เรื่องราวของชีวิตที่แขวนไว้บนโรคซึมเศร้้า
ครั้งนึงในชีวิตเราผ่านมาแล้ว...
         เราเชื่อว่าหลายคนเติบโตมาในที่ที่แตกต่างกัน และด้วยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันนี้ ทำให้จิตใจหรือทัศนคติในการใช้ชีวิตไม่เหมือนกันด้วย และด้วยเหตุผลนี้ ก็ไม่แปลกที่จะมีคนกลุ่มน้อยที่หาทางออกไม่ได้ หรือไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่ ที่เรียกกันว่าโรคซึมเศร้านั่นเอง 

        เราจะขอเล่าเรื่องราวของเราที่เกิดขึ้น ในสิ่งที่เราได้เผชิญมา เพื่อที่ว่า จะเป็นหนทางในการบำบัดหรือทำให้รู้สึกดีขึ้น เราคิดว่าเราขอแค่นั้น 

        เราเติบโตมาจากพื้นที่เล็กๆของหมู่บ้านท้ายแถว เป็นหมู่บ้านที่กำลังเจริญเติบโตไปด้วยสิ่งแวดล้อมและคำพูดต่างๆนาๆ มันเป็นชีวิตธรรมดาของเด็กบ้านนอกที่ถูกแม่และพ่อทิ้งเอาไว้ให้ยายกับตาเลี้ยง หรือบางทีก็ให้ญาติเลี้ยง และเราเองก็เป็นเด็กคนนึงที่ต้องอาศัยบ้านของญาติแม่มาจนโต ทุกๆอย่างของความเศร้าเริ่มขึ้นที่นั่น ที่บ้านหลังนั้น
      เริ่มจากการรังแกเล็กๆน้อยๆ หรือหาเรื่องราวต่างๆนาๆ มาแกล้ง ตั้งแต่เด็ก จากเรื่องเล็กๆน้อยๆ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีบทพูดที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นเลย เราถูกแกล้งในทุกๆการก้าวเดินในบ้าน หรือแม้กระทั่งเดินออกจากบ้านเพื่อไปเรียน ท้ายที่สุดแล้วความอดทนกลับกลายเป็นโรคโรคนึงที่เราไม่รู้จัก จนเราต้องเข้าบำบัดในโรงพยาบาลอำเภอ แต่คนรอบข้างกลับมองว่าเราเสแสร้งและเรียงร้องความสนใจ ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นเลย 
    เรารักษาขาดๆหายเพราะเงินไม่พอค่ารักษา จนเข้ามอปลายเราเริ่มเรียนรู้ที่จะปรับตัวและดูแล  ตัวเองไม่ให้โดนรังแกง่ายๆ เราพยายามที่จะรักษาตัวเอง ในทุกๆกระบวนการบำบัด พยายามไม่เครียด หรือหลีกเลี้ยงการอยู่คนเดียว หลีกเลี่ยงการทำให้รู้สึกไม่ดี และเข้ารับการตรวจอีกครั้ง เราพบว่าตัวเองรู้สึกดีขึ้นเยอะมาก และหายจากอาการซึมเศร้า 

    จะขอเล่าว่าทำไมทุกอย่างมันผ่านไปด้วยความลำบาก แต่ในใจก็บอกตัวเองว่ามันก็ผ่านมาแล้ว 
    1. ลำบากที่ต้องพยายามที่จะไม่เอาเรื่องของคนอื่นมาคิด หรือไม่เอาเรื่องที่มันทำให้เรารู้สึกว่า 'นี่มันแย่ว่ะ' กลับมาใส่ใจ มันชอบทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า 
    2. ลำบากที่ต้องพยายามทำตัวเองให้เหนื่อย ตลอดทั้งวัน อาจจะยากเพราะบางทีก็มีแต่นั่งเรียน แต่ถ้าแอคทีพตัวเองมากๆ เราก็จะพบว่า มันก็ช่วยเราได้นะ หรือที่โรงเรียนอาจเรียกได้ว่าเป็นเด็กกิจกรรม ก็เพื่อที่ว่าการกลับมาทบทวนกลางดึกจะทำให้เราไม่คิดอะไรมาก และทำให้เรานอนหลับสนิท 
    3. ลำบากที่ต้องคอยออกกำลังกายหลังเลิกเรียน เราเองเป็นคนน้ำหนักน้อย เราก็จะไม่ออกกำลังกายจนทำให้ตัวเองรู้สึกเหนื่อยจนเกินไป บางทีบางครั้งด้วยใจที่ห่อเหี่ยวเราก็ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น แต่ก็ฝืนตัวเองไปนั่งดูคนอื่นเขาวิ่ง ก่อนที่จะเอาใจฮึดสู้เดินแบบเศร้าๆไป ก็เพื่อหวังว่า เราจะหลับสนิทไม่ตื่นมา กลางดึกเหมือนเดิม 
    4. ลำบากในการพยายามไม่อยู่คนเดียว แม้ว่ากลับมาถึงห้องเรามันจะชอบทำให้อาการเราเริ่มเกิดขึ้นอีกครั้งก็ตาม เราได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่าสัตว์สามารถช่วยบำบัดได้ และเราก็ทำเช่นนั้น เราได้แมวมาเลี้ยง และมันก็เป็นเพื่อนที่ดี ดูแลตั้งแต่เล็กจนโต แต่แมวของเรายังไม่มีชื่อ เพราะความคิดที่ว่า ถ้าตั้งชื่อให้แมวแล้วกลัวมันตายจากเราไป
   5. แม้ว่าเราจะทรมานมากๆ ที่ชอบตื่นขึ้นมากลางดึกทั้งๆที่เหนื่อยมาทั้งวัน เพราะมันทำให้เรานอนไม่หลับ ปัญหานี้เราไม่มีทางออกเลยนอกจากยอมรับมัน อาการตาค้างที่กินยาแล้วก็ยังแก้ไม่ได้ แม้สุดท้ายจะจบด้วยการร้องไห้และคิดสั้น เราก็บอกตัวเองเสมอว่า 'เดี๋ยวก็เช้าแล้ว เดี๋ยวทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว' มันยากเหลือเกิน
   6. แม้ว่าเราจะทำอะไรออกมาดีในสายตาคนอื่น แต่มันเป็นเรื่องแย่ที่เราคิดว่าคนเหล่านั้นแค่เสแสร้งแกล้งพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้อยากจะพูด เพราะเรามันคนไร้ค่าอยู่แล้ว มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะยอมรับหรือฟังคำของใครที่ไม่ไ้รู้จักเราดี  แต่สิ่งที่เราพยายามที่จะทำเพราะหวังว่ามันจะหายคือหลอกตัวเองว่าเราปกติดี ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเลย 

      เรื่องราวของคนป่วยที่หายแล้วอย่างเราดำเนินมาจนถึงมหาลัย เราเริ่มมีอาการป่วยขึ้นอีกครั้งหลังจากเหตุการณ์ที่มันถาถมเข้ามาทุกเรื่อง แต่ในครั้งนี้ เราไม่สามารถที่จะพยายามแอคทีพตัวเองได้อีกแล้ว เราเหนื่อย เราเบื่อ เรากลัวที่จะทำทุกๆสิ่ง เราไม่กล้าเล่าเรื่องราวใดๆให้ใครฟัง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือว่าคนรัก ด้วยความกลัวที่ว่าเราจะโดนล้อ และเราไม่อยากเจอคำพูดปลอบใจเดิมๆซึ่งมันไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้น เรามีความอดทนสั้นลง และขาดสมาธิในการทำอะไรที่ต้องใช้สมาธิมากๆ เช่น สอบ หรือ เข้ากิจกรรมของทางมหาวิทยาลัย , มีข่าวมากมายจากการฆ่าตัวตายของนักศึกษา เราอ่านและเสพมาเรื่อยๆเหมือนถูกยื่นความรู้สึกมาให้จนเรานึกเข้าใจคนกลุ่มนั้น และสุดท้ายก็เอาตัวเองไปยืนอยู่จุดเสี่ยงหลายต่อหลายครั้งแล้วเหมือนกัน ....
     มันเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าโตแล้วนะ เลิกคิดมากได้แล้ว มันก็เป็นแค่คำลวงโลกที่ใครๆก็พูดขึ้นมาได้  แม้เราจะเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ มันไม่เคยหายไปซักที ...   แต่นั่นก็ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ควรที่จะเพิ่งแค่แพทย์หรือยาเพียงอย่างเดียว
     เราเคยประสบเรื่องราวแบบนี้มาแล้ว และเราก็ผ่านมันมาแล้ว เราหวังว่า ครั้งนี้เราจะผ่านมันไปได้ด้วยตัวเราเองอีกครั้ง....
 
   เพียงแค่พยายามทำในสิ่งที่ตัวเองเกลียด หรือคิดที่จะไม่อยากทำ เราจะพยายามทำมันอีกครั้ง ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า... จนกว่ามันจะหายไป 

   
SHARE
Writer
saimaidiary
writer
My dairy life

Comments