People don't notice anything (ผู้คนไม่เคยสนใจอะไรเลย)
นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้กลับมาเขียนที่นี่ บทความครั้งสุดท้ายที่ฉันเขียนเป็นของเดือนมีนาคม ทั้งหมดก็แปดเดือนแล้วที่ฉันไม่ได้อัพเดทอะไรเลย หลายอย่างมากมายเหลือเกินที่ผ่านเข้ามา และหลายอย่างเหลือเกินที่ทำฉันอยากหนีไปให้ไกล...

ฉันเลิกกินยามาได้สามเดือนแล้ว ฉันไม่มีเวลาไปหาจิตแพทย์เลย นับตั้งแต่กลับมารักษาอาการจากโรคประจำตัวตั้งแต่เด็ก อาการของฉันไม่คงที่ ทำให้หมอต้องคอยนัดตรวจทุกสองอาทิตย์ และนั่นทำให้ฉันเริ่มอ่อนล้ากับการเดินทางกับสิ่งที่ไม่มีอะไรดีขึ้น ฉันไม่รู้จะรักษาตัวเองไปทำไม ทั้งที่รู้ดีว่ายังไงก็ไม่มีวันหายดี ทุกคนเอาแต่ถามว่าอาการของฉันเป็นยังไงบ้าง แต่ไม่เคยมีใครถามฉันเลยว่าฉันรู้สึกยังไง

All i have is negative thought
ใช่ ฉันรู้ว่าคุณก็รู้ว่าประโยคนั้นมาจากหนังเรืื่องดังที่ชื่อ joker ในปี 2019 ที่มันถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางว่ามันคือหนังที่หดหู่เหลือเกิน แต่ถ้าถามฉันแล้ว ฉันคิดมีหลายเรื่องที่หดหู่กว่านั้น อย่าง confession ของญี่ปุ่น oldboy ของเกาหลีใต้ เส้นเรื่องของโจ๊กเกอร์จึงกลายเป็นอะไรที่ไม่หดหู่ขนาดนั้นสำหรับฉัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ามันมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อย เพราะนับตั้งแต่หนังจบลง คำพูดเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

I found myself there
บางทีคำตอบของมันอาจเป็นเพราะฉันเห็นตัวเองอยู่ในนั้น มันเหมือนฉันเจอเพื่อนที่เข้าใจ คนที่รู้ว่าความโดดเดี่ยวเป็นอย่างไร คนที่ต้องการเป็นที่ยอมรับจากสังคม แต่สุดท้ายก็พบว่าเธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ไหนบนโลกใบนี้ ไม่มีใครสนใจว่าเธอจะรู้สึกยังไง ทุกคนต่างดิ้นรนในชีวิตตนเอง ไม่มีใครแคร์หรอกว่าเธอต้องกล้ำกลืนรสขมของน้ำตาแค่ไหน


ผู้คนไม่เคยสนใจอะไรเลยเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวนักร้องเกาหลีฆ่าตัวตายจากโรคซึมเศร้า จากการถูกทำร้ายด้วยการถูกบูลลี่ต่างๆ นานา มันตลกมากนะที่แม้กระทั่งเธอร้องไห้ในไลฟ์สดแล้ว แต่กลับไม่มีใครคิดช่วยเหลือ คิดว่าเธอเรียกร้องความสนใจ ทำไมผู้คนถึงมักใส่ใจในวันที่สายเกินไป

เรามักแคร์ใครคนนึงเสมอ ตอนที่พวกเขาตายลงเสมอ
เชสเตอร์ เบนนิงตัน , คริส โอคอนเนล , เคิร์ท โคเบนและศิลปิน ดาราอีกมากมายที่จากไปเพราะปีศาจร้ายตนนี้ แต่ก็ไม่มีใครสนใจ หลายต่อหลายปีมานี้ สังคมรู้จักโรคซึมเศร้ามากขึ้น เราหาทางแก้ไข แต่ถ้าคุณลองไปอ่านคอมเม้นในอินเตอร์เน็ตดูสิ คุณจะพบความเข้าใจผิด คำต่อว่าผู้ป่วยมากมากยที่พูดว่าเราอ่อนแอและเรียกร้องความสนใจ

ฉันพูดเสมอว่าเราไม่มีวันเข้าใจใครเลย ถ้าเราไม่สามารถเข้าไปอยู่ในใจคนนั้นและรู้สึกแบบเดียวกับเขา เจ็บปวดอย่างที่เขารู้สึก ดังนั้นเราไม่ควรตัดสินใครเลยจากมุมมองของตนเอง แต่ผู้คนก็มักตัดสินอยู่เสมอ มนุษย์ชอบเล่นบทพระเจ้าอยู่ตลอดนั่นแหละ เรารู้สึกมีอำนาจใช่ไหมที่ได้ตัดสินใครต่อใครอย่างนั้น โดยไม่คิดว่ามันจะส่งผลกระทบต่อใครบ้าง

หมอไม่ได้ฟังเลยใช่มั้ย หมอเอาแต่ถามคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ ว่าผมกินยาครบบ้างรึเปล่า ผมเป็นยังไง งานของผมเป็นยังไงบ้าง ผมมีความคิดลบอะไรบ้างรึเปล่า ทั้งหมดที่ผมมีก็มีแต่ความคิดลบทั้งนั้น หนึ่งปีกว่าแล้วที่ฉันคอยรักษาตัวเองจากโรคซึมเศร้า พูดกันตรงๆ ยารักษาฉันได้ในระดับหนึ่งตรงที่มันทำให้อารมณ์ของฉันนิ่งขึ้น แต่ไม่หรอก... ไม่มีสักวินาทีที่ฉันไม่คิดอยากหายไปจากโลก ฉันเฝ้าฝันว่าตัวเองจะกล้าพอเดินจากไปจากทุกคน ทิ้งชีวิตตัวเองไว้ข้างหลัง และไม่หันกลับมามองอีกเลย 

ทำไมการอยากหายไปถึงยากเย็นแบบนี้?

พอมันไม่รู้จะหายไปจากโลกนี้ได้ยังไง เราเริ่มคิดอยากจากลาโลกนี้ไปคงจะดีกว่า หวังว่าความตายของเราจะมีค่ามากกว่าการมีชีวิตอยู่ เหมือนที่อาเธอร์เคยบอกเอาไว้

i hope my death makes more cents than my life
ตอนแรกฉันคิดว่าหนังเขียนซับผิดหรือเขียนผิดรึเปล่า มันน่าจะเป็นคำว่า sense มากกว่า แต่เปล่าหรอก หนังใช้คำว่า cents ที่แปลว่าเศษตังค์นะถูกแล้ว เพราะอาเธอร์หวังว่าความตายของเขาจะมีค่ามากกว่าการมีชีวิตอยู่ ซึ่งสำหรับอาเธอร์แล้ว เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาไร้ค่ายิ่งกกว่าเศษสตางค์ด้วยซ้ำ มันจึงเป็นประโยคที่บรรยายความเจ็บปวดที่ชัดเจนมาก

....และคุณรู้ไหมว่าอะไรที่มันห่วยเหลือเกิน การที่เราไม่ถูกอนุญาตให้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงยังไงละที่มันแย่เหลือเกิน พวกเราป่วยแต่ต้องแสร้งว่าไม่เป็นไร แสร้งว่าพวกเราสบายดีทั้งที่จริงเราต้องการใครสักคนที่รับฟัง แต่สังคมก็พูดตอกย้ำว่าเราไม่มีสิทธิทำแบบนั้น แค่เพราะว่าคุณโตแล้ว คุณไม่มีสิทธิที่จะโกรธใคร ทั้งที่เขาทำไม่ดีกับคุณ คุณไม่มีสิทธิพูดออกมาตรงๆ ว่าคุณไม่โอเคกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับคุณ เราสวมใส่หน้ากากทุกวี่ทุกวัน และเราแกล้งปลอบตัวเองว่า 'ไม่เป็นไรนะ' เพราะลึกลงไปคุณรู้ดีว่าจะไม่มีใครมาเห็นใจคุณ 

ตอนที่คุณเป็นเด็ก พอคุณหกล้มลง คุณรู้สึกเจ็บและคุณก็ร้องไห้ได้เลย ไม่มีใครห้ามทั้งนั้นและไม่มีใครมาต่อว่า แต่พอคุณเติบโตขึ้นมาในสังคม ทำไมถึงมีหลายสิ่งเหลือเกินที่ถูกตัดสินว่าควรทำหรือไม่ทำอะไร แค่เพราะเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเหรอ เราถึงไม่อาจร่ำร้องออกมาได้ว่าเรารู้สึกอย่างไร 

เราถูกสังคมคาดหวังว่า 'ควรจะเป็น' คนแบบไหน แบบไหนละที่สังคมคิดว่ามันดี ทุกคนก็เอาแต่ถามคุณว่าคุณแต่งงานรึยัง มีครอบครัวรึเปล่า มีลูกกี่คน มีรถกี่คัน แต่ไม่เคยมีคนมาถามคุณเลยว่าวันนี้คุณรู้สึกอย่างไร 

คุณรู้ไหมตลอดเวลาฉันต้องการแค่ใครสักคนที่จะพูดกับฉันว่า 'พอแล้วนะ เธอไม่ต้องแสร้งเป็นคนอื่นอีกแล้ว เธอเก่งมากนะที่อดทนมาตลอดหลายปีมานี้ และยังอยู่ตรงนี้ได้' แค่นั้นจริงๆ


มันตลกร้ายเหลือเกิน... ฉันเคยโดนขมขื่นเมื่อตอนอยู่ปีสาม ฉันคิดว่าจะลืมฝันร้ายนั่นไม่ได้ แต่ฉันก็ผ่านมันมาได้โดยใช้เวลาสามเดือน ฉันถามเพื่อนสนิทว่าทำไมฉันถึงไม่ติดใจ ทั้งที่เรื่องร้ายแรงแบบนั้น เพื่อนของฉันพูดว่าเพราะฉันไม่ต้องเจอกับคนที่ทำร้ายอีกแล้ว มันจบลงไปแล้ว แต่แปลกเหลือเกินแค่เพียงใครบางคนเคยขอเลิกกับฉัน เพราะเขาคนนั้น 'รับสิ่งที่เป็นตัวฉันไม่ได้'

ฉันไม่เคยให้อภัยเขาได้เลย
โลกไม่ได้น่าอยู่ขนาดนั้นสำหรับฉัน เราอยู่ในโลกที่ไม่เคยสัมผัสคำว่า 'สันติสุข' เลยแม้สักวัน ทุกวินาทีเราจ้องจะทำสงครามกันตลอด เราเคยทำสงครามที่ใช้ยุทโธปกรณ์กันอย่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง สงครามกลางเมือง ตอนนี้โลกพัฒนามาจนถึงยุคศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีก็ก้าวกระโดดมาไกลมากแล้ว เราหยุดทำสงครามแบบนั้นแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าโลกจะสงบสุข เราแค่ย้ายสภาพจากสงครามแบบนั้นมาเป็นสงครามการค้า สงครามเทคโน แข่งขันกันเป็นผู้นำสูงสุด ใครชนะคนนั้นได้ครองโลก

เราไม่เคยยอมรับความแตกต่างได้อย่างแท้จริงหรอก มันเคยมีช่วงที่คนผิวดำถูกกดขี่ คนที่เป็นเพศทางเลือกโดนรังเกียจ สังคมที่ชายเป็นใหญ่ฝังลึกลงรากฐานในทุกสังคม ตอนนี้เราแค่เปิดรับและยอมรับมากขึ้น แต่มันก็ไม่เคยหมดไป ผู้คนแบ่งแยกเป็นคำว่า 'เรา' และ 'เขา' อยู่สม่ำเสมอ 
บางทีฉันก็นึกสงสัยขึ้นมาว่า...

จอห์น เลนอนจะคิดยังไงที่ได้รู้ว่าโลกสันติภาพที่เขาโหยหาไม่เคยมีอยู่จริง มันก็แค่นิทานหลอกเด็กเท่านั้น 
มันไม่ใช่แค่มนุษย์ทำสงครามใส่กัน เข่นฆ่ากัน แต่มนุษย์ยังทำลายโลกทั้งใบ เราฆ่าสัตว์ ทำให้โลกร้อน ตัดไม้ทำลายป่าและหวังว่าเราจะอยู่ในโลกได้ตลอดกาล พอเราตระหนักว่าโลกนี้กำลังจะแหลกสลาย ธรรมชาติกำลังลงโทษเรา เราก็คิดจะวางแผนไปตั้งรกรากในดาวเคราะห์ดวงอื่น โดยไม่เคยเฉลียวใจเลยว่าต่อให้เราย้ายไปอีกกี่พันดาวเคราะห์ ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม เราจะตามทำลายมันจนย่อยยับ ตราบใดที่สันดานมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนไป

อายุขัยของมนุษย์เคยมีแค่ 40 ปี แต่ปัจจุบันเรามีเทคนิคการแพย์และยามากมายที่ช่วยให้เราพัฒนาเซลล์ของเรา แก้ไขส่วนที่สึกหรอและทำให้มันเหมือนใหม่ได้ ซึ่งนั่นจะทำให้เรามีอายุยืนไปถึง 110 ปี เรากำลังเล่นบทพระเจ้า คิดเสมอว่าเรามีค่าพอมากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นที่ควรมีชีวิตอมตะ อยู่ในโลกไปตลอดกาล


ฉันไม่รู้หรอกว่าการเขียนบันทึกจะช่วยอะไรได้มากน้อยแค่ไหน แต่ฉันหวังว่ามันจะพอทุเลาความมืดมินนี้ได้บ้าง ความรู้สึกของฉันก็คงเหมือนกับตัวละครที่ชื่อ 'โฮเดน' ในนิยายเรื่อง The catcher in the Rye ผู้ที่ไม่เคยอยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ที่สับสน หลงทางอยู่ระหว่างการเติบโต และนี่คือส่วนที่ฉันชอบที่สุดในนิยายเล่มนี้ ส่วนที่บ่งบอกความรู้สึกได้ดี
"ผมไม่สนใจหรอกว่าอนาคตตัวเองจะทำอะไร ผมแค่อยากหนีไปให้ไกลจากตรงนี้ ไปในที่ๆ ไม่มีใครรู้จัก ถ้าไม่มีใครต่อใครมาคอยตัดสินผม ไม่มีใครมาพร่ำบอกว่าผมควรใช้ชีวิตของตัวเองยังไง ผมก็ยอมรับตัวเองได้ทุกอย่างนั่นแหละ”








SHARE
Writer
Janiva
No one
A girl who loves writing, emotional, sold my soul to devil, love sadness, disappointed daughter.

Comments

KanjanaS
7 months ago
สู้ๆนะคะ ❤️❤️
Reply
Janiva
7 months ago
❤️
Phonwipa
7 months ago
พี่คะ หนูเป็นกำลังใจให้พี่อย่างถึงที่สึดเลยนะคะ
หนูเคยมีช่วงที่เลวร้ายมาก ๆ ถึงขั้นที่คิดว่าที่มีรถขี่มาชนก็คงดี จะได้หายไปจากปัญหาแย่ ๆ กับความรู้สึกแย่ ๆ นี้ไปเลย หนูไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะฆ่าตัวเองหวังแต่ให้วันนึงถ้าเกิดอุบัติเหตุ​ก็คงดี หนูเคยคิดว่าการได้อยู่กับความเจ็บปวดดูจะเป็นความสุขที่จริงสำหรับหนูที่สุด ไม่มีอะไรทำให้หนูมีความสุขได้มากกว่าการรีบกลับมาบ้านแล้วอยู่ในห้องคนเดียวแล้วดิ่งไปกับความรู้สึกแย่ ๆ ที่เจอมาในวันนั้น ๆ แต่หนูอยากจะบอกพี่ว่า ตอนนี้หนูได้กลายเป็นคนใฟม่แล้วนะคะ หนูพบกับความสุขและสันติสุขที่ไม่เคยคิดว่าจะหาจากโลกนี้ได้ หนูได้เจอแล้วนะคะพี่ ตอนที่หนูมารู้จักกับพระเจ้า
หนูเข้าใจนะคะ เพราะหนูเคยไม่เชื่อมาก่อนมองว่าเป็นเรื่องงมงาย แต่ที่หนูกลายเป็นคนมี่มีความสุขได้เพราะดูได้รัลการรักษาเยียวยาจากพระเจ้าค่ะ หนูบอกได้เลยว่าหมอช่วยได้แค่ในระดับนึงเท่านั้น แต่พระเจ้าสามารถล้างบาดแผลที่เคยเกิดขึ้นกับเราได้ทุกอย่างเลยค่ะ จากคนที่รักใครไม่เป็นแม้กระทั่งตัวเราเอง จนตอนนี้หนูได้รับความรักจากพระเจ้า พระเจ้าแสนดีค่ะ ความรักมีมากพอที่จะแบ่งปันให้คนอื่น หนูรักพี่นะคะ พระเยซูก็รักพี่ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ ♥️
Reply
Phonwipa
7 months ago
พี่คะ หนูขอโทษนะคะที่พิมพ์ผิดไปเยอะเลย 🙏🏻

หนูเชื่อว่าถ้าพี่ได้เข้ามาทำความรู้จักกับพระองค์ชีวิตพี่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงแน่นอนค่ะ
Janiva
7 months ago
ไม่เป็นไรค่ะ ได้มองในมุมต่างไปบ้าง ยังไงก็ขอบคุณที่ให้กำลังใจนะคะ
Agirlundertherain
7 months ago
เราจะผ่านมันไปด้วยกันนะคะ
Reply
Peekthum
7 months ago
กอดนะคะ คุณเก่งมากแล้ว คุณทำดีที่สุดเท่าที่คุณทำได้แล้ว และงานเขียนของคุณก็ทำเราให้เห็นมุมมองของคุณชัดขึ้น เรารับรู้ถึงความเจ็บปวดของคุณ รับรู้ถึงความรู้สึกของคุณ เข้าใจคุณ และขอโอบกอดคุณด้วยกำลังใจเล็กๆ จากมุมนี้นะคะ คุณเก่งมากแล้วนะ คนเก่ง :)
Reply
NN8
7 months ago
คุณรู้ไม๊ ว่าคุณพูดแทนใจของเรามาก
เราอาจจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าเราเจอมาเหมือนคุณ เรารู้สึกเท่ากับคุณ
แต่เรากล้าพูดได้เลยนะ เราเข้าใจในทุกตัวอักษรจริงๆ
Reply