รถไฟที่ผิดขบวนอาจพาเราไปถึงจุดหมายก็ได้ (๑)
 ๑๓ เมษายน ๒๕๕๗ 
 
บ่ายสองของวันที่ สิบสามเมษายน ฤดูที่สุพรรณิการ์เหลืองเต็มต้น และชมพูพันทิพย์หล่นเกลื่อนพื้น ตะแบกสีม่วงล้อลมอยู่บนต้นเหมือนผีเสื้อ- ถึงแม้อากาศจะร้อนตับปลิ้น แต่ก็ทดแทนกันได้ด้วยดอกไม้ที่สะพรั่งสวยสบายตา

บนรถไฟฟ้าบีทีเอสมีชาวต่างชาติที่พร้อมใจกันมาเล่นน้ำในเทศกาลสงกรานต์ มากกว่าเจ้าของประเทศเองเสียอีกในเวลานี้ กรุงเทพฯ ไม่ต่างอะไรกับต่างจังหวัด ผู้คนบางตา รถราก็ไม่แน่นถนน ถ้าเป็นแบบนี้ได้ทุกวันคงจะดี -- วันนี้เป็นวันหยุดอีกวันของเทศกาลปีใหม่ไทยที่ “มิรา” มีโอกาสได้อยู่กับตัวเอง เธอวางแผนเอาไว้ว่าจะไปดูหนังสักสามสี่เรื่อง เขียนเรื่องสั้นสักสองสามเรื่อง และนั่งละเมียดละไมกับกับกลิ่นหอมของกาแฟระหว่างอ่านหนังสือที่เพิ่งได้จากงานหนังสือมาเมื่อต้นเดือน แล้วถ้าหากจำเจมากนักก็พักด้วยการออกเดินทางไปถ่ายรูปริมทะเลในสักวัน ที่สำคัญคือ “คิดถึงใครบางคน” - -

ใครบางคนของเธอ ณ เวลานี้เขาอาจจะกำลังเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสบายอารมณ์ ณ แห่งหนตำบลหนึ่งของประเทศนี้หรือประเทศอื่นก็สุดคาด บางทีเขาอาจจะอยู่กับใครสักคนของเขา, หรืออาจจะอยู่เพียงคนเดียวแต่มีใครคนอื่นอยู่ในใจซึ่งไม่ใช่เธอ - - นั่นสุดคาดเดา, เพียงแต่เขาเป็นคนเดียวในที่อยู่ในใจเธอ นานเท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้ เธอรู้เพียงว่า ไม่มีใครเลยที่จะทำให้เธอเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อเขาไปได้ ไม่มีสักคนเดียว

ชีวิตของมิราเปลี่ยนแปลงหลังจากตื่นเช้าขึ้นมาในวันหนึ่งแล้วพบว่าเธอ “ติด” โซเชียลเน็ตเวิร์กมากเกินไป ไหนจะเฟซบุค จีพลัส อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และอื่นๆ อีกสองสามช่องทาง อยู่ๆ เธอก็เลือกปิดการใช้งานทุกเครือข่ายตามประสาเทพแห่งดราม่าอันมีอารมณ์เป็นที่ตั้งแล้วนั่งมองจอมอนิเตอร์ว่างๆ อยู่พักใหญ่ - -

จากนั้นก็เริ่มทำความคุ้นเคยกับการตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองไม่ต้องมานั่งรับรู้เรื่องของผู้คนซึ่งไปทำอะไรที่ไหนมา เธอได้เวลากลับคืนมาหลายชั่วโมง และหลายชั่วโมงเหล่านั้นคือเวลาที่ได้ใช้มันไปกับการอ่านหนังสือ เขียนเรื่องสั้น วาดรูป และเดินทาง แต่ก็น่าแปลก ระหว่างที่อยู่ในสังคมออนไลน์เธอมีเพื่อนพ้องน้องพี่มากมาย ผิดกับชีวิตจริงตอนนี้ที่ไม่มีแม้กระทั่งเพื่อนดูหนังหรือนั่งกินข้าว, แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้มิรารู้สึกอะไรได้มากเท่าการรู้สึกอ่อนล้ากับการใช้ชีวิตลำพังอย่างที่เป็นอยู่นี้ - - ความโดดเดี่ยวมันกัดกินพลังในการใช้ชีวิตไปมากเอาการ เธอจึงปรับสมดุลด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยฆ่าเวลาระหว่างนี้ให้ตายลงอย่างไม่โหดร้ายมากนัก

วันนี้มิราจึงเลือกจะดูหนังสักเรื่องหลังจากอ่านหนังสือจบไปหนึ่งเล่มในช่วงเช้า – ลันซ์บ็อกซ์ เป็นหนังสัญชาติอินเดียที่นำเสนอวิถีชีวิตปัจจุบันของอินเดียชนชั้นกลาง เล่าเรื่องหญิงสาวลูกหนึ่งกับชายวัยใกล้เกษียณซึ่งสื่อสารกันด้วยจดหมายที่มาพร้อมกับปิ่นโตอาหารกลางวัน มิตรภาพที่ไม่เห็นหน้า แต่ทว่ามีความรู้สึกอันดีต่อกัน – มิรานึกถึงตัวเอง, นึกถึงความรักที่เป็นไปไม่ได้ระหว่างเธอกับคนที่เธอรัก ความรักที่ทำให้เธอเจ็บอกอยู่หลายวัน ถึงแม้ปัจจุบันความเจ็บปวดนั้นจะทุเลาลงบ้างแต่มันก็ไม่ได้หายไปจากชีวิต เพราะเธอยังคิดถึงเขาอยู่ทุกเช้าที่ตื่นและทุกคืนก่อนนอน - - เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าเขามีค่ากับใจเธอแค่ไหน....

มิราออกจากโรงหนังมาพร้อมกับคนอื่นๆ แต่ถึงกับผงะเมื่อเจอเข้ากับสงครามสงกรานต์ใจกลางกรุงเทพมหานคร เธอไม่ได้กลัวน้ำแต่กลัวว่ากล้องถ่ายรูปที่อยู่ในกระเป๋าถือจะเปียกน้ำ มันเป็นความผิดพลาดที่หลงลืมไปว่านี่คือเทศกาลที่ทุกคนต้องเปียกน้ำ แต่ด้วยความเคยชินเธอจึงถือกล้องถ่ายรูปติดกระเป๋ามาด้วย ระหว่างนั้นเธอไม่ได้สังเกตหรอกว่ามีปืนเอ็มเจ็ดเก้าสีส้มที่บรรจุกระสุนเป็นน้ำเย็นจัดเต็มกระบอก ดึงสูบเต็มที่พร้อมยิงมาที่เธอ มิราหลับตาปี๋กอดกระเป๋าไว้แน่น เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบวินาที เธอลืมตาขึ้น ไม่มีน้ำสักหยดที่ทำให้เธอเปียก นั่นเพราะมีร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มคนนึงมาบังเอาไว้ มิราเงยหน้ามอง - -

“ระวังหน่อยสิป้า,ถ้ากลัวเปียกก็อย่าออกมาเล่นสงกรานต์ เข้าใจมั้ย”

“ฉันไม่ได้มาเล่นสงกรานต์นะ ฉันมาดูหนัง”

“รู้ละน่า ก็เดินตามก้นออกมาติดๆ”

“ขอบใจมากนะจ๊ะพ่อหนุ่ม ฉันแค่กลัวว่ากล้องถ่ายรูปจะเปียกน่ะ ส่วนตัวฉันจะเปียกก็ไม่เป็นไรหรอก”

“งั้นหลบมาทางนี้มา เดี๋ยวจะพาหนีน้ำ”

ไม่พูดเปล่า เขาจูงมือเธอเดินหลบออกไปด้านหลังโรงหนังซึ่งเป็นตรอกเล็กๆ ไปทะลุกับสถานีรถไฟฟ้าอีกแห่งหนึ่ง

“เมื่อกี้เรียกป้า ยังไม่ได้คิดบัญชีเลย ฉันไม่ได้แก่ขนาดนั้นซะหน่อย”

“ก็แก่กว่าผมละกัน, ลงสถานีไหน มานี่เดี๋ยวช่วย” ไม่พูดเปล่า เขาเดินดุ่มๆ ไปที่ช่องขายตั๋วเลือกสถานีปลายทาง หยอดเหรียญ รับตั๋วเดินทางแล้วยื่นให้เธอ

“ขอบใจมากนะ, เมื่อกี้คุณบอกว่าเดินตามฉันออกมาจากโรงหนัง ไม่น่าเชื่อนะว่าหน้าตาอย่างคุณก็ชอบหนังแบบนั้นด้วย”

“หน้าตาแบบผมมันทำไมอ่ะป้า”

“ก็... ช่างเหอะ ฉันไม่ควรตัดสินใครที่หน้าตา อย่างน้อยคุณก็มีน้ำใจ แล้วนี่... ลงสถานีไหน”

“อารีย์เหมือนป้านั่นแหละ บ้านผมอยู่ซอยห้า”

“ฉันอยู่พระรามหก นี่ เลิกเรียกป้าได้แล้วฉันมีชื่อย่ะ”

“ผมชื่อวิภู ป้าล่ะ เอ๊ย คุณล่ะ”

“ฉันชื่อมิรา มิราเคิล”

“เฮ้ย จริงดิ - - คนอะไรชื่อ มิราเคิล... อืมม์ ป้าคิดว่าสองคนนั้นจะได้เจอกันมั้ย” อยู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องกระทันหัน โชคดีที่เป็นเรื่องเดียวกันจึงพอจะเข้าใจและโต้ตอบกันได้

“อิลากับเฟอร์นันเดซ น่ะเหรอ, เจอสิ ก็ผู้ชายเค้ากำลังตามหาผู้หญิงคนนั้นอยู่นี่นา”

“แต่ถ้ารถติดเขาก็คงไปไม่ทัน เพราะเธอกำลังจะไปภูฎานเวลาเที่ยงครึ่ง”

“งั้นฉันว่าคงอยู่ที่วาสนาแล้วล่ะ”

ระหว่างนั้นรถไฟฟ้าก็มาถึงสถานีอารีย์พอดี ทั้งสองเลือกที่จะเดินกลับด้วยกัน ชายหนุ่มเดินช้าลงหนึ่งก้าวเพื่อให้หญิงสาวที่เขาเรียกป้าซึ่งตัวเตี้ย ขาสั้น เดินตามให้ทัน

“ไม่รู้ใครบอกฉันก่อนหน้านี้ว่า เจอกันคือวาสนาหลังจากนั้นต่อมาเวรกรรมล้วนๆ จริงรึเปล่า”

“สำหรับผม – เจอกันคือโชคชะตา หลังจากนั้นต่อมาคือความรู้สึก ผมใช้ความรู้สึกในการเรียนรู้คนแต่ละคนที่รู้จักน่ะ”

ระหว่างทางที่เต็มไปด้วยชมพูพันทิพย์หล่นเกลื่อนพื้น เป็นฉากที่ดูจะโรแมนติกมากถ้าหากทั้งสองคนเป็นคนรักกัน เดินข้างกันคอยหลบน้ำที่สาดมาเป็นระยะ วิภูยังคอยปกป้องเธอจากสงครามสาดน้ำจนกระทั่งถึงร้านกาแฟเล็กๆ ริมทางที่ยังเปิดต้อนรับลูกค้าขณะที่ร้านอื่นละแวกเดียวกันนั้นปิดหมด ชายหนุ่มผลักประตูเข้าไปก่อนแล้วเปิดค้างไว้ให้เธอเดินตามเข้าไป เพลงที่ดังขึ้นพอดีคือ แคลิฟอร์เนียดรีม (California Dreammin’) เป็นเพลงประกอบหนังเรื่องหนึ่งที่มิราชอบแต่คนที่ร้องเพลงคลอระหว่างเดินกลับจากสั่งเครื่องดื่มกลับเป็นวิภู

“คุณรู้จักเพลงนี้ด้วยเหรอเนี่ย”

“ผมชอบ เฟย์ หว่อง นางเอกเรื่อง ชุงกิงเอ็กซเพรส (Chungking Express) เธอโคตรน่ารัก ตาโตตัวเล็ก สเป็กผมเลย”

“ถ้าไม่ดูหน้านี่ ฉันนึกว่าคุณวัยเดียวกันเลยนะเนี่ย หนังเรื่องนี้มันเก่ามากถ้าไม่แก่จริงไม่รู้จักหรอก”

“ที่จริง คนที่ชอบเพลงนี้คือแฟนผม ผมหัดร้องเพลงนี้เอาใจเธอน่ะ”

“น่ารักจริงๆ แล้วมีอะไรที่คุณทำเพื่อเธออีกบ้าง”

“เยอะแยะ จำไม่ได้ละ”

“งั้นอะไรที่คุณทำแล้วภูมิใจที่สุด”

“เค้ก”

“ห๊ะ... คุณเนี่ยนะ” เนื่องจากรูปร่างของชายหนุ่มที่น่าจะสูงเกินร้อยแปดสิบห้า ตัวหนาเหมือนนักกีฬารักบี้ฟุตบอล กล้ามใหญ่โตมโหฬารเหมือนกินโปรตีนเวย์แทนอาหาร แต่กลับทำขนมเค้กเอาใจคนรัก...

“แน่นอน แต่เธอไม่ได้กินมันหรอกนะ เธอตายก่อน”

“ล้อเล่น”

“จริง – เธอตายเมื่อปีที่แล้ว ระหว่างที่ผมหัดทำเค้ก เพื่อที่จะเอาไปอวยพรวันเกิดเธอ แต่ผมไปไม่ทัน - - ว่าแต่คุณอายุเท่าไหร่นะป้า ให้ผมเดาน่าจะสามสิบสอง”

“คุณเรียกฉันว่าป้า ที่จริงก็ถูกแล้วล่ะ ฉันสามสิบแปดแล้ว”

“เฮ้ย แต่หน้าเด็กมากขอบอก, จริงๆ นะ นึกว่าสามสิบสอง หยั่งงี้ไม่ป้าแล้ว ยายยยยย” เขาล้อเล่นแต่เธอก็โกรธเขาไม่ลง เขาทำให้เธอนึกถึงคนที่เธอรัก...

“บ้า.. แล้วคุณล่ะอายุเท่าไหร่ ฉันเดาว่าสามสิบสอง”

“แหน่ะ มีเอาคืนอีก -- น้อยๆ หน่อย ผมแค่ยี่สิบแปดเอง”

“ยังเด็กนะ... เด็กอยู่มากเลย”

“คุณดูมีปัญหากับตัวเลขของอายุจังเลยนะมิรา, มันมีอิทธิพลกับชีวิตคุณขนาดนั้นเลยเหรอ” อยู่ๆ น้ำเสียงของวิภูก็จริงจังขึ้นมาจนทำให้หญิงสาวที่นั่งตรงข้ามแทบตั้งตัวไม่ทัน เธอตักเค้กส้มเข้าปาก หยิบถ้วยกาแฟร้อนขึ้นดื่มแล้ววางลงช้าๆ ก่อนสบตากับคนที่คอยอยู่แล้ว

“คุณอยากรู้จริงๆ หรือ”

“ผมมีเวลาทั้งวันที่จะฟังเรื่องของคุณ ขอแค่คุณอยากเล่า”

“เราเพิ่งรู้จักกันไม่ถึงสองชั่วโมงเลยนะ”

“ผมก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องรู้จักกันไปตลอดชีวิต จบวันนี้ไปเราอาจจะต่างคนต่างไปแล้วลืมกันในไม่ช้าก็ได้ใครจะรู้ รับรองได้ว่าเราไม่มีทางหากันพบนอกจากจะมานั่งร้านเดิมนี้อีก เพราะผมไม่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คทุกชนิด บอกตามตรง ผมรับไม่ได้ที่จะให้การสื่อสารพวกนั้นมาเป็นโซ่ตรวนชีวิต คุณเห็นมนุษย์บนรถไฟฟ้าเมื่อกี้มั้ย ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาอยู่บนจอมือถือเหมือนเป็นทาสของมัน ไม่มีใครสักคนจะเงยหน้าขึ้นมาดูว่า ผมหน้าตาดีแค่ไหน” ไม่พูดเปล่า แต่ทำท่าเสยผมขึ้นแล้วเก็กหน้าหล่อที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลานั้น

“บ่นเหมือนคนแก่เลย”

“ว่าแต่คุณน่ะ ไปดูหนังคนเดียว, ไม่มีแฟนใช่มั้ย” คำถามของเขาไม่อ้อมค้อม แต่ตรงไปตรงมาไม่ห่วงความรู้สึกอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิด

“ที่จริงฉันมีคนที่ฉันรักนะแต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้น่ะตอนนี้ฉันก็อยู่ระหว่างพยายามทำใจ แต่เดี๋ยวคงชินมั้ง”

“มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ ขนาดแฟนผมตายไปเป็นปีแล้วผมยังคบคนใหม่ไม่ได้เลย ผมไม่ชิน”

“จะเริ่มต้นยังไงดี, อืมม์ ฉันเจอกับเขาตอนที่ต้องไปช่วยให้คำปรึกษางานวิจัย เขาทำโปรเจคท์จบปริญญาเอกเรื่องระบบแสงซินโครตรอนในการพัฒนาอาวุธทางทหาร ส่วนฉันดูแลเกี่ยวกับการพัฒนาเครื่องมือ ก็เลยมีช่วงที่ใกล้ชิดกันระยะนึง เขาทำให้ฉันหัวเราะมากขึ้น และรู้จักที่จะใช้ชีวิตนอกเหนือไปจากแค่การทำงานในทุกๆ วัน ไม่น่าเชื่อนะว่านักวิทยาศาสตร์อย่างเขาจะเคยร้องเพลงลูกทุ่งชนะระดับประเทศ, วาดรูปสีน้ำส่งประกวดได้รางวัล และที่สำคัญเขาเป็นช่างภาพแลนสเคปมือดีอันดับต้นๆ ของเมืองไทย มันต่างจากงานที่เค้ากำลังทำอยู่มาก - - เรามีอะไรหลายๆ อย่างที่คล้ายกัน ชอบและไม่ชอบในสิ่งต่างๆ เหมือนกัน ฉันเริ่มหันมาถ่ายรูป ปั่นจักรยาน ซึ่งที่จริงฉันปั่นจักรยานมากไม่ได้หรอกเพราะข้อมือมีปัญหาแต่การได้อยู่ใกล้เขา ได้มีกิจกรรมเหล่านี้ร่วมกัน ฉันก็ลืมความเจ็บปวดไป บางทีฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยเยียวยาสุขภาพจิตฉันได้ดีทีเดียวแหละ สรุปง่ายๆ คือเวลาที่ฉันอยู่กับเขาคือเวลาที่ฉันมีความสุขที่สุดน่ะ”

“เท่าที่ฟัง ผมยังไม่เห็นปัญหาที่คุณบอกว่าเป็นไปไม่ได้เลยนะ”

“เขาอายุเท่าคุณ” วิภูอึ้งไปสักครู่ แล้วเอ่ยขึ้น

“แล้วไง อายุมันไปมีปัญหาในแนวราบเมื่อไหร่กัน”

“หื๊อ...คุณนี่ก็ - - คิดดูสิ ฉันอายุสามสิบแปด ฉันเดินนำหน้าเขามาไกลถึงสิบกิโลเมตร ระหว่างทางที่ฉันเดินผ่านมาแล้ว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอะไรรออยู่ หรือต้องเจอกับอะไรบ้าง ชีวิตเขาเพิ่งเริ่มต้นเขายังต้องเจอกับผู้คนอีกมากมาย แต่สำหรับฉันนี่คือปลายของวัยแล้ว ไหนจะพ่อแม่พี่น้องของเขา ไหนจะสังคมของเขา เขาควรจะมีคนรักในวัยเดียวกัน, อายุไล่เลี่ยกันมากกว่ามีแฟนแก่ให้คนอื่นครหา”

“ถามเขาหรือยังว่าเขารักคุณหรือเปล่า”

“ฉันไม่กล้าถามหรอก แต่ฉันก็ทำได้แค่รักษาสัมพันธภาพไม่ให้มันเลวร้ายลงไป อะไรที่ไม่ทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างกันก็พยายามไม่ทำ เขาเหลือเวลาอีกไม่มากก่อนจะเรียนจบ ฉันมีเวลาเท่านี้ที่จะรักษาเขาไว้ก่อนเขาจะไปตามทางของเขา”

“คุณเคยมีบาดแผลจากความรักมาแล้วใช่มั้ย ถึงได้กลัวลนลานขนาดนี้”

“อืม - - ฉันไม่อยากให้มันเกิดซ้ำอีก ฉันจึงเลือกที่จะเจ็บก่อนที่จะเจ็บกว่านี้ในวันหน้าถ้าหากเขาไปเจอคนอื่นที่เหมาะสมกว่า”

“ปัญหาของความรักมีเรื่องเดียวคือ อีกฝ่ายไม่ได้รัก มันจะเป็นเรื่องที่น่าเสียใจมากกว่าอีก ถ้าหากเขารักคุณแต่คุณกลับปฏิเสธไปก่อนที่จะรู้ อย่าฝืนใจตัวเองเลยมันไม่มีความสุขหรอก ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามทางของมัน ยิ่งฝืนยิ่งเจ็บ เชื่อผม”

“พูดเหมือนรู้จักความรักดี - - อายุแค่นี้”

“แหน่ะ เห็นมั้ยคุณตัดสินความคิดของผมแค่ตัวเลขของอายุ เหมือนที่คุณไปตัดสินผู้ชายคนนั้นเป๊ะ ที่เขาจะไม่รักคุณก็เพราะคุณไปตั้งกฎเกณฑ์ปัญญาอ่อนพวกนี้น่ะแหละ, อย่าไปตั้งเงื่อนไขให้มันมาเป็นกำแพงมากนัก มันจะเป็นทุกข์เปล่าๆ อีกอย่างคุณยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาคิดยังไงกับคุณ”

“ไม่รู้สิ - - ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนี้ บางทีอาจจะแค่เพราะกลัวว่าจะเป็นการรักข้างเดียวก็ได้ฉันจึงสร้างกำแพงความรู้สึกเหล่านี้ขึ้นมา... อืมม์ ยังไงก็ขอโทษนะวิภู แล้วก็ขอบคุณมากนะที่อุตส่าห์นั่งฟังเรื่องไร้สาระของฉัน หวังว่าเราคงได้พบกันอีก ฉันกลับดีกว่ามันค่ำมากแล้ว”

“ถ้าคุณมาที่นี่คุณก็จะเจอผมที่นี่” วิภูไม่ได้บอกหรอกว่า - - หลังจากที่เค้าหัดทำเค้ก, หลังจากที่คนรักของเขาเสียชีวิต เขาก็เปิดกาแฟร้านนี้ขึ้นมาเพื่อทดแทนความคิดถึงเธอ...

คนรักของเขา อายุเท่ามิรา ~


SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments