3. กลับมาแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าเวลาจะผ่านไปปีกว่าแล้วนับจาก entry สุดท้ายที่เราเขียน
แล้วก็นึกไม่ถึงว่าจะมีคนอ่านด้วย 555 ขอบคุณนะคะ ทั้งคนอ่านและคนที่ทิ้งคอมเมนท์ไว้ให้
จู่ ๆ ก็มีกำลังใจทำให้อยากกลับมาเขียนบล็อคต่อแล้วค่ะ :)

ขอเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่ entry สุดท้ายว่า 1 ปีที่ผ่านมาชีวิตเราเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

1. เราย้ายบ้านจากเมืองเล็ก ๆ ของฟลอริด้ามาอยู่ประเทศดิสนีย์เวิร์ล
ใช่แล้วค่ะ พวกเราย้ายมาอยู่ที่ Orlando เพราะภรรยาได้งานใหม่ที่นี่
ถามว่าอยู่ Orlando แล้ว แสดงว่าต้องไปดิสนีย์เวิร์ลบ่อยแน่ ๆ เลย
คำตอบ คือ "ใช่ค่ะ 555" เพราะภรรยาทำงานที่ดิสนีย์เวิร์ล
คู่สมรสจึงสามารถเข้า-ออกดิสนีย์เวิร์ลได้ฟรี เป็น 1 ในสวัสดิการของพนักงานที่ดิสนีย์ค่ะ

ที่เรียก Orlando ว่าประเทศดิสนีย์เวิร์ลเพราะว่าดิสนีย์เวิร์ลเป็นธุรกิจด้านอุตสาหกรรมบริการ
และอุตสาหกรรมบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดใน Orlando ถ้าไม่มีดิสนีย์เวิร์ล Orlando จะไม่มีอะไรเลย
ดังนั้นดิสนีย์เวิร์ลจึงมีข้อต่อรองด้านกฎหมายและเศรษฐกิจใน Orlando สูงมาก
และพนักงานของดิสนีย์เวิร์ลไม่ว่าจะทำงานในฝ่ายบริหารหรือทำงานในสวนสนุก
เวลาไปทานข้าวที่ร้านอาหารหรือชอปปิ้งก็มักจะได้ส่วนลดหรือสิทธิพิเศษ
เราเรียกส่วนลดพวกนี้ว่า hospitality discount ถ้าแสดงบัตรพนักงาน ก็มักจะได้ส่วนลดค่ะ

นอกจากนี้สวัสดิการพนักงานที่เราคิดว่าเจ๋งมาก คือ
พนักงานดิสนีย์ยังเรียนปริญญาตรีและปริญญาโทได้ฟรี รวมไปถึงคอร์สด้านวิชาชีพ
หรือเรียนม.ปลายได้ฟรี (ถ้าอยากจะเรียน)
เรื่องสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษานี้ ถ้าจะให้เราเล่าให้ฟังทั้งหมดก็คงใช้เวลานานมาก
เราเป็นคนอินกับเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ และตื่นเต้นกับเรื่องนี้มาก
เพราะค่าเรียนมหาวิทยาลัยของอเมริกาแพงมากกกกกกกกกกก
เรียนจบแล้วต้องใช้หนี้หัวโตไม่รู้กี่ปี การที่ได้้เรียนฟรีจึงเป็นสวัสดิการที่ดีงามมาก
สำหรับใครก็ตามที่อยากเรียนต่อและไม่อยากเป็นหนี้ student loan
เดี๋ยวจะมาเล่าแบบละเอียด ๆ คราวหน้านะคะ :)

2. เราไปทำงานร้านอาหารไทย
จริง ๆ แล้วการไปทำงานร้านอาหารไทยนี่ถือว่าเป็น cliche ของคนไทยที่ย้ายมาอยู่ต่างประเทศเลยนะ
ถามว่าทำไม? เพราะคนที่ร้านส่วนมากเป็นคนไทย
ดังนั้นคนที่ยังไม่เก่งภาษาอังกฤษเลยมองหางานที่ร้านอาหารไทยเป็นที่แรก ๆ

อีกประเภท คือ คนที่ยังไม่มีกรีนการ์ดหรือยังไม่มีสัญชาติอเมริกัน
เช่น คนที่เข้ามาหางานในอเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว หรือวีซ่านักเรียน (หาเงินระหว่างเรียน)
เพราะร้านอาหารไทยไม่เข้มงวดในการรับพนักงาน และคนทำงานครัวมันหายากมากกกกก
พอใครมาสมัคร เจ้าของร้านก็รับไว้ทั้งหมด
แต่ที่มาเล่าให้ฟังตรงนี้ไม่ได้เป็นการตัดสินคนหรือมาให้คำแนะนำด้านกฎหมายอะไรนะคะ
เพราะเราเชื่อว่าแต่ละคนก็มีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง และต้องกินต้องใช้
การทำงานร้านอาหาร นอกจากจะเป็นงานที่สามารถทำได้เพื่อเป็นเงินสำหรับค่ากินค่าอยู่
บางร้านที่เจ้าของร้านใจดียังอนุญาตให้พนักงานห่ออาหารกลับบ้านได้อีกด้วย
ทำให้ประหยัดค่ากินไปเยอะมาก เรียกว่าได้เงินมาเท่าไหร่ก็เก็บอย่างเดียว
ไม่มีเวลาได้ใช้เงิน เพราะงานในครัวไม่ว่าจะเป็น kitchen helper หรือ server
ก็ต้องทำงานตั้งแต่เที่ยงหรือบ่ายลากยาวไปจนถึงตอนกลางคืนอยู่แล้ว

เราเริ่มต้นการทำงานในอเมริกาด้วยการเป็นนักเขียนและนักแปลอิสระ
แต่พอวันเวลาผ่านไป เราเริ่มอยากได้งานที่มีชั่วโมงแน่นอน
และได้รับเงินเดือนที่สม่ำเสมอทุกเดือนในขณะที่รอกรีนการ์ด
เราเลยตัดสินใจสมัครงานที่ร้านอาหาร
เราได้งานในฐานะผู้ช่วยเชฟและเตรียมถูกดันให้เป็นเชฟใหญ่ แต่ก็มีเหตุให้ต้องลาออกซะก่อน
จากงานร้านอาหารร้านแรกปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ เราเข้า ๆ ออก ๆ ร้านอาหารมา 3 ที่แล้ว
เราเพิ่งจะลาออกจากร้านสุดท้ายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
และคิดว่าคงจะไม่กลับไปทำงานในวงการร้านอาหารไทยอีกแล้ว

ตัวเนื้องาน เรายอมรับว่ายากในช่วงแรก
เพราะเรายังไม่ชินกับการทำอาหารใน commercial kitchen
เป้าหมายและวิธีการทำงานในร้านอาหารจริง ๆ กับทำอาหารให้คนในครอบครัวทานที่บ้านมันต่างกันมาก
ไปทำงานแรก ๆ ก็ยังมีช็อคอยู่บ้าง แต่ก็พยายามเรียนรู้อย่างถึงที่สุด
ฟางเส้นสุดท้ายในแต่ละที่ไม่ใช่เนื้องาน แต่เป็นคนเทรนงานคนไทยที่ "ปากหมาและพร้อมจะแทงข้างหลังได้ตลอดเวลา"
ในขณะที่เราทำตัวสุภาพที่สุด ไหว้คนในครัวที่อายุมากกว่าเราทุกครั้ง
แต่สันดานมันคงเปลี่ยนกันไม่ได้ เราถูกด่าและว่าเสีย ๆ หาย ๆ ในเรื่องที่ไม่ใช่ความผิดของเราในทุก ๆ วันที่เราไปทำงาน

คับที่อยู่ได้ คับใจมันอยู่ยาก ...
เราไม่จำเป็นต้องทน ลาออกไปเราก็ยังมีกินมีใช้อยู่ (แค่ต้องประหยัดหน่อย)
เราเลยลาออกจากร้านอาหารท่ามกลางน้อง ๆ พนักงานเสิร์ฟที่ทำหน้าละห้อย
เพราะเขาก็ไม่ชอบบรรยายที่ร้าน แต่ก็ต้องทนอยู่เพราะว่ายังต้องใช้เงินและยังไม่มีกรีนการ์ด

ตรงนี้เราอยากเตือนคนไทยทุกคนที่อยากมาทำงานครัวที่อเมริกา
ถ้าหน้าที่การงานที่ไทยดีอยู่แล้ว และไม่มีหนทางที่จะได้มาซึ่งกรีนการ์ด (เช่น มีแฟนเป็นคนอเมริกัน)
เราไม่แนะนำให้มาเลย งานครัวเป็นงานที่หนัก
แต่ยิ่งกว่าภาระงานที่หนัก คือ หาเจ้าของร้านและเพื่อนพนักงานที่ดียากมากกกกกกกกกกก
เราไม่อยากให้คุณตัดสินใจโดดวีซ่า เพราะคิดว่าเดี๋ยวทำงานหาเงินที่ร้านอาหารเอาก็ได้
เจ้าของร้านอาหารไทยดี ๆ มีน้อยมาก ส่วนมากเขี้ยวลากดิน
และพนักงานเก่า ๆ ก็มักจะกดขี่พนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้ามา
มันเลยกลายเป็นเกมที่ว่าใครสามารถทนได้นานที่สุดก็จะเป็นคนที่รอด
แต่เราไม่อยากให้ใครมาอยู่ในสภาพนี้แล้วต้องทนนะ เพราะมันเหนื่อยทั้งกาย สุขภาพจิตเสียด้วย

แต่ถ้าใครยังยืนยันว่าชอบงานครัว และอยากจะมาทำงานที่อเมริกาอย่างถูกกฎหมาย
คราวหน้าเราจะเล่าให้ฟังว่ามันต้องเตรียมตัวและทำยังไงบ้าง
เพราะมันไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย
เรารู้ข้อมูลพวกนี้จากการเป็นอาสาสมัครให้กับชุมชนออนไลน์ของคนไทยในอเมริกา
และทำเอกสารวีซ่าถาวรของตัวเอง เรายินดีจะมาแบ่งปันให้กับหลาย ๆ คนที่อาจสนใจ
ถ้าไปถามในพันทิปหรือเพจต่าง ๆ ในเฟสบุ๊ค คุณอาจจะโดนด่ากลับหรือโดนดับฝันได้
ไม่รู้ว่าทำไมคนไทยที่ได้ย้ายมาอยู่อเมริกาแล้ว พอเวลามีคนไทยที่ไทยอยากย้ายมาอยู่อเมริกาบ้าง
จึงไม่ยอมสนับสนุนกันและไม่ยอมให้ความช่วยเหลือ อย่างน้อย ๆ ก็แนะแนวทางให้หน่อยก็ยังดี
เพราะเราเคยเป็นหนึ่งในคนไทยที่ไทยที่อยากย้ายถิ่นฐาน แต่โชคดีที่ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อน
เพราะคู่ชีวิตเป็นคนอเมริกัน ทุกอย่างก็เลยง่ายกว่าวีซ่าทำงานหน่อย (แต่ก็ไม่ได้ง่ายมากขนาดนั้น)
เอาเป็นไว้เราพร้อมช่วยเหลือทุกคนโดยการแชร์ข้อมูลที่เรามีนะ
หลังจากนั้นก็แล้วแต่ว่าใครจะลงมือทำหรือเตรียมตัวให้พร้อมละกัน

3. หลังจากที่สัญญากับตัวเองว่าจะไม่เรียนหนังสืออีกแล้ว
เพราะเข็ดกับการทำวิจัยตอนป.โทของตัวเอง
ณ ตอนที่องค์ความรู้ที่เรียนมาจากไทยมันไม่ช่วยเรื่องการหางานที่อเมริกามากนัก
เราตัดสินใจเรียน career diplomas ด้าน hospitality และ property management

เลือกเรียน hospitality เพราะว่าเก็บเอาไว้สมัครงานในกรณีที่หางานไม่ได้จริง ๆ
งานโรงแรมส่วนหน้า ฝ่ายอาหารที่โรงแรมและร้านอาหาร (ฝรั่ง) รับสมัครพนักงานตลอดอยู่แล้ว
ถ้ามีความรู้ทางนี้บ้างก็อาจจะช่วยให้หางานได้ง่ายขึ้น
และเข็ดจากความที่ตัวเองไม่รู้ เกือบถูกจับเพราะขายเบียร์แบบ take away ให้ลูกค้าตอนทำงานร้านอาหารไทย
เหล้าและเบีียร์ขายแบบ take away ไม่ได้เพราะต้องมี license ขายเหล้าและเบียร์
โชคดีที่ยังไม่ได้ชาร์จเงิน แต่ก็โดนด่าเละเทะเลย เลยรู้ว่าควรมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร
ในอนาคตเราอาจจะทำธุรกิจร้านอาหารก็ได้ ก็จะได้ใช้ความรู้ตรงนี้ด้วย

ส่วน property management นี่เพราะเราสนใจเรื่องอสังหาริมทรัพย์และบ้าน
เพราะติดรายการโทรทัศน์ชื่อ Upper Fixer ที่ 2 สามีชาวอเมริกัน
ช่วยกันรีโนเวทและตกแต่งภายในบ้านใหม่ทั้งหมด จากบ้านเน่า ๆ กลายเป็นบ้านสวย ๆ
อยู่เองก็ฟิน ขายต่อก็ได้กำไรงาม
ฟลอริด้ามีบ้านสร้างใหม่และอพาร์ทเมนท์ผุดออกมายิ่งกว่าดอกเห็ด
เผื่อจะได้งานออฟฟิศทำเหมือนฝรั่งคนอื่นมั่ง เราไม่สามารถยืนทั้งวัน เดินและยกของหนักทั้งวันเหมือนงานร้านอาหารได้อะ
ณ จุด ๆ หนึ่งก็อยากทำบ้านเช่าของตัวเองด้วย
ก็เลยตัดสินใจเรียน ยังไงซะการหาความรู้ก็ยังดีกว่าอยู่บ้านเฉย ๆ อะเนอะ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ต้องขอบคุณภรรยาด้วยที่ไม่ว่าอะไรเลยที่เราลาออกจากงานหลายที่มาก
(ไม่รู้ว่าเพราะเข้าใจหรือว่าจริง ๆ ก็แอบเอือมระอา 555)
แต่เวลาเราอยู่บ้าน เราก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ นะ
นอกจากเรียนหนังสือ (เรียนออนไลน์) แล้วเราก็ดูแลบ้าน ซักผ้า ทำกัับข้าว ฯลฯ
ชีวิตแม่บ๊าน แม่บ้าน แต่เราก็มีความสุขดี
พยายามตักตวงช่วงเวลาว่าง ๆ นี้เอาไว้เพราะถึงตอนได้กรีนการ์ด
เราก็คงไม่มีเวลามานั่งอ่านหนังสือ หรือนั่งว่าง ๆ แบบนี้อีกแล้ว

ฝรั่งเองก็ให้สิทธิภรรยาเลือกเหมือนกันว่าอยากจะทำงานหรืออยู่บ้าน
ถ้าเลือกที่จะอยู่บ้าน สิ่งที่เราควรทำก็คือดูแลบ้านช่องให้มันน่าอยู่หน่อย
หุงหาอาหาร หาข้าวหาปลาให้เขาทาน
ถ้าอยู่บ้านเฉย ๆ แบบไม่ทำอะไรเลย งานบ้านก็ไม่ทำ
แบบนี้ฝรั่งก็มีตึง ๆ บ้างเหมือนกัน
SHARE
Writer
natthecat
Storyteller
"เล่าไปเรื่อย ๆ" - สตรีล้านนาวัย 29, อาศัยอยู่ทางภาคใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา

Comments