรอบข้าง รวมไปถึงหนังสืออ่านนอกเวลาอื่นๆ ซึ่งไอ้พวกนั้นหนะทำให้เรามีความรู้ แต่ว่าแม่งก็ไม่ช่วยให้เราสอบได้คะแนนแต่อย่างไร

ซึ่งถ้าพูดถึงฟิสิกส์กฎพื้นฐานคลาสสิกในนามของ "กฎของคุณนิวตัน" ที่คิดค้นโดย "เซอร์ ไอแซค นิวตัน" นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษที่เด็กสายวิทย์ที่ไม่ชอบเรียนวิทยาศาสตร์ทั้งโลกเกลียดสิ่งที่เขาค้นพบจากความขี้เกียจของเขา ที่แอบอู้งานไปนั่งคิดโน่นคิดนี่ให้ผลแอ็ปเปิ้ลตกใส่หัวเล่นๆ จนมาคิดอะไรต่ออะไรมากมายจนกลายเป็นสิ่งที่ประวัติศาสตร์โลกต้องจารึก สรุปง่ายๆ คือความขี้เกียจของนิวตันคือหายนะของนักเรียนและคือสิ่งที่ปฎิวัติวิธีความคิดของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ขึ้นมาอีกมากมาย 

คุณนิวตันได้สร้างกฎพื้นฐานขึ้นมาทั้งหมด 3 ข้อหลักๆ ที่เชื่อมโยงกันเหมือนโซ่ข้อกลางที่คล้องต่อกันไป ซึ่งกฎแต่ละข้อมีทีความสำคัญและความสัมพันธ์ของแรงในลักษณะที่แตกต่างออกไป ซึ่งจะสรุปง่ายๆ ให้กระชับในแต่ละข้อ

กฎข้อที่ 1 กฎของความเฉื่อย (Inertia)

วัตถุที่หยุดนิ่งจะพยายามหยุดนิ่งอยู่กับที่ ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำ ส่วนวัตถุที่เคลื่อนที่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงด้วยความเร็วคงที่ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำเช่นกัน

อ่านจบแม่งงงเป็นไก่ตาแตกว่าพูดถึงอะไร มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นครับพูดกันเป็นภาษาคนก็คือ ถ้าเรานั่งอยู่บนรถเฉยๆเราจะอยู่เฉยๆ แต่ถ้าหากเรานั่งนิ่งๆ และคาดเข็มขัดนิรภัยในขณะที่รถเคลื่อนที่ตัวเราก็เด้งติดเบาะและเคลื่อนที่ไปตามทิศทางที่รถวิ่งไปโดยที่เราไม่ต้องออกแรง แต่ถ้าหากว่ารถเบรคด้วยความเฉี่อยเราจะเด้งไปขางหน้าติดเข็มขัดนิรภัยเช่นกัน (อธิบายไปแล้วยังงงๆ อยู่แฮะ ช่างมัน)

กฎข้อที่ 2 กฎของแรง (Force)

ความเร่งของวัตถุจะแปรผันตามแรงที่ กระทำต่อวัตถุ แต่จะแปรผกผันกับมวลของวัตถุ

ถ้าหากว่าเรียนสายวิทย์มานะครับ กฎข้อนี้จะมีสูตรครอบจักรวาลที่จำได้แค่สูตรเดียวแล้วแตกสูตรเป็นสามารถทำโจทย์ที่ว่าด้วยแรงได้ทุกข้อนั่นก็คือกฎที่ว่า "ความเร่งของวัตถุ = แรงที่กระทำต่อวัตถุ/มวลของวัตถุ (หรือ a = F/m)" (หรือที่เราจำกันได้แม่นๆว่า F=ma) ที่ทำให้เรารู้ว่าแรงที่เกิดขึ้นนั้นมันมีผลต่ออัตราเร่งกับวัตถุทำปฎิกิริยาบางอย่างกัีน

ทำให้เกิดแรงที่จะแปลผันตรงกับมวลวัตถุ ซึ่งความเร่งพวกนี้มักจะเป็นความเร่งคงตัว เช่นแรงดึงดูของโลกที่มีแต่มนุษย์ชาติ หรือแรงดึงดูดของใจฉันที่มีให้กับเธอ (แม้สิ่งที่เธอมีให้กับฉันมันน้อยลงทุกวันก็ตาม!!!) ซึ่งแรงดึงดูดของโลกนั้นกระทำกับพวกเรา ทำให้เกิดน้ำหนักขึ้นมาซึ่งเรียกกันง่ายๆว่า "น้ำหนักของวัตถุ" 

ว่าแต่จะมานั่งอธิบายไปทำให้มันให้น่าปวดหัวเพราะเอาเข้าจริงเราก็คงเข้าใจในเวลาขับรถว่า "เร่งมากแรงมาก เร่งน้อยแรงน้อย น้ำหนักเยอะเร่งช้า น้ำหนักน้อยเร่งเร็ว" จำได้แค่นี้ก็คงจะไม่น่าปวดหัวซักเท่าไหร่


กฎข้อที่ 3 กฎของแรงปฏิกิริยา (Action = Reaction)

แรงที่วัตถุที่หนึ่งกระทำต่อวัตถุ ที่สอง ย่อมเท่ากับแรงที่วัตถุที่สองกระทำต่อวัตถุที่หนึ่งแต่ทิศทางตรงข้ามกัน

กฎคลาสสิกข้อสุดท้ายที่ถูกเอามาแอบอ้างในเรื่องอื่นๆ มากมายแต่อธิบายซะมึนงงมากๆ ก็ขอที่อธิบายกันใหม่ให้เห็นภาพชัดในชีวิตประจำวันโดยที่ไม่ต้องอาศัยสูตรอะไรในการหาให้เว่นเว้อ อย่างเช่น ในชีวิตประจำวันเราพบว่า เมื่อออกแรงกระทำกับวัตถุหนึ่ง วัตถุนั้นจะออกแรงตอบโต้กับแรงที่เรากระทำในทันที เหมือนกับเราปาบอลเข้ากำแพงแรงเท่าไหร่ เวลามันเด้งกลับมาหาเราก็แรงเท่านั้น ชัดเจน! 

ซึ่งแรงที่เกิดขึ้นนั้นเรียกกันง่ายๆ ว่าแรงคู่ปฎิกิริยานั่นก็คือชื่อของกฎนั่นเอง!!

นั่นก็คงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ทางวิทยาศาสตร์ของที่คุณนิวตันคิดค้นพบเป็นเวลาร่วมเกือบ 400 ปี ซึ่งตรงกันข้ามกับชายผู้มีชื่อเสียงอันโด่งดังกับกฎของความไม่แน่นอนอย่าง "Murphy's Law"

ไม่มีใครรู้ว่ากฎของเมอร์ฟี่นั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งส่วนใหญ่คนจะเข้าใจเพียงว่ากฎของเมอร์ฟี่นั้นเป็นการเอาภาษิตของอังกฤษที่ว่า 

"Anything that can go wrong, will go wrong" (อะไรที่มันจะชิบหายได้ มันชิบหายแน่!!)

ซึ่งถือได้ว่ามันคือดาร์คไซด์ของวงการคณิตศาสตร์ ที่เอาคำพูดนี้มาใช้ในสิ่งที่ผ่านมาเป็นแล้วโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งหนึ่งซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ (แต่มีความเป็นไปได้มากกว่าศูนย์) แล้วเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ว่ามันคือ "กฎของเมอร์ฟี่" ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะปรากฎให้เราเห็นอยางบ่อยชัดในช่วงเวลาปัจจุบันหรือว่าช่วงเวลาที่มั่นใจว่ามันจะไม่เกิดขึ้น เช่น เรารู้ๆ กันอยู่ว่า 7-11 เปิดตลอด 24 ชั่วโมง และเราหิวมากเนื่องจากที่บ้านไม่มีอะไรกิน คาดหวังว่าจะไปกินเกี๋ยวกุ้งของซีพีที่ 7-11 เราออกจากบ้านไปตอนทุ่มตรงแล้วพบว่า 7-11 พร้อมใจกันปิดทุกสาขา!! ถ้ามึงคิดว่าจะอดแดก มึงอดแดกแน่นอน!! 

แม้ว่ากฎของเมอร์ฟี่จะเป็นกฎที่ใกล้ตัวพอๆ กับเรื่องของแรงโน้มถ่วงของโลก และมนุษย์โลกก็สนใจแนวคิดของกฎแบบนี้มาเนิ่นนาน แต่เราแทบจะค้นหาประวัติเกี่ยวกับที่มาหรือเรื่องราวของคุณเมอร์ฟี่ไม่ได้เลย นอกจากความน่าจะเป็นที่ทำให้เกิดแนวคิดของกฎข้อนี้ในสถานที่ต่างๆ ที่ถูกแอบอ่างมา ทั้งในส่วนของบทความ หนังสือพิมพ์ รวมไปถึงในหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งในด้านภาษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และยังลามไปถึงทางสายของวิศวกรรมศาสตร์

เฟรด อาร์.ชาพีโร บรรณาธิการของ "The Yale Book of Quotations" ยังได้ปรากฏภาษิตนี้ในปี ค.ศ. 1952 ซึ่งได้ถูกเรียกว่า "กฎของเมอร์ฟี" ในหนังสือของแอน โรล์ (Anne Roe) ซึ่งอ้างคำพูดจากนักฟิสิกส์คนหนึ่งว่า "รอบตัวเราได้มีเหตุการณ์อันน่ายินดีอย่างไม่ปกติอยู่เสมอ อย่างเช่น มีนักฟิสิกส์ผู้หนึ่งได้มาแนะนำให้รู้จักกับ "กฎ" ที่ผมชื่นชอบมาก ซึ่งเขาอธิบายว่ามันเป็น "กฎของเมอร์ฟี" หรือกฎข้อที่สี่ของเทอร์โมไดนามิกส์ (ซึ่งอันที่จริงแล้ว ก่อนหน้านั้นผมเคยได้ยินมาแค่สาม) และมีใจความว่า "ถ้าทุกสิ่งมีโอกาสผิดพลาด สิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้น" (If anything can go wrong, it will.)"

นอกจากนั้นในหนังสือที่มีชื่อว่า "A History of Murphy's Law" โดย นิค ที. สปาร์ค ยังเคยพูดถึงนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่มีนามว่า "เอ็ดเวิร์ด เมอร์ฟี" โดยชื่อดังกล่าวสันนิษฐานว่ามาจากความพยายามในการใช้อุปกรณ์ใหม่โดยเอ็ดเวิร์ด เมอร์ฟี ซึ่งเป็นคำที่เมอร์ฟีแต่งขึ้นจากปฏิกิริยาที่เมอร์ฟีแสดงออกมาเมื่อสิ่ง ประดิษฐ์ของเขาประสบความล้มเหลว และได้มีการเปลี่ยนแปลงมาสู่รูปแบบในปัจจุบันโดยสื่อในอีกหลายเดือนต่อมาซึ่งอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า "กฎของเมอร์ฟี่" ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

แม้ว่าทั้งกฎของนิวตัน และ กฎของเมอร์ฟี่ มันจะแตกต่างกันอย่างสุดขั้วในเรื่องของความเชื่อและการพิสูจน์ตามหลักของวิทยาศาสตร์ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรที่เราพร้อมที่จะเชื่อในกฎของสั้งสองสิ่งไปพร้อมๆ กัน 

เพราะคนเรานั้นมีความเชื่อที่แตกต่างกัน และแน่นอนไม่มีกฎใดที่สามารถคลอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง และให้คำตอบกับทุกคำถามบนโลกในนี้ได้มันต้องผสมให้กลมกลืนกันในความต่างให้อยู่ตรงกลางเพื่อเกิดประโยชน์และความเข้าใจในที่สุด 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเข้าใจแล้วเราจะเจอทางออกที่ถูกต้องนะ ไม่จำเป็นต้องเชื่อใครด้วย มันก็ต้องจบที่การลองผิดลองถูก พิสูจน์ค่าความคิดและกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้มันถูกวิวัฒนและพัฒนาเรื่องราวต่างๆ พวกนี้ต่อไปเรื่อยๆ กันต่อ แม้ว่ามันจะดูไม่มีสาระ แต่เชื่อเถอะว่า มันไม่มีอะไรที่ไร้สาระถ้าหากว่าเราจริงจังกับมันหรอก

______________________________________________
ภาพประกอบ : ภาพ Plato ปรัชญาชาวกรีก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเอ็ดเวิร์ด เมอร์ฟี่
SHARE
Writer
patzh
Regista
Chamchuri Supporters / Bangkok

Comments

khaikung
9 months ago
สนุกกกก
Reply
Suyseiy
9 months ago
เขียนดีครับ
Reply
organism_inthemoon
9 months ago
ชอบบบ
Reply
Jiawei
9 months ago
ชอบค่ะ
Reply
Nakla_kwamfan
9 months ago
คือดี
Reply