รถไฟที่ผิดขบวนอาจพาเราไปถึงจุดหมายก็ได้ (๒)
๑๙ เมษายน ๒๕๕๗ 
สองสามวันมานี้มิราอ่านหนังสือจบไปหลายเล่ม ทั้งที่หนังสือที่เพิ่งซื้อมาจากงานหนังสือเมื่อต้นเมษา กับหนังสือที่มีอยู่ก่อนหน้าซึ่งยังหาเวลาอ่านไม่ได้ เพราะความเป็นคนชอบเขียน เธอจึงเขียนทุกอย่างทั้งเรื่องสั้น บันทึก นวนิยาย และกระทั่งบทความทางคอมพิวเตอร์ หากไม่บอกก็คงไม่มีใครรู้ว่าอาชีพของมิราคือทหาร – ก็ไม่เห็นแปลก เพราะคนเรามักจะมีหลายด้านหลายมุมอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรู้จักในมุมไหน

บ่ายวันเสาร์ที่อากาศร้อนนรกแตก นอกจากนอนกลิ้งไปมาสี่ห้าร้อยรอบแล้วก็ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการออกเดินทาง และระหว่างกำลังเก็บของลงกระเป๋า เครื่องเสียงที่เปิดทิ้งไว้ก็ดูเหมือนจะจงใจดังที่เพลง California Dreamin' พอดิบพอดี มิราละมือจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ หยิบหนังสือติดมือมา ๒ เล่ม Ipad และมือถือ ใส่กระเป๋า ล็อคบ้านและคว้าจักรยานปั่นข้ามถนนพระรามหก ไปยังร้านกาแฟคอฟฟีมาเนียอารีย์ซอยห้า เธอล็อคจักรยานไว้ในพื้นที่ซึ่งร้านจัดเอาไว้ น่าแปลกที่ร้านนี้ทำที่จอดจักรยานด้วย...

มิราผลักประตูกระจกเข้ามาในร้าน เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังกรุ๋งกริ๋ง ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศสัมผัสผิว เธอเลือกที่นั่งและสั่งเครื่องดื่ม ระหว่างที่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ ไม่นานนักเครื่องดื่มที่มาพร้อมกับจานขนมเค้กก็วางตรงหน้า มิราเงยหน้าขึ้นจากหนังสือเพื่อจะบอกว่าขนมเค้กนี้อาจจะส่งผิดคน เธอไม่ได้สั่งขนม แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็คือชายหนุ่มที่ช่วยให้กล้องถ่ายรูปเธอปลอดภัยจากการถูกสาดน้ำเมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมานั่นเอง

“อ้าวคุณวิภู มาทำอะไรที่นี่คะ บังเอิญจัง”

“ผมอยู่ที่นี่ นี่ร้านผม ว่าแต่คุณน่ะ นึกยังไงถึงได้แวะมา”

“อืมม์ เพราะ California Dreamin' มั้งคะ” เขาเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วคลายออก บางทีเพลงบางเพลงก็ทำให้เราก็ทำให้เราตัดสินใจอะไรง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมาก

“อ่ะนี่ลองชิม เค้กส้มอร่อยที่สุดในสามโลก นั่งอบเองตั้งแต่ตีสี่ ไม่ธรรมดานะ นี่ส้มวาเลนเซียอิมพอร์ต ข้างในเนื้อเค้กผสมเนื้อส้มด้วย รับรองได้ว่าละลายในปาก”

“คุณทำเอง?”

“แน่นอนสิ ทำไมรึ ผู้ชายหน้าตาดีอย่างผมทำเบเกอรี่นี่มันแปลกตรงไหน ร้านดังๆ เค้ามีเชฟเป็นผู้ชายทั้งนั้นแหละ”

“ฉันก็แค่แปลกใจ นึกว่าคุณเป็นนักมวย ล่ำซะขนาดนั้น ใครจะไปคิดว่าจะเป็นเจ้าของร้านเค้ก เอ๊ะ หรือว่าที่จริงแล้ว...”

“ผมไม่ได้เป็นเกย์ ชัวร์ ผมแค่เหมือน แค่รูปร่างเหมือน”

“ฉันไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”

“แต่คุณคิด เอาเถอะ จบไป ว่าแต่คุณอ่านอะไรอยู่”

“อ้อ หนังสือเล่มนี้เหรอคะ ฉันถือมาให้น้องคนนึงที่เค้าชอบอ่านผลงานของนักเขียนคนเดียวกันน่ะค่ะ บังเอิญฉันไปเจอเขาที่ร้านกาแฟใกล้ๆ นี่แหละ เขากำลังอ่าน ดลใจภุมริน ผู้เขียนคือ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ คือมันแปลกมากที่เด็กวัยรุ่นอายุสิบเก้านั่งคร่ำเคร่งอยู่กับหนังสือของนักเขียนที่ดังมากในยุคฉัน แค่เห็นวัยรุ่นอ่านหนังสือเล่มหนาๆ ก็ว่าแปลกแล้ว มาเจอวัยรุ่นที่อ่านหนังสือของนักเขียนระดับบรมครู ฉันเลยอดไม่ได้ที่จะเข้าไปทักทายน่ะค่ะ”

“แล้วยังไงต่อ”

วิภูนั่งตรงข้ามและตั้งใจฟังในเรื่องที่มิรากำลังเล่า ที่จริงเธอเขินมาก เพราะไม่มีใครนั่งจ้องหน้าแบบนี้มานานมากแล้ว เธอจึงแก้เขินด้วยการตักขนมเข้าปากชิมรสชาติ และไม่ผิดไปจากที่เขาพูด มันละลายในปาก แทบไม่ต้องเคี้ยว รสชาติค่อนข้างละมุนไม่หวานจนเลี่ยนและไม่เปรี้ยวจนอยากคายทิ้ง มิราสบตากับเขา เพื่อจะสื่อให้เห็นชัดๆ ว่าขนมเค้กอร่อยมาก

“อ่อ ก็หลังจากนั่งคุยสักพักถึงได้รู้ว่าเขามีรสนิยมการอ่านที่ค่อนข้างไปทางเดียวกับฉัน ฉันมีหนังสือของนักเขียนท่านนี้หลายเล่ม ส่วนน้องเขาเพิ่งจะเข้าสู่วงการนักอ่าน เขาบอกกับฉันว่าการอ่านหนังสือเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับเขา เพราะเขาไม่ชอบเล่นกีฬา ไม่ชอบสังคม สองสิ่งที่เขาชอบคืออ่านหนังสือกับฟังเพลง – เด็กหนุ่มหัวฟูชอบฟังเพลงร็อคแบบปวดกระดูกสันหลัง แต่ชอบอ่านงานเขียนของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ โคตรเท่”

“แล้วยังไงต่อ”

“ฉันก็เลยเอาหนังสือที่ฉันมีมาให้เขายืมอ่าน โดยการฝากไว้ที่ร้านกาแฟร้านนั้น พออ่านจบเขาก็เอาหนังสือมาฝากคืนฉัน ส่วนฉันก็เอาเล่มใหม่ไปฝากไว้ให้เขา เจ้าของร้านก็น่ารักนะ รับฝากด้วย”

“วันหลังก็มาฝากไว้ที่ร้านผมสิ ผมก็รับฝากเหมือนกัน”

“แต่น้องเขาไม่รู้จักร้านคุณนี่นา”

“งั้นวันหลังคุณก็ถือหนังสือที่คุณชอบอ่านมาให้ผมอ่านด้วยสิ เริ่มจากเล่มนั้นเลย”

เขาชี้มาที่หนังสืออีกเล่มที่วางอยู่ข้างกัน

New York 1st time เป็นหนังสือที่ไม่ได้อยู่ในความคาดหมายว่าจะต้องอ่าน เพราะซื้อในงานหนังสือไม่ทัน แต่ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้เริ่มจากคลิปวีดิโอที่ปล่อยออกมาโปรโมท ทำให้คอหนังสือตั้งตารอหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ยังไม่ออกจากโรงพิมพ์ - - เขาอาจจะไม่ได้ลองผิดลองถูกที่จะโปรโมทด้วยวิธีนี้ แต่เขาอาจจะศึกษามันมาดีมากแล้วที่จะทำการตลาดด้วยวิธีนี้, อย่างน้อยรุ่นพี่หลายๆ คนในวงการหนังสือก็เคยทำมันมาแล้ว และได้ผล

New York 1st time คนเขียนชื่อ ธนชาติ ศิริภัทราชัย เขาเขียนถึงเรื่องราวที่เขาไปใช้ชีวิตในนิวยอร์ก "ครั้งแรก" ของหลายๆ อย่าง - เล่าแบบที่เพื่อนเล่าให้เพื่อนฟัง, ศัพท์ที่ใช้ก็ส่วนใหญ่เป็นภาษาพูดที่วัยรุ่นคุยกัน - ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะใช้คำพวกนี้ในหนังสือ แค่เค้า "กล้ามาก" ที่จะแหกกรอบประเพณีหนังสือบ้านเราด้วยการใช้ถ้อยคำ "เป็นกันเอง" กับคนอ่านจนทำให้คนอ่านเองก็รู้สึกใกล้ชิดเขาจากตัวหนังสือของเขา, นี่อาจจะเป็นเสน่ห์ของการเล่าเรื่องแบบเป็นกันเองก็ได้

เรื่องเล่าในหนังสืออาจจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่ไปใช้ชีวิตในต่างด้าวต่างแดน สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา คนทั่วไปก็สามารถประสบได้ และหลายๆ เรื่องก็ต้องประสบมันแน่นอน แต่จุดขายของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การเล่าเรื่อง เล่าได้สนุกสนานเสมือนคนอ่านนั่งอยู่ข้างๆ

“เนี่ยเหรอคะ... ได้ค่ะ อ่ะฉันให้ยืม”

“ขอบคุณครับ ว่าแต่เรื่องความรักของคุณเป็นยังไงบ้าง หลังจากนั้น”

“ฉันเหรอคะ, ตอนนี้ฉันเริ่มชินกับการเมินเฉยของเขาแล้วล่ะค่ะ จริงๆ เขาก็อาจจะไม่ได้คิดอะไรกับฉันเลย ที่ผ่านมาฉันมโนไปเองตามประสานักเขียนดาร์กๆ น่ะว่าบางทีสัมพันธภาพอันดีระหว่างเราอาจแปรผกผันตรงข้ามกับสิ่งที่ฉันกลัวก็ได้ ก็ได้แต่ฉันลืมไปว่าอุปสรรคที่ต้องผจญภัยข้ามไปนั้น ถ้าต่างฝ่ายไม่ข้ามมาหากันมันก็คงไม่รอด ฉันไม่สามารถตะกายไปถึงจุดนั้นคนเดียวได้ถ้าเขาไม่ให้ความร่วมมือ และแน่นอนว่าตอนนี้เขาอาจจะกำลังมีชีวิตสุขๆ ในแบบที่เขาชอบ ซึ่งก็ดีแล้วล่ะค่ะ เพราะจริงๆ แล้วมันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ”

“สรุปว่าคุณไม่รักเขาแล้ว”

“เทน้ำลงทะเล มันเหนื่อยนะคะคุณ”

“แต่อย่างน้อยก็กล้ามแขนก็แข็งแรง... เหมือนผมนี่ไง”

“ช่างเถอะค่ะ, ฉันปล่อยทุกอย่างให้เป็นเรื่องของโชคชะตาแล้วล่ะ”

“การพบกันครั้งแรกต่างหากคือโชคชะตา หลังจากนั้นต่อมามันก็เรื่องของคนสองคนที่จะสานต่อความสัมพันธ์ จะคบหากันรอดไม่รอดก็อยู่ที่คนสองคนแล้วนะผมว่า”

“ฉันก็แค่ใช้ชีวิตอยู่กับความจริงเท่านั้นเองค่ะ อ้อใช่ ลืมเล่าให้ฟังเลยค่ะ วันสงกรานต์หลังจากที่ฉันกลับบ้านแล้วก็เลยลงมือเขียนเรื่องสั้นอัพบล็อคตามประสาฉัน วันถัดมาฉันได้รับข้อความ inbox พันทิปจากผู้ใช้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเขียนมาว่า สวัสดีครับ คุณมิรา ผมชื่อทิน ผมอ่านเรื่องสั้นทุกเรื่องในบล็อค ของคุณ ในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ผมประทับใจเรื่องสั้นหลายเรื่องของคุณ อีกทั้งนั่นเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากเป็นนักเขียนขึ้นมาบ้าง เรื่องสั้นหักมุมของคุณสนุกมาก ส่วนเรื่องสั้นวันสงกรานต์ล่าสุดที่คุณโพสท์ในบล็อค นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหรือเปล่าครับ? เพราะเมื่อวานนี้ ผมนั่งอยู่ในร้านกาแฟ คอฟฟี่มาเนียที่ซอยอารีย์ ดื่มเอสเพรสโซ่ร้อนและอ่านเรื่องสั้นในบล็อคของคุณอยู่ ถ้าคุณสังเกต ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้สูงติดริมหน้าต่างกระจก ฉากในเรื่องสั้นของคุณคุ้นตามาก ผมจึงเขียนจดหมายนี้มาถึงคุณ” มิราอ่านข้อความจาก inbox ใน ipad ให้ วิภูฟัง

“ฮ๊ะ อะไรนะ.... วันที่คุณมาที่นี่ เขาก็อยู่ด้วยเหรอ”

“เขาเขียนมาว่าอย่างนั้นน่ะค่ะ”

“โห โลกกลมมาก บางทีผมอาจจะรู้จักก็ได้นะถ้าเป็นลูกค้าประจำ เอ หรือว่าจะเป็นคนนั้นนะ ผู้ชายตัวสูงๆ ที่ชอบนั่งม้ายาวตรงกระจกนั่นน่ะ เขาชอบสั่งลาเต้ร้อน แล้วก็ลาเต้ร้อน”

“คืออะไรคะ ลาเต้ร้อนแล้วก็ลาเต้ร้อน”

“ก็ลาเต้ร้อนครั้งแรก ดื่มหมดแล้วสั่งถ้วยใหม่ไงคุณ”

“คุณรู้จักเขาด้วยเหรอคะ”

“ถ้าใช่คนที่มาประจำน่ะนะ ทุกทีเขาก็จะมาวันเสาร์นี่แหละ แต่วันนี้ยังไม่เห็นเลย” ไม่พูดเปล่าแต่ชะเง้อมองออกไปนอกร้านเพื่อมองหาบางคนที่อาจใช่คนที่มิราพูดถึง

“คุณปั่นจักรยานด้วยเหรอเนี่ย”

“ก็ตั้งแต่รู้จักกับคนนั้นนั่นแหละค่ะ”

“โอ้ ผู้ชายคนนั้นมีอิทธิพลกับชีวิตคุณสูงมากจริงๆ”

“ไม่คิดมาก่อนเหมือนกันว่าจะเป็นไปได้ขนาดนี้ ยังแปลกใจตัวเองอยู่เลยว่าเป็นแบบนี้ได้ยังไง ถึงแม้ตอนนี้ฉันจะพยายามหักใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตัดใจได้นะคะ เพราะทุกเช้าที่ตื่น และทุกคืนก่อนนอนก็ยังนึกถึงอยู่เสมอ ที่สำคัญสถานที่ทุกแห่งที่เราเคยไปด้วยกัน กิจกรรมหลายอย่างที่เคยมีร่วมกัน แม้แต่เพลงที่เคยฟังด้วยกัน เหล่านั้นก็ทำให้รู้สึกเจ็บลึกไปถึงอกได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกค่ะที่จะทำใจ”

“ผมเข้าใจนะ” วิภูรู้ดีว่าความเจ็บปวดจากการไม่ถูกรักมันเป็นอย่างไร

“แหม... อายุแค่นี้จะไปรู้อะไร”

“นี่ป้า...คนเรานะ ถ้าไม่เคยเอาตีนสะเหร่อๆ ไปเหยียบเศษแก้วคมๆ ที่คนมักง่ายทุบทิ้งไว้ริมชายหาดใกล้โขดหิน -- ไม่รู้หรอกว่าความเจ็บปวดจริงๆ เวลาที่เลือดสาด และน้ำทะเลเค็มๆ มันซึมเข้าไปในแผล มันแสบยังไง มีแต่คนที่เคยโดนเท่านั้นแหละถึงจะรู้ เราไม่อาจตัดสินความร้าวรานของผู้อื่นได้จากสิ่งที่เราเพียงมองเข้าไปด้วยสายตาได้ มีแต่ประสบการณ์ล้วนๆ ที่สอนว่า เราจะลากสังขารตัวเองให้รอดจากความเจ็บ-แสบนั้นอย่างไร ทุกความเจ็บปวด คือบทเรียนราคาแพงที่ทำให้มนุษย์เข้มแข็งขึ้น เหยียบเศษแก้วครั้งแรก - นั่นคือควรจำไว้ แต่ถ้ามีครั้งสองสามต่อไป, นั่นเรียก เจ็บไม่รู้จักจำ โอเคมั้ยป้า”

“เริ่มรู้สึกว่า คุณไม่น่าจะอายุแค่ยี่สิบแปดละ ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย”

“ก็บอกแล้วไง อย่าเอาตัวเลขมาตัดสินความคิด ถึงแม้คุณจะเกิดก่อนผม ประสบการณ์คุณไม่ได้มากไปกว่าผมหรอก ประสบการณ์ของเราแค่แตกต่างกัน คุณได้เจอในสิ่งที่ผมไม่เคยเจอ และผมก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่คุณเองก็ไม่เคยได้รู้มันมาก่อน นั่นคือความแตกต่างของเรา เกิดก่อนไม่ได้หมายความว่าจะมีแผลในชีวิตมากกว่าเสียเมื่อไหร่กัน”

“ตอนนี้ชักรู้สึกว่าคุณแก่แล้วล่ะ”

“ทำไม”

“ขี้บ่น”

“ป้านี่... เดี๋ยวเถอะ” วิภูหันไปหาพนักงานในร้านแล้วเรียกให้ตักบราวนี่อัลมอนด์มาอีกชิ้น

“กินไปป้า จะได้ไม่ต้องดราม่ามาก”

“ไม่ไหว เดี๋ยวอ้วนตาย”

“คุณปั่นจักรยานจากที่นี่กลับถึงบ้านก็หมดเค้กไปชิ้นนึงละ เอาน่ะ ลองดู นี่เป็นรสชาติที่ผมชอบมากตั้งแต่ทำขนมมาเลยนะ” เสียงเพลง California Dreamin' ดังขึ้นอีกครั้ง มิรามองไปรอบๆ ร้าน มีโต๊ะประมาณสิบโต๊ะ มีลูกค้านั่งอยู่ประปราย ต่างก็อยู่ในโลกส่วนตัวของตน บ้างก็หมกมุ่นอยู่บนหน้าจอเครื่องมือสื่อสารที่อยู่ตรงหน้า บางคนก็นั่งอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์ นานๆ ทีจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาโลกมนุษย์บ้าง... ชีวิตของคนในยุคดิจิตอล สังคมของเขากว้างใหญ่มากในจอสี่เหลี่ยมที่ถืออยู่

“เดี๋ยวฉันจะต้องแวะเอาหนังสือไปให้น้องคนนั้นก่อนนะ แล้ววันหลังจะแวะมาอีก ขอบคุณมากนะที่อุตส่าห์นั่งฟังเรื่องไร้สาระของฉันน่ะ”

“ยินดีเป็นที่สุด อย่าลืมแวะมานะ แล้วก็ถือหนังสือติดมือมาให้อ่านด้วยล่ะ อ้อ มื้อนี้ไม่ต้องจ่ายตังค์ ผมเลี้ยงต้อนรับเพื่อนใหม่”

“ฉันเป็นพี่คุณตั้งหลายปี คุณต้องเป็นน้องสิ”

“นั่นเรื่องของคุณ เพราะผมนับคุณเป็นเพื่อน – ปั่นจักรยานดีๆ นะ เดินทางปลอดภัยล่ะ” เขายืนส่งหน้าประตูร้านพร้อมรอยยิ้มที่สามารถทำให้มนุษย์ผู้หญิงบางคนถึงกับใจละลายได้, ผู้ชายอะไร หล่อเป็นบ้า ~

SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments