หนังสือเล่มเก่าที่ไม่อยู่บนชั้นวางแล้ว
หอสมุดในมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ประจำของผมสมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยนี้

ผมเรียนจบมา 1 ปีแล้ว 
ผมไม่รู้ว่าหอสมุดในมหาวิทยาลัยอื่นๆเป็นอย่างไร แต่ที่นี้ของเรามันพิเศษ 

พิเศษตรงที่มีชั้นวางหนังสือของนักศึกษาที่ชนะการคัดเลือกโดยคณะกรรมผู้ทรงคุณวุฒิ
(ผู้ที่ผมไม่เคยเห็นหน้าและก็ไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นมีวุฒิอะไร)

ชั้นวางนี้จะเป็นหนังสือที่เขียนโดยนิสิตของมหาวิทยาลัยทั้งหมด 
นิสิตที่ต้องการให้หนังสือหรือเรื่องสั้นที่เขียนได้อยู่บนชั้นวางนี้ 
ต้องส่งเรื่องเข้ามาแข่งขันกัน
มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น
ที่จะได้พื้นที่บนชั้นวางนี้

ซึ่งส่วนใหญ่พื้นที่เกินครึ่งของชั้นวางนี้ เป็นผลงานของนิสิตคณะอักษรศาสตร์มีทั้งนิยายแนวแฟนตาซี แนวรักโรแมนติก แนวโรคจิต และแนวดราม่าที่ไม่รู้จะดราม่าไปไหน

อยากจะบอกว่าผมเป็นแฟนคลับของพวกเขาเด็กอักษรศาสตร์ ที่ไม่ว่าจะแต่งอะไรขึ้นมา ผมก็ชอบหยิบเรื่องเหล่านั้นมาอ่าน มันเป็นผลงานที่เต็มไปด้วยความรักความฝัน ความเจ็บปวด และมุมโรคจิตของเด็กอักษร

เวลาที่ได้อ่านผลงานของเขานั้น
เหมือนได้รู้จักตัวตนมุมหนึ่งของพวกเขา ผลงานก้าวแรกของนิสิต

พวกเขาที่ช่างฝันจะคิดลายเซ็นของตัวเองไว้ในนิยายเหล่านั้นบางลายเซ็นผมก็มีโอกาสได้เห็นมันอีกครั้งในร้านหนังสือนอกมหาลัยผมดีใจที่ได้เห็น

ในขณะเดียวกันผมก็เสียใจที่มันวางอยู่ตรงชั้นหนังสือลดราคา ที่ค่าตัวมันไม่ถึง 100 บาท

ครั้งที่ผมยังเป็นนิสิตอยู่ 
ผมมีโอกาสได้แต่งเรื่องสั้นส่งชิงพื้นมุมหนึ่งในชั้นวางนี้ ช่างโชคดีเสียจริงที่เรื่องที่ผมเขียนได้มีโอกาสวางอยู่

เรียกว่าโชคดีสะทีเดียวก็ไม่ได้เพราะว่าผมเลือกวันที่จะส่งมันลงแข่ง 
ผมเลือกช่วงเวลาใกล้สอบ เวลาที่เด็กอักษรเก็บตัว พวกเขาเหล่านั้นกลายร่างจากนิสิตเป็นหนอนหนังสื

ทุกคณะต่างจริงจังกับการสอบ 
ยกเว้นผม นักคำนวนจอมฉวยโอกาส” เขียนเรื่องนี้เสร็จมาตั้งนานแล้ว แต่เลือกจะลงเวลานี้เอง :-P

ผมไม่ได้จะมาคุยโวโอ้อวดที่สามารถนำเรื่องของตัวเองวางบนชั้นวางแห่งการแย่งชิงนี้ได้

แต่ผมกำลังจะพูดถึง 
ความต้องการส่วนตัวที่อยากจะได้หนังสือเล่มเก่าบนชั้นวางคืน” 
หนังสือที่เคยเป็นของผมแล้วครั้งหนึ่ง
เอามันกลับมาและแก้ไขตอนจบให้เป็นไปตามความตั้งใจแรกครั้งที่ได้เขียนมัน

ครั้งแรกที่คิดจะเขียนมันขึ้น
มาผมเดินผ่านร้านเครื่องเขียนร้านหนึ่ง ตั้งใจจะเดินเข้ามาซื้อปากกาน้ำเงินธรรมดาที่เพื่อนสนิทยืมไปแล้วทำหาย 

ด้วยความบังเอิญผมเจอเข้ากับ 
“สมุดจดเล่มหนึ่ง” เป็นสมุดจดที่ดูเรียบง่าย หน้าปกของมันไม่มีตัวอักษรใดๆทั้งสิ้น มันเรียบง่ายแต่ก็แฝงด้วยความงดงาม มันเป็นสมุดจดที่เนื้อกระดาษให้สัมผัสเหมือนหนังสือ เมื่อลองดมสมุดเล่มนี้ดู มันมีกลิ่นหอมของดอกไม้จางๆ ช่างน่าหลงใหลยิ่งนัก 

แต่สำคัญกว่าทุกสิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้น
มันเหลืออยู่เพียงแค่เล่มเดียว 
การเหลือเพียงเล่มเดียวนี้ทำให้ผมไม่รอช้าที่จะซื้อมันกลับหอพักโดยทันที 
เมื่อมาถึงหอพักแล้วหยิบมันขึ้นมามองก็พูดกับตัวเองว่า“กูซื้อมาทำไม”

มันสวยงามเกินกว่าจะใช้เป็นแค่สมุดจดหรือสมุดวาดภาพเล่น

เลยเกิดความตั้งใจที่จะทำให้มันกลายเป็นหนังสือเรื่องสั้นที่ทำด้วยมือ 

ผมจะเขียนอะไรไปสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ 
ผมเริ่มลงมือเขียนเรื่องขึ้นกับสมุดเล่มอื่นแล้วแก้คำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยตลอดเวลาที่เขียน คิดตลอดว่าเรื่องแบบไหน ตัวอักษรแบบไหนที่จะเข้ากับมันมากที่สุดจนได้เนื้อเรื่องที่สดใส่งดงามเหมือนตัวมัน

ทดลองลายมือกับสมุดเล่มอื่นเขียนตัวอักษรจนชินมือ ซึ่งก็ยังไม่ดีพอเพราะคนไม่ใช่เครื่องจักรที่จะสามารถเขียน ก.ไก่ ร้อยตัวให้เหมือนกันได้
เพราะการจะเป็นหนังสือต้องใช้ฟอนต์ที่ดูเหมือนกันผมจึงพิมพ์เนื้อหาของเรื่องสั้นนี้ลงในกระดาษ A4 เพื่อที่ผมจะได้ตัวพิมพ์ที่ต้องการ วางกระดาษ A4 ลงบนแท็บเล็ตที่เปิดหน้าจอเป็นสีขาวไว้แล้วเอาการดาษสมุดวางทับอีกชั้น 
ผมที่เก่งเรื่องคัดลายมือเขียนตามลอกเลียนแบบตัวพิมพ์ของกระดาษ A4 

มันใช้เวลานานมากกว่าจะเขียนได้เสร็จหนึ่งหน้า เรื่องราวที่เขียนเป็นเรื่องรักโรแมนติกธรรมดาและไม่มีสิ่งใดพิเศษเลย

เป็นรักที่ผู้เขียนใฝ่หาเป็นความชอบส่วนตัวของผมเอง ทุกครั้งที่กลับมาที่หอผมจะเขียนมันต่อ

เขียนไปยิ้มไป อ่านซ้ำเพื่อดูให้ละเอียดว่าไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น 
ใช้เวลาเป็นสัปดาห์เขียนจนได้ครึ่งเรื่องที่ตั้งใจ 


       แต่แล้วจากที่มีแค่รู้สึกสนุก 
          และความสุขที่ได้เขียน 
       เริ่มมีอีกสิ่งหนึ่งแทรกเข้ามา
          “ความต้องการเอาชนะ”



ผมต้องการให้หนังสือเล่มนี้ ได้อยู่บนชั้นวางนั้น ผมต้องการได้รางวัล 
เพื่อบอกว่าผลงานนี้ของผมยิ่งใหญ่และควรได้รับการยอมรับ 

ผมมานั่งอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมดอีกรอบ
ผมพูดกับตัวเองว่าไม่ได้ 
เนื้อเรื่องนี้ไม่ได้ มันยังไม่ดีพอ


จากประสบการณ์ทำให้ผมรู้ว่า
ต้องทำอย่างไรผมจึงจะสามารถเอาชนะใจกรรมการเหล่านั้นได้ 
ถ้าเรื่องนี้เป็นรักหักมุม 
ถ้าเป็นเรื่องดราม่ากระทบความรู้สึก
จะมีโอกาสมากกว่าดังนั้นทางออกที่จะทำให้เรื่องรักสดใสที่เขียนมาครึ่งเรื่องนี้
ได้มีโอกาสชนะมากขึ้น

   ...มันต้องจบไม่สวย...มันต้องใช้
       ความเศร้าเพื่อเรียกคะแนน

เพื่อให้ผมมีสิทธิ์ชนะ 
ผมที่สร้างเรื่องความรัก
ร่วมกันมาครึ่งทางกับหนังสือเล่มนี้
“ทรยศ” มันมันโดยตั้งใจให้มันจบลงที่ความเศร้า ผมแก้เนื้อเรื่องครึ่งหลังกับกระดาษ A4 แล้วเขียนคัดลอกตัวอักษรลงในหนังสือครึ่งหลัง 

มันกลายเรื่องรักสุดโรแมนติกหวานใส่ในช่วงแรกค่อยๆ ลดลงจนสุดท้ายก็เหลือเพียงแต่ความเศร้า ผมมองเห็นหนทางชนะในศึกนี้ทันที ส่งเรื่องนี้ลงแข่งในสังเวียนที่เจ้าสนามไม่ว่าง

ผมรู้ตัวว่าไม่เก่งเรื่องเขียนขนาดจะชนะนิสิตอักษรได้ แต่ผมสามารถที่จะหาทางให้เรื่องนี้มีโอกาสชนะมากที่สุด 

พวกคณะกรรมการก็เป็นแค่สวนหนึ่งในการคำนวน หนังสือทำมือมันโดดเด่น เรื่องเศร้าก็ทำให้เตะตา 
แถมคู่แข่งน้อยอีก 
สุดท้ายก็สำเร็จตามความตั้งใจจนได้

หนังสือเล่มนี้ในวันที่ประกาศผล 
มันไม่ได้ที่หนึ่งแต่มันก็ได้วางบนชั้นวางที่ผมตั้งใจไว้ ผมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ในชัยชนะครั้งนี้

 อีกไม่นานต้องมีคนยืมมันไปอ่านแน่นอน 

ตกเย็นผมกลับมาถึงหอพัก
ด้วยความเคยชิน เดินไปนั้งที่โต๊ะอ่านหนังสือเปิดแท็บเล็ตหน้าจอสีขาวขยับมือซ้ายตั้งใจจะคว้าสมุดเล่มโปรดมาเปิดเพื่อเขียนต่อเพียงแต่มันไม่อยู่แล้ว
สิ่งที่ผมได้กลับมาแทนมันคือชัยชนะ


ชัยชนะ ที่ไม่มีค่ามาอยู่แทนที่หนังสือ
โอเคผมคิดว่ามันไปได้ดีแล้วมันไป
เฉิดฉายอยู่บนชั้นวางแห่งเกียรติยศแล้ว 

เช้าวันรุ่งขึ้นผมไม่หามันที่หอสมุด...มีคนยืมไปแล้วตามที่เคยตั้งใจไว้ใจหายแปลกๆ แต่นี้ก็เป็นสิ่งที่ตั้งใจไว้
ให้ผู้อื่นได้ชื่นชมผลงานของผมบ้าง 


ผ่านมาหลายสัปดาห์บังเอิญมาที่นี้
ผมเดินมาชมมันที่ชั้นวางหนังสือ

มันดูบอบช้ำสีของหนังสือที่ผมเคยทะนุถนอมมันจืดจางลงมันคงผ่านมือผู้คนมากมาย บางคนอาจจะอ่านมันจริงๆ แต่ต้องมีบางคนที่เปิดดูเพื่อชมความงามของหนังสือแบบผ่านๆแน่ๆ อย่าไม่ทะนุถนอมแน่ๆ 

ผมต้องการมันคืน
ผมเดินไปหาบรรณารักษ์เรียกร้องขอหนังสือตัวเองคืนแต่ลืมไปอย่างหนึ่งว่า
หนังสือเล่มนี้เป็นของมหาลัยแล้ว
คิวยืมต่อหนังสือทำมือเล่มนี้ยาวมาก 
คงเป็นเพราะมันมีแค่เล่มเดียว 
มันกลายเป็นที่ต้องการตามความตั้งใจของผมเพียงแต่ 
ผมกลับไม่พอใจที่มันเป็นแบบนี้เลย

มันพลาดตรงไหน 
มันก็คงพลาดตรงที่ผมเลือกจะทรยศฉากจบที่ตกลงไว้กับมัน

ฉากจบที่
ถูกใจผมและเป็นฉากจบที่เข้ากับมันมากที่สุด ผมยัดเยียดฉากจบแสนเศร้าให้กับมัน 

ฉากจบทั่วไปที่เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่นๆ 
ตอนนี้จะเรียกร้องอะไรก็คงจะไม่ทันแล้ว

เจ้าของที่จองคิวมัน
ก็มายืมมันต่อไปผมควรจะลงคิวยืมมันต่อไหม ผมก็ทำใจไม่ได้ที่จะเห็นมันกลับมาหาผมเพียงไม่กี่วันและต้องกลับมาที่ห้องสมุดอีก 

ผมควรจะร้องเรียนผลงานตัวเองคืนไหม ตอนนั้นผมเองก็ไม่กล้าที่จะทำแบบนั้นเพราะสัญญาหนังสือของมหาลัยคือ 1 ปี

ผมปล่อยให้มันอยู่บนชั้นวาง 
มันกลายเป็นที่ต้องการของใครต่อใครถูกยืมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นมันก่อนจะเรียนจบมันเริ่มมีรอยขาดแล้ว

วันนี้ผมกลับมาที่หอสมุดอีกครั้ง 
ผมรู้ดีว่าสภาพของหนังสือเล่มนั้น
คงจะแสนเศร้าหมอง 

มันคงกลายเป็นหนังสือเก่าๆที่เบื่อกับการถูกยืมซ้ำแล้วซ้ำเล่า 
ผมตั้งใจจะมารับมันคืนเพราะผมรักมัน 
ผมซื้อสก็อตเทปและเนื้อกระดาษแบบเดียวกับมันเตรียมไว้ที่บ้าน 
เพื่อที่จะซ้อมแซมและแก้ตอนจบของมัน 

แม้ว่าอาจจะง่ายกว่าถ้าซื้อสมุดแบบเดียวกันกับมันแม้ร้านเดิมไม่มีแต่ร้านอื่นๆก็อาจจะมีก็ได้ 

แต่ผมเลือกแล้วว่ามันมีแค่เล่มเดียว
เล่มนี้เท่านั้นที่ตัวผมต้องการ
ผมทำเรื่องขอเบิกหนังสือคืนเรียบร้อย ผมเดินไปหาบรรณารักษ์และพูดว่าขอเบิกหนังสือเรื่อง 

รักของนายดำสูงกับสาวญ...น
คืนครับ


ถ้ามันอยู่ที่ชั้นวางและรอผมอยู่นะ
เพียงแต่ว่าวันนั้นมันไม่อยู่ 
และมันก็หายไปจากหอสมุดได้สักพักแล้ว

ถ้าเมื่อใดก็ตามที่มันกลับมาผม.....
SHARE
Written in this book
นิทานจากฉัน
เขียนไว้อยากให้คุณได้อ่าน
Writer
Suyzeiy
ขอให้โชคดี
คนธรรมดามานั่งแต่งนิทาน (นิทานที่ไม่มีคนอ่าน)

Comments