สัจจะกับการทำธุรกิจ
เมื่อสมัยผมเรียนเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัย
จะมีอยู่หนึ่งคำที่เรียกว่า Default
ที่แปลว่า การผิดสัญญา(ชำระหนี้) หรือ ค่าเริ่มต้น
สองความหมายนี้ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาว่า
ทำไมสองคำนี้จึงถูกใช้ คำร่วมกันในภาษาอังกฤษ
หรือว่า นักพิจารณาสินเชื่อ ผู้มองโลกในแง่ร้าย 
เลือกที่จะมองว่า การผิดสัญญา คือค่าตั้งต้นปกติ
แล้วเครดิตคือสิ่งที่ค่อยๆเพิ่มเติมมาทีหลัง?

ตั้งแต่สมัยเรียน ผมอาจจะไม่ค่อยได้มีประสบการณ์ในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการทำธุรกิจมาก
จึงไม่ค่อยได้รู้เรื่องการรักษาเครดิตเท่าไร อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีเครดิตให้รักษาเท่าไร 555
แต่ผมเป็นคนที่ชอบที่จะโดดเด่นและทำสิ่งต่างๆให้ดี
จึงมักรับปากงาน หรือ รับปากที่จะพัฒนางานให้ดีขึ้น
แต่ก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
ซึ่งตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกว่า ตรงนี้เป็นจุดที่เราต้องพัฒนานะ

จนกระทั่ง ทำงาน
ได้รับผิดชอบงาน จึงได้สัมผัสกับการบริหารความคาดหวังมากขึ้น
เพราะต้องรับผิดชอบงาน ให้ได้คุณภาพ และส่งมอบให้ได้ทันกำหนดมากขึ้น
ผมก็พยายามทำงานให้ดีที่สุดด้วยมาตรฐานของตัวเองที่ไม่อยากให้เสียไป
แต่ก็พบเจอปัญหาที่ไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามที่ถูกคาดหวังบ้างอยู่เนืองๆ

ไอ้ครั้นจะเลือกงาน บอกปัดไป หรือแสดงข้อจำกัดมากมาย ก็ไม่มีผลงาน
ครั้นรับปากทำงานโดยไม่ปฏิเสธเข้ามากๆ แต่ทำได้ไม่หมด ก็เสียเครดิต

ตรงนี้จึงเริ่มเข้าใจว่า จำเป็นที่จะต้อง
"ประเมินตนเอง" และ "สื่อสารให้ชัดเจน"
ประเมินว่า จากทรัพยากรที่เรามีอยู่ 
(เวลา กำลัง และปริมาณงาน หรือ ข้อจำกัดต่างๆ)
เราสามารถทำได้เท่าไหน และสื่อสารออกไปให้ลูกค้ารับทราบว่า 
เขาสามารถคาดหวังอะไรจากเราได้บ้าง
การประเมินและสื่อสารให้ชัดเจนทันท่วงที 
จะทำให้เราไม่พลาดงาน และไม่พลาดจากคำพูดของเราเอง

เมื่อผมเข้ามาทำงานของธุรกิจครอบครัว
ก็ถูกสอนเป็นบทเรียนแรกว่า
คำพูดคนเรานั้นสำคัญ คนรอบข้างจะเชื่อถือหรือไม่เชื่อถืออยู่ที่เครดิตทั้งนั้น 

หากธุรกิจคือ การร่วมมือ 
คือการสร้างพันธมิตรหยิบยืมแรงคนอื่นมาสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
และหลายครั้ง การทำธุรกิจคือ การขายในสิ่งที่เรายังไม่มี แต่วางแผนไว้ว่าสามารถสำเร็จได้
ความน่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในธุรกิจเสียยิ่งกว่าอะไร 
และการผิดสัญญาก็ดูจะเป็นศัตรูตัวฉกาจที่คอยลิดรอนมัน

จึงมีคำกล่าวที่ว่า ของแบบนี้(เครดิต)ซื้อหาเอาไม่ได้ ต้องใช้เวลาสร้างอย่างเดียว
ถ้าเราไม่มีความน่าเชื่อถือ เราจะสร้างดีลได้อย่างไร
ไม่ต้องพูดถึง การสร้างดีลเมื่อทรัพยากรยังไม่พร้อม
แม้ยามที่เราพรักพร้อมทุกประการ ขาดเพียงความน่าเชื่อถือ
แค่สิ่งนี้สิ่งเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เราพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

จริงๆแล้ว การพูดความจริง การเป็นคำพูด การรักษาสัญญานั้น
ไม่ใช่แค่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือกับคนอื่นๆเท่านั้น
แต่มันคือ การสร้างน่าเชื่อถือต่อตัวเราเองด้วย
เพราะมันจะสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเรา
เมื่อสิ่งที่เราตั้งเป้าว่าจะทำ แล้วมันสำเร็จลุล่วงไปได้ดังที่ตั้งใจทุกครั้ง

และสูตรสำเร็จของ ความน่าเชื่อถือ ก็คือ การเป็นคำพูด
การที่เราทำตามสิ่งที่เราพูดไว้ ให้สัญญาไว้ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีการบิดพลิ้ว
และการผิดสัญญาเพียงหนึ่งครั้งจากร้อยครั้ง 
ก็เพียงพอที่จะทำให้อีก 99 ครั้งที่ทำได้ตามสัญญาหมดความหมาย

คนเรา ถ้าบิดพลิ้วจากคำพูดของตัวเอง สามารถตีความได้หลายประการ
หนึ่งคือ ขาดการประเมินตนเอง ไม่เป็นมืออาชีพ
สองคือ ไม่ให้ความสำคัญกับตัวเอง และคำพูด 
สามคือ ไม่ให้ความสำคัญกับคนให้สัญญา หรือตัวคู่ค้าเอง 
ดังนั้นการผิดสัญญามีแต่จะเป็นการส่งสัญญาณลบแก่คู่ค้าให้หนีห่างจากคุณ

สำหรับผม
ประเมินตัวเอง 
คิดก่อนพูด 
รักษาสัญญา และ 
ให้ความสำคัญกับการสื่อสาร
สี่ข้อนี้คือหัวใจของการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตนเองครับ
SHARE

Comments