สวัสดี มาคุยกัน #1
ก : สวัสดีครับ
: สวัสดีครับ
ก : ผมเรียกคุณว่าอะไรดี?
: เรียกผมว่าหมอแล้วกันครับ :)
ก : โอเคครับหมอ
หมอ : เริ่มเลยนะครับ รบกวนแนะนำตัวเองพอสังเขปครับ
ก : ครับ ก. ครับ ตอนนี้เป็นทนายความ พ่วงเลขานุการ มีความชอบในศิลปะครับ ชอบภาพถ่าย ภาพยนตร์ และอยากหาเงินได้เยอะๆ เพื่อสปอยตัวเอง และสปอยคนที่เราแคร์ครับ แฮะๆ
หมอ : โห เป็นทนายความ เจ๋งนะครับ แล้วเลขานุการนี่ทำงานอะไรบ้างครับ
ก : ครับทนายความ ตอนแรกผมก็คิดว่าเจ๋งแหละ แบบเห่ยยย ทนายเว้ย มึงอย่ามามั่วกฎหมายนะกูรู้ เห้ยยย กูทนายความนะ มึงต้องมองว่ากูเจ๋งดิ ......แต่พอได้สัมผัสมันจริงๆ เห้ยเหมือนกันครับ เห้ยยยย กูไม่เห็นว่ามันเป็นหรือเหมาะกับตัวกูตรงไหนเลยว่ะ ประมาณนี้ครับหมอ ส่วนต่อมาก็เลขาฯ มันไม่ใช่ลักษณะเป็นเลขาฯ หน้าห้องท่านๆ แบบนี้ครับ แต่เป็นเหมือนเลขานุการบริษัท ทำงานในห้องประชุม งานเอกสาร ติดต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ประมาณนี้ครับ
หมอ : ก็เจ๋งดีนะครับ โอเค แล้วปัจจุบันทำอย่างอื่นบ้างมั้ยครับ?
ก : ก็มีเรียนเนติบัณฑิตครับ เป็นขั้นกว่าของนิติศาสตร์ ประมาณเรียนเพื่อเอาวุฒิไปสอบผู้พิพากษา หรืออัยการครับ
หมอ : เห่ยยย อนาคตสดใสเลยดิงี้ แล้วเป็นไงดีมั้ย?
ก : ไม่ครับ
หมอ : อ่าว ทำไมง่ะ?
ก : ผมขออนุญาตตอบแบบเห็นแก่ตัวเลยนะครับ ผมขอย้อนกลับไปตอนจุดเริ่มต้นเลย วันนั้นผมอยู่ ม.6 กำลังเลือกคณะสำหรับเรียนต่อ สมัยผมเป็นข้อสอบแบบ GATPAT ซึ่งผมเนี่ยตั้งใจจะสมัครสาขานฤมิตศิลป์ หรือออกแบบนิเทศศิลป์ครับ แต่เกิดการสับเพร่า เพราะสาขาดังกล่าวมันเอา PAT6 ศิลปะ แต่เนื่องจากมันอยู่ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผมเลยเลือกสอบ PAT4 ซึ่งเป็นของสถาปัตยกรรม พอจะกัดฟันเลือกสถาปัตย์ก็คะแนนไม่ถึงอีก เรียกได้ว่าผมคือ Wannabe architecture เลย 
หมอ : โอเคครับ... พอเข้าใจนิดหน่อยแล้ว แล้วทำไมถึงเลือกนิติศาสตร์ล่ะครับ?
ก : ในตอนนั้น มีคณะที่ผมสามารถเลือกลงได้ที่ใกล้เคียงกับคณะที่ผมสนใจคือนิเทศศาสตร์ครับ แต่ก่อนตัดสินใจผมเลือกจะโทรหาแม่เพื่อปรึกษาครับ
หมอ : และคุณแม่แนะนำให้เรียนนิติศาสตร์?
ก : ใช่ครับหมอ เขาบอกผมว่าเขามองลักษณะนิสัยที่ชอบอ่านหนังสือของผมแล้ว คิดว่าน่าจะเหมาะกับนิติศาสตร์ แม้ผมจะไม่อยากเรียนแต่ผมก็ยอมตามท่านครับ
หมอ : แล้วเป็นไงครับการเรียน
ก : ก็ทุลักทุเลพอสมควรครับ แต่สุดท้ายก็จบมาได้ และเกรดก็ดีที่สุดในชีวิตผมแล้ว และผมคิดว่าแม่ต้องภูมิใจครับ :)
หมอ : ดีแล้วนี่ครับ 
ก : มันไม่ได้เป็นแบบนั้นซะทีเดียวครับ ....คือ พอผมบอกแม่ว่าผมจบมาเกรดดีมากเลยครับ โอเคเขาก็ดีใจด้วยแหละ แต่เขาก็ให้ผมเดินต่อทันทีเลย
หมอ : ซึ่งก็คือ?
ก : การเรียนเนติบัณฑิตครับ แต่ไม่ใช่ว่าผมไปต่อเลยนะ ด้วยตอนแรกผมคิดว่า เย้ จบนิติศาสตร์แล้ว เส้นทางแห่งการทำงานเริ่มต้นแล้ว แต่พอแม่เขาบอกให้ผมไปต่อ ผมก็เริ่มรู้ตัวแล้ว รู้ว่าเส้นทางนี้มันยังไม่จบว่ะ ฮ่าๆๆ เอาไงดีวะ 
   ผมเลยเลือกจะทำงานก่อน ในขณะเดียวกันผมก็สมัครเรียนเนติบัณฑิตไปด้วย แต่ผมไม่ได้ไปสอบนะ ไม่มีความพร้อมเลยในตอนนั้น และไม่ได้สนใจจะเรียนมันด้วยซ้ำ
   แต่พอเวลาผ่านไป งานที่ทำมันเริ่มตัน ผมต้องมีอาวุธเพิ่ม
หมอ : อาวุธ?
ก : คืองี้ครับ ผมเปรียบเทียบวิชาชีพ หรือวุฒิการศึกษาเป็นอาวุธอย่างนึง เข่นถ้าเรามีแค่ปริญญาตรีก็เหมือนเรามีแค่ดาบ ถ้าเรามีเนติบัณฑิตก็เหมือนเรามีปืนเพิ่มเข้ามาครับ
หมอ : อ๋อ ครับๆ
ก : ต่อนะครับ พองานมันตันผมต้องหาอาวุธเพิ่มเติม ซึ่งในเส้นทางกฎหมายเนี่ย มันยังมีอย่างอื่นนอกจากเนติบัณฑิตที่ผมไม่สนใจจะเรียนมัน ก็คือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ หรือตั๋วทนายเนี่ยครับ ผมก็พยายามสอบจนได้มันมา และก็อีก ผมดีใจมาก และคิดว่าแม่ต้องภูมิใจมากแน่ๆ และจริงครับ แม่ผมภูมิใจมากครับ .... และให้ผมเดินต่อ
หมอ : หมอขอเดาว่าเนติบัณฑิตสินะ
ก : ครับหมอ แล้วไอ้เรื่องเรียนเนติบัณฑิตเนี่ย มันค่อนข้างจะเป็นที่ต้องการของแม่ผมพอสมควร เพราะในครอบครัวฝั่งพ่อผมเนี่ย จะมีลูกพี่ลูกน้องผมอยู่คนนึง ซึ่งแกเรียนเก่งครับ ตอนแรกแกเรียนสถาปัตยกรรมจนจบโทเลยครับ และแกก็เรียนนิติศาสตร์ด้วย และเส้นทางสายนิติศาสตร์ของแกมันเบ่งบานมากครับ จบนิติศาสตร์ สอบได้ตั๋วทนาย เนติบัณฑิตจบภายใน 1 ปี ปัจจุบันจบโทนอก 2 ใบเรียบร้อย เตรียมตัวสู่เส้นทางผู้พิพากษาตามรอยคุณพ่อของแกเลยครับ
   ซึ่งไอ้ตรงนี้เนี่ย แม่ผมเขาก็ชอบบอกว่าดูพี่เขาสิ อ่านหนังสือเยอะมากเลยนะ เก่งมากเลยนะ จบปีเดียวเอง เราต้องทำให้ได้นะลูก ....ครับผม 
หมอ : แล้วตอนนี้เรียนเป็นยังไงบ้างครับ?
ก : ตอนนี้ก็... ผมเกลียดมันครับ ผมจมอยู่กับมัน ผมหาทางออกจากมันไม่ได้เลย
หมอ : โอเคครับ ประเด็นนี้หมอพอจะเข้าใจแล้ว แล้วงานทนายความล่ะครับ มันไม่โอเคยังไง?
ก : ทนายความเนี่ย ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจพอสมควรนะ แล้วพอมาทำงานทนายความแรกเนี่ย ดูทุกอย่างจะเข้าเป้าหมด ด้วยงานแรกมันง่ายมากๆ ครับ แต่พอมันเริ่มเอาจริงกับผม ก็อีกแหละ มันทำให้ผมจมและหาทางออกไม่ได้
หมอ : จากที่ฟังเนี่ย ดูเราไม่ชอบมันทั้งคู่เลยนะ แล้วสิ่งที่เราชอบล่ะ เป็นไงมั่ง?
ก : ครับผมชอบมัน ชอบขนาดซื้อกล้องมาเพื่อจะเรียนรู้มันจริงๆ จังๆ แต่พอผมเริ่มเส้นทางกฎหมายไปแล้ว... มันหยุดไม่ได้ครับ มันไม่มีจุดจบ และมันไม่มีจุดที่ทำให้แม่ผมพอใจแค่ตรงนี้
   มันทำให้ผมเครียดมาก ผมเกิดความผิดปกติของร่างกายหลายๆ อย่าง รู้สึกเบื่อหน่าย เบื่อชีวิต
หมอ : เท่าที่หมอฟังมา ...อาการคุณเยอะเหมือนกันนะครับ
ก : ครับหมอ อีกอย่างนึงที่ทำผมไม่โอเคเลย คือแม่จองผมเนี่ย เขาเป็นคนชอบเข้าวัดเข้าวา ประกอบกับมาความเชื่อทางนี้แบบสุดโต่ง และชอบจะให้ผมไปวัดด้วยบ่อยๆ อยากให้ทำบุญเยอะๆ เข้าหาพระสงฆ์องค์เจ้าเยอะๆ ซึ่งผมบอกตรงๆ นะครับ ผมไม่ค่อยจะศรัทธาเท่าไหร่ และผมยิ่งไม่ชอบเวลาแม่เชื่ออะไรแล้วใส่ความคิดให้เราต้องเชื่อมันด้วย ผมเกลียดมากเลยครับ และพอผมไม่เชื่อ แม่ก็จะออกอาการไม่พอใจครับ ซึ่งเป็นปกติของเขาอยู่แล้ว พอเราไม่พอใจอะไรหน่อย เอาแล้ว ดราม่ามาแล้ว บ่นแล้ว เอาความคิดของตัวเอง มาตัดสินผมแล้ว และที่ผมไม่ชอบมากๆ เลยคือเวลาที่ใครพูดอะไรก็จะเชื่อเขาหมด แต่กับลูกตัวเองนี่ไม่เชื่อ ไม่ไว้ใจ ไม่ศรัทธา ไม่เคารพ ไม่ฟังความคิดเห็นของผมเลย
หมอ : โอเคครับ หมอพอจะเข้าใจแล้วครับ ดูเราเครียดมากเลยนะ โอเคมั้ย?
ก : ผมรู้สึกว่าไม่โอเคครับ ผมรู้สึกความคาดหวังของคนรอบข้างมันหนักมากครับ หนักแบบไม่ไหวแล้ว หนักแบบเห้ยย เครียดไปมั้ยวะ จนผมต้องไปทดลองทำแบบทดสอบแบบความเครียด ปรากฎผมมีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าครับ
หมอ : หมอรู้ครับ หมอว่าคุณเป็นเยอะด้วย แต่หมอทำได้แค่ให้คุณระบายมันออกมา
ก : แล้วผมควรทำยังไงครับ?
หมอ : หมอว่าเราควรไปหาหมอจริงๆ ได้แล้วนะ ไปกัน หาทางออกกัน
ก : ผมกลัวคนรอบข้างเขาไม่เข้าใจแล้วจะมองว่าผมอ่อนแอ ผมสำออย ผมขี้แพ้ครับ
หมอ : ถ้าเขารักเราเขาจะเข้าใจครับ
ก : ผมกลัวว่าผมจะทำให้ทุกคนผิดหวังครับ ผมกลัวว่าทุกคนจะไม่สนใจผมครับ ผมกลัวว่าพวกเขาจะทิ้งผมจะตำหนิผมเพราะว่าผมอ่อนแอครับ ผมไม่ชอบอารมณ์แบบนี้เลยครับ ผมมองอะไรก็น่าเบื่อไปหมด ผมไม่ชอบชีวิตนี้เลย ผมไม่ชอบความเครียดจากการทำงานเลย ผมไม่ชอบที่ทำงาน ผมไม่ชอบหนังสือเรียน ผมไม่ชอบที่ผมบอกใครไม่ได้ว่าผมเป็นอะไร ผมไม่ชอบที่ไม่มีใครฟังผมเลย ผมไม่ชอบที่ถูกบังคับ ผมไม่ชอบที่ต้องห่วย ผมไม่ชอบที่ต้องแพ้ ผมไม่ชอบที่ควบคุมไม่ได้ ผมไม่ชอบกฎหมาย ผมไม่อยากยุ่งกับมันเลย ผมไม่ชอบความงมงายของแม่เลย ผมไม่ชอบที่แม่บอกให้ทำนู่นนี่ ผมไม่ชอบที่ต้องแคร์ความรู้สึกของคนรอบข้าง ผมไม่ชอบที่ต้องเก็บทุกอย่างไว้ในใจ ผมไม่ชอบมันเลย ผมไม่อยากทำมันแล้ว ผมอยากหายไป หายไปจากความทรงจำของทุกคนเลย ผมอยากเริ่มใหม่
หมอ : เราต้องรีบแล้วนะ จากที่เห็น
ก : หมอรู้ได้ยังไงครับ?
หมอ : หมอรู้ครับ เพราะหมอก็คือคุณนั่นแหละ ตอนนี้คุณกำลังคุยกับตัวเอง เพราะระบายให้ใครฟังไม่ได้ เพราะไม่มีใครเข้าใจคุณ เพราะไม่มีใครยอมฟังคุณ
ก : จากที่ฟังเนี่ย หมอก็หนักเหมือนกันนะครับ
หมอ : เรามันก็หนักทั้งคู่แหละครับ เอาล่ะ ไปกัน

สวัสดีครับ ใครก็ตามที่อ่านถึงตรงนี้ ผมเหนื่อยมากเลยกับชีวิตนี้ ผมขอโทษถ้ามันไปรบกวนคุณ แต่ผมไม่มีที่ระบายแล้วจริงๆ

สุดท้ายนี้ผมขอฝากให้ทุกคนที่เป็นหรือคิดว่าเป็นโรคซึมเศร้านะครับ ไปหาหมอกันนะครับ ผมอยู่ฝั่งเดียวกับพวกคุณครับ รักตัวเองมากๆ นะครับ อะไรที่ทำให้เราไม่สบายใจ ก็จงเดินออกมาจากตรงนั้นครับ ถ้าเป็นไปได้ ออกมาทำอะไรที่มันสบายใจ และทำอะไรที่เราต้องการมันด้วยตัวเอง ด้วยความคิดที่เป็นของตัวเองจริงๆ

#รักตัวเองมากๆนะครับ
SHARE
Writer
kunpkmn
Wannabe ETC.
มีแนวโน้มจะเป็นโรคซึมเศร้าครับ ใครที่เป็นอยู่พึงระวังอ่านบทความ

Comments

PP-
4 months ago
เหนื่อยเอาเรื่องเลยใช่มั้ย คุณไม่ได้อ่อนแอเลยนะ คุณเก่งมากๆนะคะที่ทนมาขนาดนี้
ไม่สบายใจก็มาระบายในนี้นะคะ เราจะรับฟังคุณเอง หนึ่งกำลังใจเล็กๆจะอยู่ตรงนี้เสมอนะ คุณคนเก่ง :))💗
Reply