รถไฟที่ผิดขบวนอาจพาเราไปถึงจุดหมายก็ได้ (๓)
๒๐ เมษายน ๒๕๕๗
 
เช้าของวันอาทิตย์ วิภูถึงกับผงะเมื่อเปิดประตูร้านออกมาแล้วเจอมิรานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้รับแขกหน้าร้าน เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะหลงไหลในรสชาติของเค้กส้มจนต้องมาชิมมันอีกครั้งในเช้านี้, แต่สีหน้าและท่าทางของเธอทำให้เขารู้ว่า ต้องมีอะไรแน่ๆ

“ไม่สบายหรือเปล่า” เขาเอ่ยประโยคแรกหลังจากที่เห็นว่าเธอหน้าซีดเหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายวัน

“ง่วงจัง”

แสงแดดที่เริ่มสาดลงมาเรื่อยๆ ทำให้คนอดนอนมาทั้งคืนเริ่มล้า วิภูหันรีหันขวางอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนผลักไหล่ให้เธอเข้ามาในร้าน เขาเอาหมอนหนุนมาวางที่โซฟายาวให้ แค่ล้มตัวลงได้หญิงสาวก็หลับเป็นตายไปถึงสามชั่วโมง แน่นอนว่าเขารีบเปลี่ยนป้ายหน้าร้านจาก Open เป็น Close ในทันใด

“ไหนเล่ามาซิ เกิดอะไรขึ้นกับชีวิต” ทันทีที่งัวเงียขึ้นมาได้ก็พบว่าชายหนุ่มนั่งจ้องหน้าอยู่ก่อนแล้ว... ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“ฉันอกหัก” ประโยคแรกของมิรา หลุดออกจากปากเบาๆ

“ก็พอเดาได้... เอ่านี่นมอุ่นๆ ดื่มซะ แล้วก็ครัวซองนี่ ทานซะด้วยจะได้มีเรี่ยวมีแรง” มิราจิบนมเพียงเล็กน้อย แล้วก็วางแก้วลงที่เดิม

“ฉันคุยกับเขาแล้วล่ะ, ฉันถามเขาตรงๆ สำหรับเรื่องของเรา”

“แล้วนึกยังไงถึงได้ถาม คุณนี่หน่วยกล้าตายจริงๆ”

“ฉันไม่อยากคิดเอาเอง อีกอย่างถ้าได้รู้ไปเลยก็จะได้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าสัมพันธภาพระหว่างเราต่อไปจะเป็นอย่างไร จะเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง หรือเป็นคนรัก ก็ขอให้มีสักสถานะ จะได้ทำตัวถูกก็เท่านั้นเอง”

“แล้วเขาว่าไง”

“เมื่อวานหลังจากเอาหนังสือไปฝากไว้ที่ร้านกาแฟแล้วฉันก็เลยไปพบเขา ไปคุยกัน...”

“อืม..”

“เขาบอกว่าเขาเจอคนที่คลิกกับเขาแล้วน่ะค่ะ”

“แค่เนี้ยเหรอ”

“เขารู้จักกันมาก่อนที่จะรู้จักฉัน แต่เขาเพิ่งได้คุยกันจริงจังเมื่อไม่นานมานี้เองและเขาคิดว่าคนนี้แหละคือคนที่ใช่สำหรับเขาน่ะ”

“โอ้ยตาย—ไม่ช็อคแย่เหรอแม่คุณ”

“ไม่มั้งคะ... ตาโบ๋เป็นแพนด้าอยู่นี่ไง”

“จะให้ปลอบใจยังไงล่ะเนี่ย ผมปลอบใครไม่เป็นนะ นอกจากทำขนมเค้กให้ทาน เอามั้ย เนี่ยเพิ่งอบเสร็จสดๆ ร้อนๆ เลย เค้กเผือก อร่อยนะจะบอกให้”

“ฉันคงกินลงหรอก คุณก็”

“งั้นเอาจริงนะ... เท่าที่คุยกับคุณมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว, ผมว่าคุณเตรียมใจมาแล้วระดับนึงนะ เพราะคุณบอกผมซ้ำไปซ้ำมาว่าเขาอายุน้อยกว่าคุณและมันเป็นไปไม่ได้ นั่นแปลว่าลึกๆ คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วและทำใจไว้แล้วระดับนึง และการที่คุณถามเขาอย่างตรงไปตรงมาก็เพียงแค่ยืนยันความเชื่อมั่นของคุณเท่านั้นเอง... ผมเข้าใจถูกหรือเปล่า”

“ที่จริงฉันรักเขามาก นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนี้, ที่ฉันแน่ใจว่าฉันรักเขา เพราะระหว่างนี้แม้จะมีคนอื่นใกล้ชิดขนาดไหน เป็นคนดีแค่ไหน หรือพร้อมทุกอย่างมากกว่าเขา ก็ไม่สามารถทำให้ฉันหวั่นไหวได้เลย ฉันกลับไปคิดถึงผู้ชายที่อายุน้อยกว่าฉันนับสิบปี ทั้งๆ ที่ก็บอกตัวเองตลอดเวลาว่ามันเป็นไปไม่ได้”

“มันเป็นความรักข้างเดียวที่น่าเศร้ามาก ผมเข้าใจคุณนะ”

“ฉันเองก็ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน มันหัวปักหัวปำถลำไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าการได้อยู่ข้างๆ เขา ไม่ว่าอะไรในโลกฉันก็ยอมได้หมด แต่ตอนนี้ฉันเหนื่อยเหลือเกิน ฉันไม่คิดว่าหัวใจของฉันจะสามารถกลับมารักใครใหม่ได้อีก” ระหว่างที่พูด...มิราไม่มีน้ำตาสักหยด ทั้งที่ความเสียใจนั้นอัดแน่นเต็มอก

“สิ่งเดียวที่ฉันทำได้ตอนนี้คือลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้หมด ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นความประทับใจ หรือความรู้สึกดีๆ ต่อกันแค่ไหนก็ตาม จนกว่าวันหนึ่งข้างหน้าฉันทำใจได้แล้วฉันจึงจะเปิดลิ้นชักความทรงจำนี้อีกครั้ง”

“มันง่ายงั้นเลยเหรอ”

“ฉันเคยผ่านเรื่องที่เจ็บปวดกว่านี้มาแล้ว – อีกอย่างผู้ชายคนนี้เป็นคนดีมาก ไม่มีอะไรที่ฉันต้องไปตำหนิ หรือโกรธเขาเลย แค่เขาไม่รักฉัน สิ่งที่ฉันต้องทำก็แค่ยอมรับให้ได้ แต่ระหว่างที่พยายามยอมรับให้ได้นี้ต่างหากที่มันยาก เพราะเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเรามันจะเหมือนหนังจอยักษ์ที่ฉายซ้ำไปมาในหัวยังกับหนังออสการ์”

“เออ พูดถึงหนัง ป่ะ เราไปดูหนังกันดีกว่า”

“อ้าว แล้วคุณไม่เปิดร้านเหรอคะวันนี้”

“เห็นป้ายมั้ยนั่น... ผมปิดร้านตั้งแต่คุณหัวทิ่มลงไปบนโซฟาแล้ว”

“โหยแล้วหยั่งงี้ไม่ขาดทุนแย่”

“วันเดียวไม่เป็นไรหรอก”

“แล้วลูกน้อง?”

“วันนี้วันหยุดเค้า”

“งั้นฉันจะเป็นลูกมือแทนลูกน้องคุณเอง ดีมั้ย... นะคะ -- เผื่อว่าฉันอาจจะเจอคุณทินไง”

“แหน่ะ... ที่แท้ก็มีเป้าหมายนี่เอง, ก็ได้ งั้นเริ่มเลยดีกว่า อ่ะ ลูกมือไปเปิดเพลงซิ วันนี้ฟังนอร่า โจนส์ดีกว่า ถึงจะเป็นแจ๊สชวนหลับแต่ลูกค้าชอบ”

“ได้ค่ะเจ้านาย...” ระหว่างนั้นวิภูก็เลื่อนม่านขึ้นรับแสงแดดที่เริ่มสาดอ่อนๆ เข้ามาในร้าน พร้อมๆ กับสนทนาไปเรื่อยๆ กับหญิงสาวผู้อาสามาเป็นลูกมือในวันนี้

“คุณอยากฟังเรื่องของผมบ้างมั้ยล่ะ”

“ก็โอเคนะ ถ้าคุณอยากเล่า”

“งั้นไปช่วยในครัวก่อน ผมต้องทานอาหารเช้าไม่อย่างนั้นผมจะไม่มีพลังในการทำงาน”

“ยินดีเป็นอย่างยิ่ง... ว่าแต่ ครัวไปทางไหน” เขาเดินนำเข้าไปหลังร้านซึ่งต้องผ่านห้องนอนก่อนถึงครัว อันที่จริง คอฟฟีมาเนียเป็นร้านเค้กที่ดัดแปลงมาจากบ้านชั้นเดียวแบบโบราณไม่เก่ามาก ห้องรับแขกหน้าบ้านถูกปรับปรุงใหม่ให้เป็นพื้นที่สำหรับหน้าร้านและตอนรับลูกค้า ด้านในนอกจากห้องนอน แล้วยังมีห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำ ซึ่งขนาดพอเหมาะพอดีสำหรับครอบครัวเล็กๆ

“เอ่อ ขอละลาบละล้วงนิดนึง - - บ้านนี้คุณอยู่...”

“คนเดียว - - พ่อแม่ผมอยู่ต่างจังหวัด บ้านหลังนี้เป็นมรดกของคุณตายกให้คุณแม่ก่อนเสียชีวิต พ่อกับแม่ผมท่านเป็นครูอยู่ต่างจังหวัดน่ะ”

“แล้วคุณไม่มีพี่น้องเหรอคะ”

“พี่ชายคนนึง ตอนนี้อยู่อังกฤษ แต่งงานแล้วมีลูกสาวหนึ่งคน”

“แล้วคุณ...”

“ผมเรียนจบปริญญาโทด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์ เป็นลูกจ้างยูเอ็นอยู่สองปีแล้วก็ลาออกกลับเมืองไทย จบ”

“ฮ๊ะ – แล้วมาทำขนมเค้กเนี่ยนะ”

“ฮื่อ...มันแปลกตรงไหน”

“พูดถึงความมั่นคง ชีวิตผมตอนนี้ดูจะห่างไกลกับคำนี้มากแต่ถ้าพูดถึงความคุ้มค่าในการใช้ชีวิต ผมว่าผมใช้มันคุ้มมากแล้ว”

“โอ้ คุณเท่มากค่ะ ฉันยอมรับ”

“อันนั้นเอาไว้พูดให้ตัวเองดูดี แต่จริงๆ แล้วผมอกหัก”

“อย่างคุณเนี่ยนะ... เห็นครั้งแรกฉันยังตาค้างเลย หล่อซะขนาดนี้ยังกล้าอกหักอีกหรือนี่”

“แหน่ะ แล้วบอกว่าไม่หวั่นไหว”

“ฉันไม่ได้หวั่นไหว...ฉันแค่ตกใจที่คนหน้าตาดีอย่างคุณมาปกป้องฉัน – มันเลยทำให้ฉันดูเป็นนางเอก”

“เพ้อเจ้อแล้วป้า – ผมเห็นผู้สูงวัยกำลังโดนทำร้ายด้วยเอ็มเจ็ดเก้าต่างหากเลยเข้าไปช่วย”

“อ่ะ ต่อๆ อกหักแล้วไงต่อ”

“ช่วยส่งพริกไทยมาทางนี้ที แล้วเอากระเทียมนี่ไปแกะเสร็จแล้วก็ตำซะให้แหลกราญ ครกอยู่ใต้อ่างล้างจาน ห้ามปั่นด้วยเครื่องนะ โอเค ใช้การตำเท่านั้น”

“เจ้าค่าคุณผู้ชาย คนใช้จะทำตามคำสั่งเดี๋ยวนี้แหละเจ้าค่า”

“ดีมาก”

“ต่อนะ - ความรักของผมก็เหมือนคุณนั่นแหละ เหมือนกันเป๊ะเลย แค่สลับตัวจากคุณเป็นผม และจากคนรักของผมเป็นเขา”

“หา... จริงเหรอเนี่ย”

“แตกต่างกันก็แค่เรามีโอกาสได้คบกันอยู่ระยะหนึ่ง –เป็นช่วงชีวิตที่ผมต้องตัดสินใจระหว่างอนาคตกับความรัก”

“ฉันเดาว่าคุณเลือกอนาคต”

“ใช่... เพราะตอนนั้นผมแค่ ๒๖ เพิ่งเรียนจบปริญญาโทแล้วได้เข้าทำงานกับยูเอ็นมันท้าทายมากเลยนะคุณ แต่ผมก็ทะลึ่งไปตกหลุมรักผู้หญิงที่อายุมากกว่าถึง ๑๐ ปี ช่วยไม่ได้, เพราะเธอหน้าเด็ก ผมก็เลยนึกว่าเธอรุ่นราวคราวเดียวกัน มารู้ว่าเป็นรุ่นพี่หลายปีก็แทบหงายหลัง ตอนนั้นผมจะเลิกกับเธอเพราะผมเป็นผู้ชาย ผมก็ต้องเป็นผู้นำครอบครัวสิ แต่เธออายุมากกว่า ความคิดความอ่านย่อมกว้างไกลกว่า มันก็เลยทำให้เรามีปัญหากันอยู่เรื่อยๆ จนสุดท้ายเราก็ต่างคนต่างไปสักพัก... แล้วผมก็ทนไม่ได้ – ไปง้อ... เออ ตอนนั้นผมแอบรู้มาว่าเธอกำลังหัดทำขนมเค้กด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า นี่ก็จัดเต็มเลยไปเข้าคอร์สอบรมเบเกอรี่หมดไปหลายหมื่น ได้เค้กส้มมาก้อนนึง กำลังจะเอาไปให้เธอชิมที่บ้าน – เธอประสบอุบัติเหตุก่อนจะถึงบ้านแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้นเอง ต่อหน้าต่อตาเลย เค้กส้มถึงกับลงไปกองกับพื้น – เฮ้ยๆๆ แกะกระเทียมอย่าเหม่อ”

“ฉันช็อค”

“ผมก็ช็อค เอานะ แล้วเรื่องเศร้าก็จะผ่านเราไป, ขอแค่มีความเข้มแข็งแล้วก็อดทน ไม่มีอะไรแย่เกินไปหรอก”

“อืมม์ ฉันก็คิดว่าสักวัน ฉันกับเขาก็คงจะมีโอกาสได้พบกันอีก ในวันที่ในใจฉันไม่หลงเหลือความเจ็บปวดอีกแล้วน่ะ”

“เอ... หรือเราควรจะเริ่มต้นใหม่ด้วยกันดี ไหนๆ ก็โสดทั้งคู่ ลองมาคบกันดูจะเป็นไรไป เข้ากันได้ก็อัพ สเต็ปเป็นคนรัก เข้ากันไม่ได้ก็ลดสถานะลงเหลือแค่เพื่อน” ประโยคที่ทำเอามิราถึงเกือบทำครกหินหลุดใส่เท้า –

“เพิ่งจะรู้จักกันเนี่ยนะคะ”

“เอ๊า...ก็บอกแล้วไง เจอกันคือวาสนาหลังจากนั้นต่อมาเป็นเรื่องของคนสองคน” มิราหัวเราะเขิน... และบอกกับตัวเองว่า เอานะ... อย่างน้อยระหว่างนี้คนมาช่วยล็อคกุญแจความทรงจำระหว่างเธอกับผู้ชายคนนั้นแหละนะ - -

ถ้าหากเป็นคนที่ถูกสร้างมาคู่กันจริงๆ ไม่ว่าอะไรก็คงกั้นไว้ไม่ได้,
แต่ถ้าหากไม่ใช่ ถึงพยายามแค่ไหนก็ต้องพรากกันอยู่วันยังค่ำ ~
 

จบจ่ะ
SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments