Lost someone found something
หากนับจริง ๆ แล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 สำหรับการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต หลังจากคุณยายเสียไปเมื่อตอนปี 1 ถัดมาอีกแค่เพียงปีกว่า ฉันก็ต้องสูญเสียคุณย่าไปอีกคน แต่นับว่าเป็นครั้งแรกที่เราเองได้มีส่วนร่วมกับงานไว้อาลัยของท่านตั้งแต่ต้น เนื่องจากตอนงานของคุณยายฉันไม่ได้ไปร่วมเพราะมีสอบเก็บคะแนน



การที่คุณพ่อโทรศัพท์มาหาเรียกให้กลับบ้านกะทันหันในวันนั้นทำให้ฉันตกใจไม่น้อย แน่นอนว่าฉันไม่ได้กลับบ้านง่าย ๆ เพียงแค่นั่งรถไปกลับไม่กี่นาทีก็ถึง แต่ฉันมาเรียนไกลถึงขนาดที่วิธีที่เร็วที่สุดในการเดินทางคือการนั่งเครื่องบิน เสียงของพ่อบอกตามสายมาเพียงว่า “ย่าไม่สบายหนักมาก ให้กลับไปภายในวันรุ่งขึ้น” และยังบอกอีกว่าเป็นโรคเดิมที่เคยเป็นมาแล้ว แต่ฉันสัมผัสได้ว่าในน้ำเสียงที่พ่อพยายามควบคุมให้ราบเรียบนั้น สื่อถึงเหตุการณ์ไม่ปกติที่กำลังเป็นอยู่ วันรุ่งขึ้น หลังจากเลิกเรียน ฉันรีบเก็บกระเป๋า นำของไม่กี่ชิ้นขึ้นเครื่องบินกลับบ้านโดยพยายามไม่ปักใจเชื่อว่าสิ่งที่สังหรณ์ในใจจะเป็นเรื่องจริง อาการป่วยกายบวกกับอาการไม่สบายใจลึก ๆ ในวันนั้นทำให้บรรยากาศดูหดหู่ไปหมด แม้แต่ท้องฟ้าในยามเย็นยังดูเศร้าจนสัมผัสได้



ลูกพี่ลูกน้องขับรถมารับฉันที่สนามบินโดยไม่เล่าอะไรให้ฟังเลย ฉันทำได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากถาม เมื่อกลับมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่เกิดขึ้นก็คือ พ่อเดินเข้ามากอดฉันไว้และบอกเบา ๆ ว่า 
“ย่าไปแล้ว” 
น้ำตาฉันไหลออกมาทันทีอย่างห้ามไม่ได้ สมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวที่พยายามกลั้นน้ำตากันมาตลอดเวลาร้องไห้ตามในทันที รวมถึงพ่อด้วย ฉันรับรู้ได้ว่าทุกคน พยายามอดทน ทำเหมือนไม่รู้สึกเศร้า พยายามแสร้งทำเป็นไม่เสียใจ เพื่อรอให้ฉันได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากปากของพ่อก่อน
 
 


ทันที่ที่เห็นร่างของคุณย่าเคลื่อนมายังศาลา ท่านยังดูเหมือนเดิมทุกอย่าง เหมือนแค่นอนหลับไป แต่ทันทีที่ฉันสัมผัสตัวท่าน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาอีกหนแม้จะอดทนมาตลอดก็ตาม มือที่เคยอบอุ่นเสมอเมื่อยามสัมผัส บัดนี้กลับเย็นเยียบ เป็นเหมือนสิ่งที่ย้ำเตือนความจริงกับฉันว่า...
“คุณย่าท่านได้จากไปแล้ว ไม่มีวันกลับมาอีก ตลอดกาล”
 


ในงานศพของย่า ฉันรับหน้าที่ช่างภาพ เป็นครั้งแรกที่ทำกิจกรรมที่ชอบแต่ไม่ได้มีความสุขไปกับมัน ฉันถ่ายภาพหยดน้ำตาของบรรดาผู้ที่มาแสดงความเสียใจ โดยที่ใบหน้าของฉันเองก็เต็มไปด้วยคราบน้ำตาไม่ต่างกัน...ฉันยอมรับว่าฉันเคยแอบคิดในใจว่า ฉันยอมไม่มาร่วมงานดีกว่าจะมาพบกับภาพที่เศร้าสลดเช่นนี้ แต่ก็ทำไม่ได้



ฉันกลับไปเรียนอีกครั้งในวันจันทร์ ทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเต็มที่ในระหว่างนั้นโดยที่พยายามอย่างมากที่จะไม่เศร้าใจ ทำเหมือนเรื่องราวต่าง ๆ ไม่เคยเกิดขึ้น กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 – 3 วันนั้นรวมถึงเพื่อน ๆ พอจะทำให้ฉันยังพอยิ้มออกได้บ้าง ก่อนฉันจะกลับไปบ้านอีกครั้งเพื่อรดน้ำศพย่าในสุดสัปดาห์



ความจริงแล้วก่อนจะเปิดเรียน ฉันสัญญากับย่าไว้ว่า ฉันกลับไปเรียนเพียงแค่ 2 สัปดาห์ แล้วจะมีวันหยุดให้กลับมาหาท่านอีก 2 สัปดาห์ แต่สุดท้าย...เวลาแค่เพียง 2 สัปดาห์ ก็อาจนานเกินกว่าจะรอคอย คงไม่มีใครคาดคิดว่าวาระสุดท้ายของชีวิตของท่านจะมาถึงในวันนั้น ตัวท่านเองก็คงไม่รู้เช่นเดียวกัน



ตลอดงานศพของคุณย่ามีผู้คนทยอยกันมาแสดงความเสียใจมากมาย บรรดาลูกหลานก็ยุ่งวุ่นวายกันตลอดทั้งสัปดาห์จนแทบไม่มีเวลาให้เสียใจ หรือถึงแม้จะเสียใจแต่ก็ต้องเก็บมันเอาไว้ในใจ ไม่แสดงออกมา จนมาถึงวันสุดท้ายที่เราจะส่งท่านไปสู่สวรรค์ ในวันฌาปนกิจของคุณย่า ฉันรับหน้าที่อ่านประวัติของท่าน ฉันควบคุมเสียให้ราบเรียบที่สุด ฉันพบว่าพยายามเก็บน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมาก่อนจะอ่านจบนั้นยากเย็นเหลือเกิน 


ฉันกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่อีกหนเมื่อต้องจากท่านไปจริง ๆ ไม่เหลือร่างกายไว้บนโลกใบนี้อีกแล้ว แต่ถึงแม้ในใจจะหนาวยะเยือกแค่ไหน แต่อ้อมกอดอันอบอุ่นของคนในครอบครัวก็คอยโอบกอดและปลอบประโลมฉันไว้เสมอ 


ความทรงจำเกี่ยวคุณย่าในใจของฉันยังแจ่มชัดอยู่เสมอแม้ระยะเวลาที่ท่านจากไปจะล่วงเลยมาปีกว่าแล้ว ทุกครั้งที่เดินผ่านที่เดิมที่ท่านเคยนั่ง มองเห็นอาหารที่ท่านชอบกินฉันยังคงนึกถึงท่านเสมอ ฉันมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่าเรื่องราวของท่านให้คนอื่น ๆ ฟัง ยังคงยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ได้เติบโตมาในอ้อมกอดของท่าน บ้านหลังเดิมที่คุ้นเคยเงียบลงเมื่อกลับไป ไม่มีเสียงทักทาย ไม่มีกลิ่นอาหารที่ท่านเคยทำ แต่ทุกภาพ ทุกความทรงจำยังคงชัดเจนอยู่ในสถานที่แห่งนั้น



ถึงแม้ว่าการสูญเสียในครั้งนั้นมันจะเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ในการสูญเสียครั้งนี้ฉันกลับได้อะไรกลับมาอีกมากมาย นอกจากจะได้รู้ว่าคนในครอบครัวแคร์ฉันที่สุดแล้ว ยังได้เรียนรู้ที่จะทำใจ ไม่มีใครอยู่กับเราไปได้ตลอดกาล แต่สิ่งที่จะอยู่กับเราไม่มีวันลบเลือนคือความทรงจำเกี่ยวกับคน ๆ นั้น
 


ย่าคือบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของฉัน ความรักของย่า ต่อให้ฉันตอบแทนจนหมดชาตินี้คงไม่พอ แต่มันคงไม่มีเวลานั้นอีกแล้ว คงได้แต่ทำให้ความหวังของย่าที่จะเห็นความสำเร็จของฉันไม่สูญเปล่า



คำเดียวที่ฉันบอกได้ตอนนี้คือ...
ฉันยังคงรักและคิดถึงย่าเสมอ ถึงย่าจะจากไปแล้ว แต่รอยยิ้มของย่ายังสดใสอยู่ในความทรงจำของฉัน...ตลอดไป
 

I AM PIMMIE►
SHARE
Writer
i_am_pimmie
ดอกหญ้าแห่งจินตนาการ
หัวร้อน นอนน้อย เกรี้ยวกราด I AM PIMMIE▶

Comments