The Devil Wears Prada“โลกใบเดียวกัน”...แต่ต่างกันแค่ประสบการณ์
ก่อน เป็นเอก รัตนเรือง จะประสบความสำเร็จ เขาต้อง“เป็นทุกข์”ขนาดไหนในการทำให้ผู้คนยอมรับความสามารถทางภาพยนตร์

ก่อน จิระ มะลิกุล จะเป็นพี่ใหญ่ใจดีในวงการภาพยนตร์... พี่เก้งต้องเครียดขนาดไหน กับหนทางการสร้างผลงานที่ชื่อเสียงไม่ใช่เกิดขึ้นในวันเดียว

ก่อนเพลง “ก่อน” ที่ พี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อก ร้องจะโด่งดัง มีกี่คนที่รู้ว่าเพลงนี้แต่งโดยนักร้องคาดหน้าชื่อ “ปฐมพร ปฐมพร” ซึ่งก่อนนั้นไม่มีใครเห็นค่าในการทำงานและแนวคิดของเขาเลย

“ก่อน” ที่คนเหล่านี้จะประสบความสำเร็จ...พวกเขาต้องมุ่งมั่นพยายาม ทำงานหนัก หกล้มแล้วลุกขึ้นมา “ก่อน”

                       *********

...ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่มากมายที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางการไล่ตามความฝัน ต่างต้องการที่จะเป็นอย่างคนที่พวกเขาหรือเธอชื่นชมในสายงานต่างๆ...ซึ่งบุคคลเหล่านี้ต่างประสบความสำเร็จในวิชาชีพจนสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักและเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนจำนวนมาก

“แต่ความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย...ความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อเท่านั้น ที่จะทำให้ทำให้ถึงจุดหมายปลายทางท่ามกลางฟ้ากว้างและทางไกล”

ซึ่งความสำเร็จบนเส้นทางชีวิตที่ใฝ่ฝันนั้น...คนบางคนอาจจะหาได้ง่ายๆ หากโอกาสมาถึง ในขณะที่อีกหลายๆ คน กว่าจะพบกับ ความสำเร็จ ก็เลือดตาแทบกระเด็น...และยังมีคนอีกเป็นจำนวนมาก “เเม้จะหมดลมหายใจไปแล้ว...ก็ยังไม่เคยได้สัมผัสกับความสำเร็จ"


   กระนั้นยังมีคนรุ่นใหม่ อีกเป็นจำนวนมาก ที่เรียนจบออกมา ก็อยากจะมีชื่อเสียง อยากเข้ามาในวงการอาชีพต่างๆ

 “เพื่อประสบความสำเร็จเหมือนบุคคลผู้เป็นแรงบันดาลใจสำหรับพวกเขา”

โดยไม่ได้คิดว่า “กว่าจะมีวันนี้ของรุ่นพี่ที่เป็นแรงบันดาลใจเหล่านั้น...พวกเขาต้องผ่านบทเรียนชีวิตที่มีทั้งสุข เศร้า สมหวัง หกล้ม ท้อแท้ มาก่อน”

   คนรุ่นใหม่จึงต้อง ต้องอดทน ใช้เวลา ใช้ประสบการณ์ ใช้เส้นใช้สายในบางกรณี กว่าจะเข้ามา "มีที่ยืนได้ในวงการต่างๆ"

...แต่ถึงแม้จะ "มีที่ยืนแล้ว"...แต่ที่ยืนนั้น "มั่นคงหรือไม่"...นั่นคือสิ่งที่น่าพะวงเช่นกัน

...นี่คือ “ความเป็นจริง” ที่เกิดขึ้นใน “โลกของความเป็นจริง” เพราะ “ความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย” เหมือนกับที่ Andy Sachs ต้องฝ่าฟันบนเส้นทางฝัน เพื่อก้าวไปข้างหน้าให้ได้ ในภาพยนตร์เรื่อง “The Devil Wears Prada”


                       **********

......ยังจำความรู้สึกของ “การเริ่มต้นในสถาบันการศึกษาแห่งใหม่ , การฝึกงานครั้งแรกของชีวิต , การเริ่มต้นชีวิตวัยทำงาน” กันได้ไหม ความประหม่า ความไม่มั่นใจ หลอมรวมเป็นความกลัวให้เกิดขึ้นกับน้องใหม่ ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกที่คิดว่า “มันคืออีกโลกหนึ่ง” แต่ความจริงมันคือ

“โลกเดียวกัน” ต่างกันแค่ “ประสบการณ์”

ภาพยนตร์เรื่อง The Devil Wears Prada สร้างจากนิยายขายดีได้รับการแปล 27 ภาษาของ Lauren Weisberger เรื่องของสาวสวย “แอนดี้” Andy Sachs ซึ่งเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง...เธอใฝ่ฝันที่จะมีอาชีพเป็นนักเขียนที่มีอุดมการณ์และมีชื่อเสียง

แต่แล้วทั้งๆ ที่เธอไม่มีความรู้เกี่ยวกับแฟชัน แต่งตัวเชยๆ...แอนดี้ กลับได้งานที่ผู้หญิงทุกคนอยากได้ นั่นคือการการเป็นผู้ช่วยของ “มิรันดา” Miranda Priestly บรรณาธิการสุดเฮี๊ยบผู้ทรงพลัง แห่งนิตยสารแฟชัน “Runway Magazine ซึ่งมีอิทธิพลต่อการแต่งไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงทั่วโลก ด้วยเหตุผลที่ว่า

“มิรันด้า กลับเห็นตัวเองในวัยหนุ่มสาว ปรากฏอยู่ในตัวของ แอนดี้”

จากจุดเริ่มต้น การทำงานในออฟฟิต อันแสนความวุ่นวาย โกลาหล...แอนดี้ถูกดึงตัวไปรับตำแหน่งผู้ช่วยของมิรันดา อย่างเป็นจริงเป็นจัง ด้วยการเริ่มต้น ถูกโขกสับ จิกหัวใช้อย่างไม่มีปราณี ซึ่ง “เรื่องชีวิตของเธอสำคัญน้อยกว่าเจ้านาย” โดยไม่สนใจเวลาว่าค่ำคืน ดึกดื่นแค่ไหน หรือดินฟ้าอากาศเป็นอย่างไร ฝนกระหน่ำ หรือหนาวเหน็บ

...แอนดี้ จะต้องตอบสนองความต้องการของ มิรันดาให้ได้ โดยห้ามแม้แต่จะปริปากบ่นแต่อะไรจะสำคัญกว่าตรงที่

หากสามารถทำงานที่นี่ได้อย่างน้อย 1 ปี เธอจะสามารถมีโอกาสในการได้ทำในสิ่งที่เธอต้องการได้ง่ายขึ้น มีโอกาสในการเลือกมากขึ้น เพราะจะทำให้สำนักงานใหญ่ๆ ใน New York ยอมรับในความสามารถของเธอ

ทว่าหนทางที่จะก้าวไปสู่จุดๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่แอนนดี้ก็ทำให้ มิรันดา ประทับใจในตัวเธอเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะการที่ แอนดี้ ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยการเสาะหาต้นฉบับนิยาย Harry Potter ซึ่งยังไม่ได้จัดพิมพ์มาให้ลูกๆ มิรันดาได้อ่าน 

...และต่อจากนั้น แววฝัน และชีวิตในแวดวงแฟชั่นของ แอนดี้ก็เริ่มสดใส เมื่อเธอได้ติดสอยห้อยตาม มิรันดา ไปเกือบทุกที่ ทำได้รู้จักผู้คนมากมาย รวมถึงบรรณาธิการหนังสือต่างๆ ซึ่งเธอใฝ่ฝันที่จะเขียนบทความให้

หากแอนดี้ คือภาพสะท้อนของ มิรันดา ในวัยที่ยังเป็นคนรุ่นใหม่ มิรันดา ก็เป็นกระจกเงาที่จะทำให้ แอนดี้ มองเห็นตัวเอง ซึ่งน่าจะมีอนาคตไม่ต่างจาก มิรันดาเช่นกัน หากว่าเธอเดินทางในสายงานแฟชั่นนี้ต่อไป

ที่สำคัญ แอนดี้ได้เรียนรู้อย่างเข้าใจว่า กว่าที่ มิรันดา จะก้าวมาจนจุดที่ “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” และ “น่าเกรงขามได้ขนาดนี้”...เจ้านายของเธอต้องพบกับความสูญเสีย หรือต้องแลกกับสิ่งใดมาบ้างเพื่อแลกกับความสำเร็จในหน้าที่การงาน อย่างรู้ตัวและไม่รู้ตัว เพราะหากไม่เสียอะไรไป ก็คงไม่ได้ “อำนาจที่ยิ่งใหญ่มากุมไว้ในมือ” 

  หลายๆ ครั้งที่การกระทำของ มิรันด้า หมายถึงการทำร้ายคนที่ตนเองรักและหวังดีอย่างไม่แยแสมากไปกว่า “เวลาในการทำงาน” ซึ่งเธอเลือกที่จะ“เหยียบคนอื่น” เพื่อที่จะขึ้นมาสู่จุดที่สูงกว่าอย่างน่าเลือดเย็น

ถึงแม้ มิรันดา จะเป็นผู้หญิงที่น่าเกรงขาม เอาใจยาก อดทนต่อความผิดพลาดของคนอื่นได้น้อย การทำงานและสิ่งที่เธอต้องการ ต้องเนี๊ยบและต้องเตรงเป๊ะ และมีอิทธิพลต่อวงการแฟชั่นมากมายเท่าใด
แต่จริงๆ แล้วเธอก็เป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง เหมือนผู้หญิงทั่วๆ ไป โดยเฉพาะในโมงยามที่ มิรันดา ฟูมฟายอย่างปวดร้าว เมื่อครอบครัวที่เธอรักต้องเดินทางมาถึง “การล่มสลาย” 

  การได้เห็นด้านที่เปราะบางของ มิรันดา นี่เอง ที่ทำให้ แอนดี้ ตัดสินใจร่วมหัวจมท้าย โดยทิ้งทั้งเพื่อนและคนรัก ให้โดดเดี่ยว โดยที่เธอมุ่งสู่หนทางของอาชีพการงาน ไม่ต่างจากการทุ่มเทเพื่อที่จำได้มา “ในบางสิ่ง” และ “ค่อยๆ สูญเสียสิ่งที่สำคัญในชีวิต” ที่อยู่รอบข้างตัวเองของ มิรันดา ไปทีละน้อย

...แต่สุดท้ายทุกสิ่งที่แอนดี้คิด ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เธอฝัน เมื่อเธอเห็น

    “การเหยีบหัวคนอื่น เพื่อก้าวมาสู่วงการนี้ปรากฏชัดเจนในตัวมิรันดา”

  ทำให้เธอได้เรียนรู้ว่า เธอกำลังจะเป็นเหมือนเช่นเจ้านายของเธอ เพราะหลายๆ ครั้งที่เช่นกัน ที่เธอเหยียบหัวคนอื่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการอย่างไม่รู้ตัว!

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ แอนดี้ คือบทเรียนชีวิตชั้นดี ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ว่า “ความสำเร็จ” อาจไม่ไม่ใช่สิ่งที่เราคาดฝันเสมอไป เเต่หากมุ่งมั่น เพื่อให้ไปสู่จุดหมายที่เราฝันไว้ เเม้จะไม่ชอบ หรือ ต้องอดทนเพียงใด ข้างหน้า ยังมีเเสงสว่างรอคุณอยู่ ซึ่งวันนั้นอาจเป็นเส้นทางที่แตกต่าง แต่อาจจะมีความสุขกว่า เส้นทางที่เราใฝ่ฝันไว้ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม หากคุณยังคงเป็นคงรุ่นใหม่ ที่ยังคง “ทะยานฝัน” ขอให้สร้างแนวทางชีวิตของตนเองที่ “ความสำเร็จ” ควรมีค่ามากกว่าการได้มาซึ่งเงินทองที่ว่า

... “อย่าคิดเพียงแค่ว่าจะได้เงินเท่าไร ทำงานกี่ชั่วโมง ให้ถามตังเองก่อนว่าชอบด้านไหนเมื่อได้คำตอบที่ชัดเจนจงเดินไปตามนั้นต้องฝึกตั้งแต่งานตำแหน่งเล็กที่สุด แล้วค่อยๆ ก้าวขึ้นมา

ทั้งนี้เพื่อที่จะได้เรียนรู้และเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในงานแต่ละจุดได้อย่างถ่องแท้ อย่าดูถูกงานไม่ว่าจะอยู่ในหน้าที่ใดก็ตาม งานในทุกหน้าที่มีความ
สำคัญหมด หากเราให้ใจกับงานและให้ใจกับเพื่อนร่วมงานทุกคน เราย่อมได้ใจเขามาร่วมกันทำงานให้สำเร็จได้อย่างแน่นอน

ที่สำคัญยุคสมัยนี้เทคโนโลยีมีมากมาย ให้ใช้สมองในการนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับการทำงานมากที่สุดประโยชน์ และ อย่าเรียนรู้แค่ผิวเผินแล้วคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เพราะโลกนี้ยังคงมีอะไรให้เรียนรู้ตลอดชีวิตการทำงาน ท้ายที่สุดแล้วถ้าผลงานทุกอย่างออกมาดี มีความภาคภูมิใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เงินก็หาซื้อไม่ได้”

........ในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ มิรันดา ได้พบกับ แอนดี้อีกครั้งโดยบังเอิญ...หญิงสาวผงกศีรษะเล็กน้อย แทนคำทักทายเจ้านายเก่า...มิรันดา มองเธออย่างเรียบเฉยและเย็นชา ก่อนที่จะเข้าไปในรถหรูที่จอดรออยู่ตรงหน้า 

ภายในรถคันนั้น มิรันด้า ถอดแว่นออกแลมีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนเผยอมุมปากยิ้มอย่างมีความสุข...เธออาจจะคิดว่า

“ดีแล้วที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างแอนดี้ ได้มีหนทางชีวิตของตัวเอง ได้พบกับความสุข ไม่ต้องเหยียบหัวใครขึ้นมาเพื่อความยิ่งใหญ่ และไม่ต้องได้ชื่อว่า “นางมารสวมปราด้า” เหมือนเธอ”

...ก่อนที่เธอจะใส่แว่นตากลับคืนอีกครั้ง แล้วบอกให้คนขับออกรถไป...

                  ...............................
SHARE
Writer
Kissda
writer
writer

Comments