ความเป็นมาของมนุษยชาติ (8) : ทางเดินอันศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน

ไม่ต่างจากเงินตราและจักรวรรดิ ศาสนาเองก็เป็นเพียงมโนทัศน์ที่มนุษย์ผู้ชาญฉลาดสรรค์สร้างขึ้น ด้วยความสามารถทางชีววิทยาที่พัฒนามาจากวิวัฒนาการ สมองที่สามารถเล่าเรื่องวิจิตรพิสดารก็สร้างตำนานขึ้นมา

ตำนานมีให้เห็นในหลายรูปแบบ เช่น วีรบุรุษผู้แสวงหาชีวิตอมตะ สงครามโลกกว่าทวยเทพ เรื่องราวของการอพยพและก่อร่างสร้างดินแดนใหม่

ตำนาน คือ บ่อเกิดของศาสนา

ศาสนา คือ ระบบแบบแผนปฏิบัติและคุณค่าของมนุษย์ที่เชื่อมโยงแต่ละคนและโลกรอบตัวเข้าด้วยกัน

อาจมีบางคตินิยมที่โจมตีศาสนาว่าเป็นยาเสพติด หรือต้นตอของอคติ การมองแบบสุดโต่งอย่างนั้นห่างไกลจากความจริง และเต็มไปด้วยอคติ ถ้าหากไม่มีศาสนาแล้วการก่อร่างสร้างอารยธรรมที่สงบสุขจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมนุษย์ผู้ชายฉลาดนั้นเห็นแก่ตัวและมีความอดทนอดกลั้นต่ำโดยสันดาน

ลองจินตนาการถึงโลกยุคหินที่ไม่มีศาสนาแบบวิญญาณนิยมดู นายพรานจะไม่สร้างวิหารหินหรือแกะสลักบนงาช้าง พวกเขาจะไม่รวมกลุ่มกันเป็นเผ่าและปรองดองกัน แต่พวกเขาจะฆ่ากันอย่างไม่สนใจในอะไรทั้งสิ้นเมื่อหิวหรือเกิดทะเลาะวิวาทกันขึ้นมา

เงินและอำนาจอาจทำให้มนุษย์ผู้ชาญฉลาดคุยกันรู้เรื่อง และร่วมมือกันอย่างเป็นระเบียบก็จริง แต่ถ้าหากไม่มีศาสนาแล้วพวกเขาก็จะไม่เห็นใจกันและเริ่มกดขี่กันในที่สุด

อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญของศาสนาก็คือ ศาสนาเป็นภาพสะท้อนของความรู้สึกนึกคิดที่มนุษย์มีต่อโลกรอบตัวของเขา มันเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้าหากับความจิงของโลก เป็นองค์ความรู้ความเข้าใจขั้นพื้นฐานต่อสิ่งต่างๆในธรรมชาติ

นับตั้งแต่วิญญาณนิยม พหุเทวนิยม เอกเทวนิยม หรืออเทวนิยม ล้วนแต่มีการบวงสรวงบูชากันทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าความรู้สึกที่มีของมนุษยชาติไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนับตั้งแต่เป็นนายพรานล่าสัตว์

เมื่อหลายหมื่นปีก่อนพวกเขาหวังว่าบางอย่างที่อยู่เหนือพวกเขาไปจะช่วยเหลือพวกเขาจากความทุกข์ยาก พวกเขาต่างเชื่อว่าบางสิ่งที่ทรงอำนาจจะยืนอยู่เคียงข้างเขา ทำให้โลกยังไม่ถูกเปลี่ยนไปเป็นทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงชีวิต

ในโลกสมัยใหม่ที่วัตถุมีมากเกินไป เร่งรีบเกินไป จริงจังเกินไป ทำให้ผู้คนอยู่ห่างจากศาสนายิ่งขึ้น พวกเขามีวิทยาศาสตร์ที่ให้ทุกคำตอบอย่างง่ายดาย ด้วยภาษาคณิตศาสร์ มีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก อย่างที่ทาสชาวยิวไม่อาจจินตนาการถึงได้เลยตอนเป็นเชลยในอียิปต์

และทุนนิยมได้ลดทอนสิ่งต่างๆ ให้เหลือแต่มูลค่าทางการตลาด แม้แต่ประตูสวรรค์ก็เปิดได้ด้วยเงิน ทำให้มนุษย์ผู้ชาญฉลาดในโลกยุคใหม่เริ่มรู้สึกแปลกแยกและโดดเดี่ยว เพราะพวกเขาหาเชื่อมต่อไม่ได้ว่าแต่ละสิ่งเชื่อมโยงกันอย่างไร

วิทยาศาสตร์ได้ฆ่าพระเจ้าไปแล้ว และเทคโนโลยีก็เข้ามาแทนที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จนหมดสิ้น

ต้นไม้แต่ละต้นคือทรัพยากรคือที่มีไว้สำหรับตักตวงผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่เป็นคติแบบทุนนิยมที่ไม่ต่างจากศาสนาเลยในแง่ของโครงสร้าง

โดยในปัจจุบันเห็นได้ว่าสรรพสิ่งภายใต้ท้องฟ้าถูกตีราคา มันจึงไร้ความหมายไปในที่สุด และเมื่อชีวิตถูกเงินตราครอบงำ จึงไม่ยากที่จะกำหนดราคาของมัน

นับต่อแต่นี้สักห้าร้อยปีหรือห้าพันปีไปข้างหน้าศาสนาของมนุษย์ผู้ชาญฉลาดจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรก็สุดแท้แต่จริงตนาการจะพาไป
SHARE

Comments