ประเทศไทย อะไรอะไร ก็ปฏิรูปการศึกษา

     "การปฏิรูปการศึกษา" คำที่เห็นบ่อยในสังคมไทย ยิ่งใกล้เปิดประชาคมอาเซียนเท่าไหร่ยิ่งได้เจอ
คำเพียงไม่กี่คำก็ทำให้เด็กมัธยมได้แต่ทำหน้าเหยเก เอามือกุมหัวพลางคิดว่าเอาอีกแล้ว 
“พวกผู้ใหญ่” นี่ว่างกันใช่ไหม แต่สุดท้ายก็ก้มหน้าถอนหายใจกันไป

     อันที่จริงการปฏิรูปการศึกษาในกลุ่มประชาคมอาเซียนไม่ใช่เรื่องใหม่เลย มีการตกลงร่วมกันตั้งแต่คิดจะก่อตั้งประชาคมขึ้น แต่ละชาติได้เสนอแนวทางการศึกษาให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเพราะแต่ละประเทศรู้ตัวดีว่าในประเทศตนนั้นคุณภาพการศึกษานั้นยังไม่ดีพอ ซึ่งประเทศที่มองเห็นความสำคัญทางการศึกษานั้นจะมีการทำแผนพัฒนาการศึกษาเพราะมองว่าการศึกษานั้นเป็นพื้นฐานการพัฒนาประเทศ ที่ทำให้สังคมและเศรษฐกิจสามารถพัฒนาได้ไว

     หลายประเทศมองสิ่งสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาคือ ต้องมีความเป็นอิสระ มีการกระจายอำนาจอำนาจจากส่วนกลาง มีอำนาจในการบริหารตัวเอง มีการวางแผนที่ชัดเจนและสามารถทำได้จริง มีการตรวจสอบตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาคนในประเทศและความน่าเชื่อถือของระบบ อีกสิ่งสำคัญคือความสำคัญของชุมชนที่ทำให้ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษาซึ่งจะช่วยพัฒนาชุมชนและลดความขัดแย้งของชุมชนกับการศึกษา และมีการใช้เทคโนโลยีมาร่วมด้วย 
บางประเทศก็ทำตามแผนได้แล้ว บางประเทศก็อยู่ระหว่างทางที่ทำ หรือบางประเทศที่ยังงงๆ ว่าควรจะทำอะไรก่อนหลัง คงไม่ต้องบอกหรอกว่าประเทศเราอยู่ตรงไหน

     อย่างประเทศที่ทำได้แล้วและกำลังทำลงไปอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย จะมีการสนับสนุนการศึกษาให้ตรงกับตลาดแรงงานของประเทศ เน้นให้มีความหลากหลายและเฉพาะกับความสนใจของผู้เรียน โดยเน้นการศึกษาปฐมวัยเป็นตัวพื้นฐานทางการศึกษา แต่ไม่ละเลยด้านอาชีวศึกษาที่ให้ความสำคัญในทางคุณภาพและปริมาณ โดยมองว่าการศึกษานั้นต้องเข้าถึงได้ง่ายและเท่าเทียม โดยในปี
พ.ศ. 2541 สิงคโปร์ได้ก่อตั้งโรงเรียนนอนระบบเพื่อปรับปรุงให้สถานศึกษามีความเป็นอิสระเน้นการศึกษาเชิงคุณภาพ เพราะในตอนนั้นประเทศมีการกระจายทางศึกษาอย่างทั่วถึงแล้ว ส่งผลให้คุณภาพทางด้านการศึกษาของสิงคโปร์เป็นลำดับแรกๆ ในอาเซียน

     สิ่งหนึ่งที่หลายประเทศทำเหมือนกันคือการสร้างองค์กรตรวจสอบความถูกต้องโดยต้องเป็นอิสระและบริหารตัวเองได้ ซึ่งในประเทศที่มีปัญหาด้านงบประมาณก็มีการถ่ายโอนให้เอกชนเข้ามาดูแลเพื่อให้เกิดการแข่งขัน แต่ก็จะมีองค์กรกลางจัดมาทดสอบให้เหมาะสมกับผู้เรียนและควบคุมคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ประเทศในอาเซียนก็นำมาใช้พัฒนาและปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการในประเทศและสามารถแข่งขันได้กับกลุ่มประเทศสมาชิก

     แต่ทำไม่เกิดกับประเทศไทยที่ดูเหมือน ยิ่งปฏิรูปการศึกษามากเท่าไหร่ยิ่งได้ผลลัพธ์ตรงข้ามไป ทั้งการจัดอันดับที่อยู่รั้งท้ายไม่ว่าจะเป็นความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ความเท่าเทียมทางการศึกษา ไม่เพียงจะได้อันดับต่ำลงทุกปีแต่โดนเพื่อนในอาเซียนแซงหน้าไปอีก ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมก็แทบไม่เห็น ทั้งที่แรกเริ่มนั้นไทยเสมือนเป็นหัวโจกในกลุ่มที่ทำสิ่งใหม่ๆ ก่อนเพื่อน

     มันไม่ใช่ว่างบทางด้านการศึกษาไม่พอหรือไม่มีการลงทุนตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ ในการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินปี 2553 ถึงปัจจุบัน มีสัดส่วนของงบการศึกษาต่องบประมาณแผ่นดินเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน แต่ไม่รู้ใช้ไปอย่างไรงบที่ได้มาถึงไม่ช่วยพัฒนาการศึกษาของคนในประเทศได้
มันก็อดคิดไม่ได้ว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าความตั้งใจที่มุ่งพัฒนาการศึกษาของคนในประเทศ 

     คำว่าปฏิรูปการศึกษาของไทยจึงเป็นการปฏิรูประบบราชการเฉพาะส่วนที่เป็นโครงสร้างการทำงานของผู้บริหารเท่านั้น ไม่ใช่ปฏิรูปการศึกษาจากการเรียนการสอน แนวทางของหลักสูตรที่สามารถพัฒนาความคิดของเด็กทั้งในและนอกห้องเรียน เหมือนตอนนั้นใครมีอำนาจก็ให้มาดูแลไม่ได้มองถึงฝีมือและความสามารถที่มี ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาที่แก้ไม่ตกคือการเรียนการสอนที่ให้เด็กท่องจำเพื่อไปสอบ ทำไมถึงต้องห่วงการสอบขนาดนั้น เพราะมันเป็นการวัดผลที่ผู้ใหญ่มองว่าวัดออกมาได้ง่ายที่สุด ทั้งๆ ที่สิ่งนี้แหละคือตัวปัญหาของการศึกษา ไม่ว่าจะมีโครงการออกใหม่มามากมายแต่การประเมินก็ยังเป็นภาพซ้ำๆ ที่พบว่าเด็กไทยมีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐาน

     แย่ไปกว่านั้นคือผลการประเมินคุณภาพเฉลี่ย 74% ของเด็กไทยอ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่อง กล่าวคือมีตั้งแต่อ่านไม่ออก อ่านแล้วตีความไม่ได้ หรือไม่สามารถวิเคราะห์ได้ ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นอะไร มันหมายความว่าการปฏิรูปที่ผ่านมาไม่มีความหมายอะไรเลย เป็นแค่แผนเชิงทฤษฎีที่พอนำไปปฏิบัติไม่ได้เรื่อง ไม่มีความต่อเนื่องเพราะแทบจะเปลี่ยนมันแทบทุกปี การสอบที่วัดผลก็ไม่เอื้อกับการส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเป็นคนคิดเองอย่างเป็นเหตุผลขึ้นมาได้ แถมหน่วยงานที่มาดูแลอย่างกระทรวงศึกษาธิการนั้นก็ไม่มีอิสระและมีคุณภาพ ในการประเมินผลแต่ละครั้งนั้นจะพบความผิดพลาดให้เห็นตลอดแถมตัวแบบทดสอบก็ไม่สามารถตรวจวัดความสามารถของผู้ศึกษาได้จริง /////

     ฉะนั้นอย่าพูดถึงประเทศไทยจะปฏิรูปการศึกษาเพื่อเป็นผู้นำในอาเซียนเลย แค่ไม่ให้ตกเป็นอันดับสุดท้ายยังยากหากยังมีแต่คนที่ไม่มีประสิทธิภาพและระบบตรวจสอบที่ไม่มีประสิทธิภาพ

     การเปลี่ยนแปลงระบบสอบเข้ามหาลัยและการบังคับให้ทุกโรงเรียนต้องมีอาเซียนศึกษาในทุกโรงเรียนนั้นไม่พอกับการปฏิรูป การปฏิรูปการศึกษานั้นต้องทำทั้งระบบตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการต้องมีคุณภาพ เป็นอิสระ สามารถบริหารจัดการด้วยตนเอง มีการออกแบบหลักสูตรที่เปิดกว้างให้โอกาสให้ผู้เรียนสามารถแสดงความคิดเห็นสามารถสร้างความสัมพันธ์ในแต่ละเรื่อง สามารถวิเคราะห์เรื่องราวที่ศึกษาไปไม่ใช่เพียงการเรียนที่ท่องจำนำไปสอบ

     มีความหลากหลายให้ผู้เรียนสามารถเลือกได้ตามความสนใจและความถนัดสามารถตอบสนองต่อตลาดแรงงาน สร้างคุณภาพการศึกษาทั้งจากการสนับสนุนของอาจารย์และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนอย่างเพียงพอและเหมาะสม มีการกระจายการเรียนการสอนให้ทั่วถึงและเสมอภาคไม่ปิดกั้นโอกาสทางการศึกษาให้กับทุกเพศทุกวัยทุกฐานะ และไม่ทอดทิ้งอาชีวศึกษา โดยต้องมีการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้เหมาะกับตลาดแรงงาน นอกจากนั้นต้องมีการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนกับสถานศึกษาึ่งจะทำให้การศึกษาไม่เพียงเป็นเรื่องในโรงเรียนแต่ยังเป็นการรับผิดชอบของชุมชนด้วย ที่สำคัญคือการประเมินการศึกษาต้องสอดคล้องกับการเรียนการสอนที่เน้นการคิดวิเคราะห์เชื่อมโยงในหลายๆ วิชามากกว่าการเรียนแบบดั้งเดิม และต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องในการประเมินผล

     รัฐต้องทำแผนการศึกษาที่เหมาะสมในแต่ละหลักสูตรที่ต่างกันไปและสามารถนำมาใช้งานได้จริง ไม่ใช่ทำแผนเพื่อประเด็นทางการเมือง หรือผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเพราะการวางระบบการศึกษานั้นเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศและไล่ตามประเทศที่นำหน้าเราไปไกลได้

    




     

    





SHARE

Comments

Papilion
4 months ago
ครูต้องทำผลงาน เด็กเป็นสะพาน ตำแหน่ง-เงินเดือน เป็นเป้าหมาย .... (ล้อเล่นครับ ;-)
Reply
Sup-at
3 months ago
จริงเลยค่ะ 5555