'ตัวเอง' ป้่่าขอโทษ!
ป้ามีโอกาสได้ไปดูหนังดีๆ เรื่องWonder/Wunder. และอยากจะให้คนที่กำลังท้อหรือเจอปัญหาชีวิตอยู่ ได้ไปดูหนังเรื่องนี้บ้าง แล้วจะรู้ว่าปัญหาของเรามันแค่น้อยนิดเหลือเกิน ถ้าเทียบกับปัญหาของเด็กน้อยคนนั้นในเรื่อง

แต่ป้าจะไม่เขียนถึงเด็กน้อยในหนัง เพราะอยากให้ทุกคนไปดูกันเองมากกว่า แล้วจะได้หวนคิดถึง เด็กน้อยๆในตัวเรา ว่าเขาต้องเจออะไรมาบ้าง กว่าจะมาเป็นเราในวันนี้ได้

เด็กน้อยในตัวป้าในวันนั้น โดนตัวของมันเองกดหัวอยู่ตลอดเวลา

ตอนที่ได้รับเลือกเป็นศูนย์หน้าทีมแฮนด์บอลโรงเรียนประถม จะต้องเป็นตัวยิงประตูและวิ่งอยู่แถวหน้าประตูของฝั่งตรงข้ามเสมอ แต่ไม่! จิตใต้สำนึกมันสั่งว่า "อีเตี้ย มึงยิงลูกไม่เข้าหรอก ดูการ์ดเขาสิ ตัวใหญ่กว่ามึงตั้งสองเท่า" แค่นั้นแหล่ะ "อีเตี้ย" ก็วิ่งห้อยโหนอยู่แต่ข้างหลังและตรงกลาง จนทำให้ทีมของตัวเองต้องแพ้ราบคาบไป ครูพละเรียกไปด่ายับ "ครูนึกว่าเลือกคนถูกแล้วนะ เพราะตอนซ้อมๆกันอยู่ เห็นหลบหลีกเก่ง และยิงลูกแม่น แต่ทำไมตอนแข่งจริง ไม่เห็นเหมือนตอนซ้อมเลย ครูผิดหวังมาก" เท่านั้นแหล่ะ! "อีเตี้ย" ก็ปล่อยโฮออกมาซะ ราวกับว่าหมาตัวโปรดได้ตายจากไป .... มันเจ็บใจที่ปล่อยให้จิตใต้สำนึกนั้นมาสั่งการ จนทำให้คนที่เขาตั้งความหวังไว้กับเราต้องผิดหวัง

วันวาเลนไทน์ สมัยมัธยมของป้า ถือได้ว่าเป็นวันที่สำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งสำหรับวัยรุ่น รองลงมาจากวันประกาศผลสอบปลายภาคเลยก็ว่าได้ เพราะวันนั้นสาวๆจะได้ลุ้นกันว่า เอ๊ะ! จะมีใครมาบอกรักเรารึเปล่า? เราจะได้กุหลาบสีแดงมั้ยนะ? และแล้ววันนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของการใช้ชีวิตของป้าเลยก็ว่าได้

"เฮ้ย! เธอๆ มีคนอยากคุยด้วย เขารออยู่ชั้นสอง" เสียงเพื่อนผู้ชายหน้าตาดีที่คุ้นหน้า ตะโกนเรียกเบาๆอยู่หน้าห้องเรียนที่อยู่ชั้นสาม ขณะที่ทุกคนในห้องกำลังสนุกสนานกับการเอาสติ๊กเกอร์รูปหัวใจติดเสื้อให้กันและกันอยู่นั้น ก็มีสายตาของเพื่อนๆที่ได้ยินตรงกัน เพ่งมาที่ป้าทันที รวมถึงจิตใต้สำนึกบ้าๆของตัวเองด้วย คราวนี้มันสั่งการว่า "เขาจะแกล้งมึงให้หน้าแตกน่ะสิไม่ว่า อีเตี้ย จมูกบี้อย่างมึง ใครเขาจะมาบอกรัก" อุ๊ตาย!....ร้ายมาก!....จะทำยังไงดี เรากำลังจะโดนแกล้ง ถ้าเราลงไปเจอผู้ชายคนนั้น แล้วรู้ทีหลังว่าโดนอำ คนอื่นๆจะต้องหัวเราะเราแน่ๆเลย เราจะอายนะเว้ย! ....และแล้ว ป้าก็ยอมให้จิตใต้สำนึกสั่งการอีกตามเคย ด้วยการตอบเพื่อนผู้ชายกลับไป(เพื่อให้คนที่เราคิดว่าจะมาอำเราได้เจ็บใจเล่นๆ ที่แผนไม่สำเร็จ)ว่า "แต่เราไม่ได้อยากคุยกับเขาหรอกนะ" .... แล้วเพื่อนที่เป็นนกต่อคนนั้นก็หุบยิ้ม แล้วเดินจากไปโดยที่ไม่พูดอะไรเลย....ตอนนั้นในใจป้าชอกช้ำมาก ถ้าถือแก้วอยู่ในมือคงหล่นแตกแล้วทรุดตัวลงร้องให้เหมือนในฉากหนังดราม่าหลังข่าวสองทุ่ม ...เหมือนเอามีดมากรีดกลางใจตัวเองก็ไม่ปาน ทั้งๆที่ตัวเองก็แอบชื่นชมเขามาตลอด แต่ด้วยความเชื่อ ที่ถูกจิตใต้สำนึกกรอกหูมาตลอดว่า "มึงเตี้ย มึงจมูกบี้ มึงไม่สวย" ทำให้ต้องพลาดโอกาสดีๆไปหลายต่อหลายครั้ง. จุดเปลี่ยนของคนที่ทำให้ตัวเองผิดหวังตอนนั้นก็คือ "ทำร้ายตัวเอง" ด้วยวิธีต่างๆนาๆ เที่ยวกลางคืน เกเร ไม่สนใจการเรียน สำมะเลเทเมา ไม่รู้จักจบจักสิ้น เป็นการลงโทษตัวเองที่ทำลายความรู้สึกดีๆของคนอื่น และตัดโอกาสตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จนกระทั่งป้าได้มารู้จักกับผู้ชายร่างใหญ่ใจดีคนหนึ่ง(ที่แต่งงานด้วยในปัจจุบัน) เขาประทับใจในมุขตลก ที่ป้าปล่อยออกไปรัวๆตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ได้คุยกันเป็นครั้งแรก นั่น เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของลุงกับป้า ....ป้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ความฮา มันจะทำให้เราหาผัวได้!

คนเจ็ดพันกว่าล้านคนบนโลกใบนี้ จริงๆแล้วเราก็ต้องการเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ที่จะช่วยให้เราทะลายกำแพง ไปตบหน้าจิตใต้สำนึกบ้าๆในตัวเองได้สำเร็จ ...วันที่ลุงบอกความในใจ และขอป้าแต่งงาน วันเดียวกันนั้นเอง ก็เป็นวันที่ป้าได้ฝังศพจิตใต้สำนึกบ้าๆ ที่คอยหลอกหลอนตัวเองมาตลอดครึ่งค่อนชีวิต

เด็กน้อยในตัวป้าวันนั้น เขาเจออะไรร้ายๆมามากกว่าป้าในวันนี้ ป้าอยากบอก"ตัวเอง"เหลือเกินว่า "ป้าขอโทษ" ต่อไปนี้จะรัก"ตัวเอง"ให้มากขึ้น และจะดูแล "ตัวเอง" ให้ดีที่สุด ตอบแทนความอดทน ที่สู้ชีวิต และให้รางวัลกับเด็กน้อยวันนั้น ที่ทำให้ป้ามีวันนี้ "ขอบคุณ"

....................จบบริบูรณ์.....................
SHARE
Writer
Siriphen
reader
บันทึกจากช่วงชีวิต

Comments