แพ้รอยยิ้ม

สายของวันเสาร์ ก่อนการเลือกตั้งหนึ่งวัน, การเลือกตั้งที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้วสำหรับประเทศนี้ แต่ก็นั่นแหละทุกอย่างที่เกิดขึ้น และเป็นอยู่นี้ล้วนมีที่มาทั้งสิ้น และหลังจากนี้ไม่ว่าอะไรจะเป็นไปก็ต้องให้เป็นไปตามทางของมัน และเราควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดเท่าที่สิทธิของเราพึงมี นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราพึงทำ

“ไปเล่นบอร์ดเกมกัน” ข้อความที่เพื่อนทักทายผ่านออนไลน์มา – ระหว่างที่กำลังปล่อยตัวเองให้เป็นปลาวาฬไขมันเกินลอยเท้งเต้งอยู่บนทะเลที่นอนอันแสนอุ่น อากาศข้างนอกในเวลานี้นั้นชวนให้ไข่ไหม้เหลือเกินนักดูแล้วไม่น่าจะต่ำกว่าสี่สิบองศา มั่นใจได้ – สัปดาห์ที่แล้ว ด้วยความอินดี้ก็พาตัวเองหนีลงทะเลไปอาบแสงจันทร์ที่สัตหีบ ชลบุรี นอนค้างอ้างแรมที่สัตตะฮิปเทล (Sattahiptale) โฮสเทลแห่งเดียวในปฐพีสัตหีบ ใกล้วัดหลวงพ่ออี๋อันโด่งดัง ฟังเสียงผู้คนชุมชนชาวประมง สูดกลิ่นเค็มทะเล นั่นเป็นการรักษาสมดุลของชีวิตอย่างหนึ่งที่เลือกทำเสมอ และยิ่งเมื่อบางเรื่องราวในชีวิตมัน “ตีรวน” ให้ต้องคิด การออกเดินทาง จึงเป็นสิ่งแรกที่เลือกทำ.. อ่อ ไม่ใช่สิ... การกินต่างหากที่มาเป็นอันดับหนึ่ง

เหลือบมองนาฬิกาแมวน้ำข้างผนังบอกเวลาสิบนาฬิกา, นั่นไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าจะต้องกระตือรือร้นแหกตาลุกขึ้นมาจากที่นอนเลยสักนิด อย่างดีก็แค่ลุกขึ้นมาดึงม่านให้แสงสว่างเข้ามาในห้องนอนบ้าง – อาบผิว, ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์หลังบ้านนั้นมีดอกสีชมพูบานอีกครั้ง ถึงแม้จะยังไม่เต็มต้นดี แต่ก็ทำให้รู้สึกดีกับสีชมพูที่ดูเหมือนจะเข้ากับชีวิตในช่วงนี้ –

แถวบ้าน, ใจกลางซอยอารีย์ยังมีบางพื้นที่ซึ่งเรียกว่ามีความย้อนแย้งกันอยู่อย่างยิ่ง บางวันมีเสียงไก่ขันตอนตีสอง หรือในฤดูฝนที่แสงแดดไม่เคยเป็นใจก็จะมีเสียงอึ่งอ่างร้องประสานกันราวกับว่ามีนักร้องโซปราโน่นับพันมายืนร้องอยู่ข้างหู บางครั้งก็น่ารำคาญ แต่บางครั้งก็เพลินดีโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกทั้งใบเป็นสีชมพู แบบที่กำลังเป็นอยู่นี้, จำไม่ได้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่รู้สึกว่า โลกนี้เป็นสีชมพู อยู่ๆ ก็ยิ้ม อารมณ์ดี ให้อภัยทุกอย่างในโลกนี้เหมือนมีนางฟ้ามาประทับร่าง

น่าจะเป็นเพราะคนคนนึงที่ทำให้โลกนี้เป็นสีชมพู, คนที่มักจะมาพร้อมกับมีรอยยิ้มบนใบหน้าอยู่เสมอ รอยยิ้มนั้นกระโดดเตะเข้าที่กลางอก ทำให้ใจมันสั่นไหวเหมือนไปวิ่งมาสักสิบแปดกิโล เชื่อเถอะว่าเลิกเชื่อมานานแล้วว่าจะมีใครที่สามารถทำให้ใจเต้นรัวเมื่ออยู่ใกล้ เขินอายตัวบิดม้วน ในช่วงอายุที่เกือบใกล้เลยวัยกลางคนแบบนี้ ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าจะมี – หลังจากที่ห้าปีย้อนไปหัวใจมันพังไม่เป็นท่า เพราะดันเชื่อว่า “ความรักที่แท้นั้นไม่เคยแพ้เงื่อนไขใด” แต่สุดท้ายแล้ว เพราะความรักไม่แท้จึงได้แพ้เงื่อนไขใจ นั่นคือความ “ไม่รัก” -- ก็อีกนั่นแหละทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น แต่รักครั้งนั้นก็ทำให้สูญเสียความมั่นใจไปเลยจนวันนี้ เกิดความรู้สึก “ไม่ดีพอสำหรับใคร” ขึ้นมา ทำให้ไม่กล้าเปิดใจ แม้หลายครั้งจะตกหลุมรักแต่ก็มักเป็นรักข้างเดียวที่ฝ่ายตรงข้ามไม่เคยรู้ หรือแม้แต่เอะใจ นั่นเพราะสกิลในการตกลงไปในหลุม (รัก) และตะกายขึ้นมา (เอง) นั้นค่อนข้างแน่ใจว่าเหนือชั้นอยู่พอสมควร...

ก็นั่นแหละ เราจะเอาอะไรไปรักเขา ทั้งอ้วนทั้งสั้นหน้าตาก็งั้นๆ ใครกันจะมาสนใจ – ทำได้แค่รอพรหมลิขิต ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไร หรืออาจจะเป็นชาติถัดไป? ถ้าได้เกิดเป็นคนอีกครั้งน่ะนะ

นาฬิกาแมวน้ำบอกเวลาอีกครั้งว่าผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วโมงกับการล่องทะเลที่นอนของปลาวาฬไขมันเกิน, เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบนมสด สตอร์เบอรี่ แครนเบอรี่ มูสลี่ มาคลุกรวมกัน ชงชากลิ่นกล้วยไม้มาวางข้างที่นอน, ที่จริงแล้ว ชีวิตที่เป็นอยู่นี้ก็สำราญดี ถึงจะเป็นโสด แต่ก็โสดอย่างเป็นสุข ไม่ได้ทุกข์หรือโหยหา, เงยหน้ามองออกนอกหน้าต่าง ชมพูพันธุ์ทิพย์สีจางระเรื่อเมื่อเจอแดด... จะไปคาดหวังอะไรกับความรักในวัยนี้, มันคงไม่มีทางเป็นไปได้แล้วล่ะ (มั้ง)

“ตกลงไปป่าว เล่นบอร์ดเกม” เพื่อนทักมาอีกครั้งทำให้นึกขึ้นได้, ดูเวลาแล้วกว่าจะฝ่าดงรถติดไปจนถึงที่นัดหมายอาจจะเล่นได้แค่เกมสองเกมเลยยอมปฏิเสธไปไว้รอบหน้าที่เพื่อนๆ มากันพร้อมหน้าพร้อมตาได้สังสรรค์เฮฮาให้ชื่นใจกว่านี้

“วันนี้อ่อ... ไม่ไปแล้ว, จะไปสวนรถไฟ” ตอบแบบนั้นไปพร้อมกับลุกขึ้นมาหยิบกล้อง เช็คเลนส์ สูบลมจักรยาน แล้วก็กลับมานอนแอ้งแม้งเป็นปลาวาฬไขมันเกินต่อรอให้แดดร่มกว่านี้แล้วค่อยไป

รอยยิ้มของคนคนนั้นยังตามมาทำให้เผลอยิ้มตาม, กับเรื่องราวที่เราได้คุยกัน – เราเจอกันเพราะเขาต้องมาทำงานใกล้ๆ กัน ในระยะเวลาสองร้อยกว่าวันเท่านั้นที่จะได้เจอกัน แน่นอนว่าตอนนี้ผ่านไปแล้วหนึ่งร้อยกว่าวัน ในหนึ่งสัปดาห์นั้นเราจะมีโอกาสได้เจอกันไม่เกินสามสิบนาที และโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นความบังเอิญเสมอ

“สัปดาห์นี้ไม่ไปเที่ยวที่ไหนหรือ” เขาถามแบบนี้เมื่อวาน

“ไม่ล่ะ, พรุ่งนี้มีเลือกตั้ง รถจะติด” อาจเพราะสัปดาห์ที่แล้วไปสัตหีบมา สัปดาห์ก่อนหน้าไปสามร้อยยอด และสัปดาห์ก่อนนั้นก็ไปสุพรรณบุรี – เดินสายบ่อยเสียยิ่งกว่านักร้องคาเฟ่ ซึ่งทุกครั้งที่เดินทางก็จะกลับมาเล่าให้เขาฟังเสมอ

ก็คนมันโสดนี่นะ

“อืมม์ นั่นสิ พรุ่งนี้เลือกตั้ง” นั่นเป็นประโยคเพียงเปรยๆ ซึ่งเขาเป็นแบบนี้เสมอ เมื่อไม่แน่ใจว่าจะต่อประโยคสนทนาต่อยังไงดี ชายหนุ่มขี้อายโพรไฟล์เกินเอื้อมถึง ปลาวาฬไขมันเกินจึงทำได้เพียงเจียมตัวเจียมใจยอมรับสภาพในความเป็นเจ้าหมาน้อยกับเครื่องบินเจ็ท

“แต่เราว่าจะไปถ่ายรูป ไปขี่จักรยานที่สวนรถไฟ” อยากจะชวนไปด้วยกันแต่ก็ไม่กล้า – การเปิดเผยความความในใจ มันเหมือนเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่ต้องทิ้ง ต้องยอมรับทุกสิ่งหลังจากที่ทิ้งไพ่ ซึ่งนั่นหมายถึงคำตอบที่ได้แต่อาจทำให้ทำใจไม่ได้ในต่อมาก็เป็นได้

“ดีจัง, ดูเธอมีความสุขกับชีวิต”

“คนมันโสดอ่ะคุณ” เอาสิ... ไพ่ในมือไปกองอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว, ยังไงต่อ

“อืมม์ ทำไมเธอถึงไม่มีแฟน เอ่อ...จะไม่ตอบก็ได้นะ ถ้าไม่สะดวกใจ”

“จะพูดไงดี, เราคิดว่าเราไม่ดีพอสำหรับใคร แล้วส่วนใหญ่คนที่เราไปชอบเค้า ก็มักจะเป็นคนที่เราเอื้อมไม่ถึง หรือว่าเป็นไปไม่ได้เสมอ”

“สเป็คสูงงั้นหรือ”

“ส่วนใหญ่เราจะไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราชอบนั้นโพรไฟล์เป็นยังไง มารู้ก็ตอนที่ชอบไปแล้ว”

“เคยบอกเขาหรือเปล่าว่าคิดยังไง”

“ไม่เคยอ่ะ ไม่กล้า กลัวเสียเพื่อน”

“แล้วไม่เสียใจเหรอ”

“ไม่เป็นไรหรอก เราเป็นนักอกหักมืออาชีพ ตกหลุมรักเองก็ตะกายขึ้นมารักษาใจเอง เราซ่อมใจเก่ง”

“ความรักเป็นเรื่องที่เข้าใจยากกว่าทฤษฎีทางฟิสิกส์เสียอีกนะ” นี่ก็คงจะแค่เปรยๆ เช่นกัน, ชายหนุ่ม ขี้อาย พูดไม่เก่ง ตรงข้ามกับหญิงสาวที่อยากเล่าทุกเรื่องให้เขาฟัง... แต่ก็ติดเพียงแค่ว่าไม่กล้าเอ่ยความรู้สึกออกไป และอยากรักษารอยยิ้มนี้เอาไว้ให้นานๆ ได้เจอกันแล้วเขายิ้มให้, นั่นก็สุขใจมากพอแล้ว...

เก็บเป็นความทรงจำเอาไว้ เมื่อวันหนึ่งต้องไกลจะได้นึกถึงกัน /
SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments