เพอร์เฟคชันนิสท์ ความแค้น ขั้วตรงข้ามของความคิดสร้างสรรค์ กับ Elizabeth Gilbert
(ต่อจากโพสต์สัปดาห์ที่แล้ว)

7

ทำงานให้เสร็จ ดีกว่า รอจนทุกอย่างสมบูรณ์แบบ 

มีคนมากมายหยิบจับโปรเจ็คพร้อมกันหลายงาน เมื่อตั้งต้นไอเดียทุกอย่างฟังดูดีทั้งนั้น แต่ทำไปทำมาก็ไปได้แค่ครึ่งๆ กลางๆ ไปไม่สุดสักทาง และยังคงทรมานตัวเองต่อด้วยการเริ่มต้นโปรเจ็คใหม่เพิ่มอีก โปรเจ็คเก่าก็ปล่อยมันให้คาไว้อยู่อย่างนั้น ด้วยเหตุผลว่า “มันยังไม่ดี มันยังไม่เสร็จ มันยังไม่สมบูรณ์พอที่จะปล่อยชิ้นงานนี้ออกสู่ตลาด”

คุณลิซบอกว่า รากเหง้าของอาการเช่นนี้คือความเป็นเพอร์เฟคชันนิสท์(Pefectionism)

ความเป็นเพอร์เฟคชันนิสท์เป็นฆาตกรที่กำจัดเรื่องดีๆ ทุกอย่าง เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าความสุข ความพึงพอใจ สัญชาตญาณ ความตื่นเต้นยินดี ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ และความเป็นคน

ความเป็นเพอร์เฟคชันนิสท์ เป็นรูปแบบหนึ่งของความกลัว คุณลิซเรียกความเป็นเพอร์เฟคชันนิสท์ว่า "ความกลัวเวอร์ชั่นใส่รองเท้าส้นสูง" มันจะติดความโก้หรูเริ่ดๆ เชิ่ดๆ เป็นความกลัวที่แต่งองค์ทรงเครื่องระดับโอกูตูร์ คอยเล่นแง่กับเราบอกว่าเราเป็นคนพิเศษ มีมาตรฐานสูง รับคนทั่วไปไม่ค่อยได้หรอกเพราะฉันเป็นคนมีมาตรฐานสูงเหลือเกิน

สำหรับคนเป็นเพอร์เฟคชันนิสท์ อย่าว่าแต่จะจบโปรเจ็คให้ได้เลย สำหรับคนกลุ่มนี้แค่จะเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่างมันช่างยากเย็นนัก เพราะพวกเขารู้ดีแต่แรกว่าจะอย่างไรก็ไม่มีทางที่งานจะออกมาดีจนไปแตะระดับที่ตนฝันถึงได้ เพราะรสนิยมเอย มาตรฐานเอย ระดับที่พวกเขาตั้งไว้สำหรับตนเองมันสูงมาก

มีนักเขียนหญิงคนหนึ่งเขียนหนังสือขายดีและประสบความสำเร็จมากเมื่อสัก 15-20 ปีก่อนได้มาคุยกับเธอ คุณผู้หญิงคนนี้ไม่สามารถเขียนหนังสือและออกหนังสือเล่มใหม่ได้อีกเลยนับแต่นั้น ระหว่างพูดคุยกัน เธอก็เล่าให้คุณลิซฟังว่า “รู้ไหม โลกนี้มันเต็มไปด้วยงานห่วยๆ ไปหมด ฉันไม่อยากเอางานแย่ๆ ของตัวเองมาเพิ่มให้กองนั้นอีก ดังนั้น ฉันจะไม่คลอดงานชิ้นใหม่จนกว่าจะรู้สึกว่ามันเพอร์เฟค”

คุณลิซบอกว่าพอฟังแบบนั้นแล้ว กลับรู้สึกดีใจ ดีใจที่ตัวเองไม่เคยเห็นปัญหานั้นเลย และไม่เห็นจะรู้สึกด้วยว่าโลกนี้เต็มไปด้วยงานขยะ ซึ่ง... ถึงโลกนี้จะเต็มไปด้วยงานขยะแบบที่คุณผู้หญิงคนนั้นพูดจริง มันก็ไม่อยู่ในขอบข่ายความรับผิดชอบของเราไหม? มันไม่ใช่ปัญหาของเรา และการที่งานเขียนของเราจะดีหรือไม่ดีก็ไม่ใช่ปัญหาด้วย เพราะตามข้อตกลงที่คุณลิซมีกับความคิดสร้างสรรค์ ตามที่สัญญาไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เธอแค่บอกว่าเธอจะเป็นนักเขียน ไม่ได้ตกลงกันเสียหน่อยว่าต้องเป็นนักเขียนที่ดี เธอตั้งใจจะเป็นนักเขียน นั่นคือจุดหมายเดียวที่เธอต้องการ เขียนดีไม่ดีไม่ใช่ปัญหาสำหรับคุณลิซเลย

ครั้งแรกที่เขียนนิยายจบได้ เธอก็คิดแบบนี้ สำหรับคนที่ชีวิตไม่เคยเขียนนิยายมาก่อน พอเขียนจบเสร็จออกมาจะคาดหวังให้งานดีเลยได้อย่างไรกัน? มันไม่มีหรอกนะคนที่ตื่นนอนมาแล้วจะรู้วิธีเขียนนิยายเลย คุณลิซเขียนไปได้ 50 หน้าตอนอายุ 20 เธอรู้จักว่างานเขียนดีๆ เป็นอย่างไร และรู้ด้วยว่านี่ไม่ใช่หนึ่งในนิยายดีๆ เหล่านั้น ความตั้งใจของเธอคือ เธอจะไม่ยอมตายไปโดยพกต้นฉบับเขียนไม่เสร็จ 50 หน้านั่นลงหลุมไปด้วย ก็งานเขียนที่ไม่จบแบบนั้นมันมีล้นโลกแล้วนี่นา

ระหว่างนี้ มันก็จะมีอีกเสียงหนึ่งที่คอยจิกกัดอยู่ในหัว เป็นเสียงนักวิจารณ์ที่คอยเหน็บแนมว่า "นี่ไม่ใช่งานดี เธอเป็นนักเขียนไม่ได้เรื่อง"
 
คุณลิซใช้วิธีชิงลงมือตัดหน้าก่อนที่เสียงนั้นจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ บอกว่า “ไม่พอใจก็ไปเขียนหนังสือของตัวเองเลยสิ! รู้อะไรไหม? นายไม่เขียนแน่ นายไม่เขียนหรอก นายไม่เขียน แต่ฉันเขียน และฉันเขียนจนจบด้วย ดังนั้น ฉันชนะ” (เป็นการปะทะคารมในจินตนาการ คุณลิซแกเป็นคนแบบนี้น่ะค่ะ)

คุณลิซบอกว่า “ที่ฉันต้องการคือแค่เขียนให้จบ เพราะแม่ฉันสอนมาตลอดว่า ทำให้เสร็จ ดีกว่าทำให้เนี้ยบ Done is better than Perfect.”

โลกนี้มันมีพวกของดีแต่ไม่เคยทำเสร็จมากมายเต็มไปหมด การที่เราทำอะไรสักอย่างเสร็จได้ หมายความว่า เรานำหน้าทิ้งห่างคนพวกนั้นไปแล้วเป็นหลายสิบไมล์ เพราะผู้คนส่วนใหญ่ทำงานไม่เสร็จหรอก

และการที่เราทำงานสักอย่างจนสำเร็จลุล่วงไปได้ ไม่ใช่เพราะเรามีวินัย แต่เป็นเพราะเรารู้จักให้อภัยตัวเอง

เราทุกคนเมื่อเริ่มโปรเจ็ควันแรกต่างก็ตื่นเต้นกันทั้งนั้น แต่พอเข้าวันที่ 2 ย้อนมองแผนการที่เขียนไว้เมื่อวานก็ชักจะเริ่มเกลียดตัวเองขึ้นมา เกลียดความคิดสร้างสรรค์ที่พาเรามาเริ่มต้นงานบ้าๆ นี้ ความคิดก็ห่วย แผนก็ไม่ได้เรื่อง

ส่วนคนที่จะไปต่อได้ในวันที่ 3 คือคนที่หยิบเครื่องมือขึ้นมาแล้วเดินหน้าลงมือทำต่อไป เขาไม่ใช่คนมีวินัยสูงสุดหรอก ความเข้มงวดกวดขันไม่พาเราไปถึงจุดหมาย แต่เป็นการพูดว่า “เอาล่ะ ฉัน...ฉันไม่ใช่เฮมมิงเวย์ แต่ฉันก็จะเขียนต่ออยู่ดี”

รู้จักให้อภัยตัวเอง ที่ทำให้ตัวเองต้องผิดหวังที่เราเป็นคนแบบนี้ แล้วก็ไปต่อ เดินหน้าทำต่อไป

เท่านี้เอง... ปฏิบัติต่อตัวเองดีๆ เสมือนปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง



8

ความล้มเหลว ความแค้น แรงบันดาลใจ

ในงานอีเว้นต์หนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนขึ้น แล้วบอกว่า “ฉันแค้นแรงบันดาลใจ ฉันแค้นความคิดสร้างสรรค์”

คุณผู้หญิงท่านนี้บอกว่า เธอทำทุกอย่างที่ทุกคนบอกให้เธอทำ เธอทุ่มเทหมดหน้าตัก ลาออกจากงาน เชื่อมั่น เดินตามความฝัน มีคนกลุ่มหนึ่งมั่นใจในตัวเธอแล้วก็ตามเธอมา โปรเจ็คนี้เธอเองก็อยากทำมากๆ แต่สุดท้ายทุกอย่างกลับพังพาบไม่เป็นท่า เธอสูญเงิน เธอเสียเพื่อน เธอเสียหน้า เธอหมดสิ้นศรัทธา และเธอหัวเสียสุดๆ

คุณลิซจำเหตุการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี เพราะคุณผู้หญิงท่านนี้เปิดฉากการเล่าเรื่องได้รุนแรงมาก ความโกรธ ความเจ็บ ความเสียใจมันรุนแรงจนคนฟังเจ็บปวดตาม คุณผู้หญิงคนนี้เหมือนมีเศษแก้วเป็นหนามแหลมๆ ทิ่มแทงออกมาจากตัวเต็มไปหมด

คุณลิซถามกลับไปว่า “คุณ... คุณหัวเสียใครเหรอคะ?”

คุณผู้หญิงคนนั้นตอบว่า “ฉันหัวเสียเจ้าแรงบันดาลใจ ฉันทำหน้าที่ในส่วนของฉันแล้ว แต่มันไม่ทำหน้าที่ของมันเลย”

พูดอีกอย่างก็คือ เธอกระโดดแล้ว แต่ไม่มีตาข่ายรอรับเธออยู่เบื้องล่าง

คุณลิซถามกลับว่า “แล้วแรงบันดาลใจไปสัญญากับคุณตอนไหนว่าจะให้อะไรตอบแทนคุณเหรอคะ?”



สติกเกอร์ท้ายรถอาจสัญญาว่า โดดสิ แล้วจะมีตาข่ายรอรับอยู่ตรงนั้น คนเราอาจสัญญิงสัญญาอะไรกันก็ได้ แต่... ตั้งแต่เมื่อไรกันที่แรงบันดาลใจสัญญากับมนุษย์ว่ามันจะส่งมอบอะไรบางอย่างให้ นอกเหนือจากประสบการณ์มหัศจรรย์ระหว่างที่เราใช้เวลาร่วมกันกับมันเพื่อสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่างขึ้นมา

เจ้าแรงบันดาลใจอาจทักขึ้นมาว่า “เราไปลองทำอะไรเจ๋งๆ มันส์ๆ กันเหอะ!” 
แล้วคุณก็ว่า “ป่ะ ไปกัน!” 
คุณประสานมือเข้ากับมันกระชับแน่น แล้วก็ขับรถพุ่งทะยานออกจากหน้าผานั้นไป 

แรงบันดาลใจกู่ร้อง “เย้!!!” 
คุณก็ร้อง “เย้!!!” 
มันโผเข้ากอดคุณ แล้วคุณก็ตะโกนออกมาว่า “เจ๋งสุดๆ ไปเลยยยยย”


หรือ... 

ร่างคุณอาจร่วงลงมาตกกระแทกพื้นโลกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ 
ยังไม่ทันเข้าใจเลยว่าเกิดเรื่องบ้าบออะไรขึ้น แต่คุณเห็นแล้วว่าเจ้าแรงบันดาลใจมันไม่ได้พุ่งตัวออกจากหน้าผามาพร้อมกับคุณด้วย มันยังนั่งอยู่ตรงชะง่อนผาข้างบนนั้นส่งยิ้มให้ 

คุณรวบรวมเรี่ยวแรงตะโกนออกไป 
“เฮ้! นายกับเราไม่ใช่พวกเดียวกันเหรอ! ทำไมนายทำกับเราอย่างเนียะ!”

เจ้าแรงบันดาลใจมองร่างแยกชิ้นส่วนของคุณ มันยิ้มหวาน ถามกลับมาคำถามเดียว 
“ลองอีกรอบไหม?”

“ไหม? ป่ะ! ไปกัน มาลองทำแบบเมื่อกี้อีกรอบ สนุกสุดๆ ไปเลย!”

แล้วคุณก็เหวอ มองชิ้นส่วนร่างตัวเองตกอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันเจ็บชะมัด เจ็บสุดๆ ขนาดนี้แล้วเจ้าแรงบันดาลใจบ้าบอนั่นมันยังมีหน้ามายิ้มแป้นแล้นถามกลับแบบนี้อีกเหรอ

“อ่า... ก็ใช่... แต่ไงดีล่ะ? นายไม่คิดว่ามันสนุกหรอกเหรอ? มาลองกันอีกรอบนะ นะๆๆๆ”

ซึ่งคุณอาจจะตอบว่า “ไม่ ไม่ทำอีกแล้วเด็ดขาด”
ได้สิ คุณตอบแบบนั้นได้ มันเป็นสิทธิ์การตัดสินใจของคุณ

หรือคุณอาจตอบกลับไปว่า “ขอเวลาสักหน่อย ขอเก็บซากร่างของตัวเองประกอบกันให้ดีก่อน ขอเตรียมตัวหาทางลงพื้นสวยๆ ก่อนนะ”

ไม่ว่าคำตอบของเราจะคืออะไร แต่ทุกเช้า รับรองได้เลยว่า ทุกวันที่ตื่นนอน มองดูบาดแผลเต็มกาย ทั้งเจ็บ ทั้งอาย แต่เจ้าแรงบันดาลใจจะเข้ามาสะกิดคุณตลอด “ป่ะ ไปลองกันอีกทีนะ เราไปลองทำไอ้นั่นกันอีกรอบเหอะ”

แล้วนานวันเข้า คุณก็จะตอบว่า “อ่าๆ ได้ๆ ไปกัน เราไปลองกันอีกรอบ”

ที่คุณลิซอยากจะสื่อก็คือ มนุษย์เรามีเวลาในโลกนี้น้อยนัก 
...ขับรถทะลุหน้าผานี้ไม่เวิร์ค อาจไปลองหน้าผาอื่น หรือยิ่งลองทำมากครั้งเข้า ก็จะยิ่งเห็นวิธีการใหม่ให้การลงพื้นได้สวยๆ เป็นต้นว่า ติดถุงลมนิรภัยไว้เยอะๆ รอบคันรถ ติดตั้งระบบความปลอดภัยทั้งหมดที่ทำให้อุ่นใจได้ว่า ครั้งหน้าหากล้มลงพลาดอีก คุณจะไม่สูญเสียหมดสิ้นทุกอย่างแบบคราวนั้น
 
คนเราล้มได้ คนเราผิดพลาดได้ วันหน้า หากแรงบันดาลใจมาชวนคุณให้ไปทำเรื่องเปลี่ยนชีวิต คุณก็แค่ปัดๆ ฝุ่นที่เกาะตามตัวออก กระดูกกระเดี้ยวยังอยู่ครบดีทุกชิ้น งั้นตกลง! ไปกัน มาลองกันเถอะ ...เพราะไม่มีการใช้ชีวิตแบบไหนอีกแล้วที่จะดีกว่าการตอบรับคำเชิญนั้น แล้วลองลงมือทำดูสักตั้ง



9

ขั้วตรงข้ามของความคิดสร้างสรรค์

ในหนังสือ Big Magic มีข้อความหนึ่งที่บอกว่า “ความคิดสร้างสรรค์คือสิ่งสำคัญที่สุดในโลก แต่ขณะเดียวกัน มันก็ไม่สำคัญเลย” คุณลิซบอกว่า เพราะเราโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ดังนั้น เธอเชื่อว่ามันเป็นไปได้สำหรับมนุษย์ที่จะยึดถือแนวคิดสองขั้วที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงไปพร้อมๆ กันได้ โดยที่เราเห็นวันมันจริงทั้งสองทาง

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเธอจึงเป็นคนที่ยึดมั่นความเป็นเหตุเป็นผล เชื่อหลักการและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เชื่อเรื่องวิวัฒนาการ ภาวะโลกร้อน อ่านนิตยสารวิทยาศาสตร์ และก็คิดว่ามันสนุมาก

ขณะเดียวกัน เธอก็เปิดพื้นที่ในจิตใจให้พร้อมรับเรื่องลี้ลับ เรื่องราวมหัศจรรย์ เรื่องเหนือธรรมชาติได้

ไม่มีปัญหาเลย รับได้ทุกอย่าง เธอไม่เห็นว่าสองอย่างนี้จะขัดแย้งกันตรงไหน เธอใจกว้างพอที่จะเปิดรับความเชื่อทั้งสองทางนี้ไปพร้อมๆ กันได้ และขั้วตรงข้ามแบบนี้นี่เองคือสิ่งที่เราจะต้องอยู่กับมันไปให้ได้ถ้าอยากใช้ชีวิตทำงานสร้างสรรค์ เพราะงานสร้างสรรค์เกี่ยวข้องกับสองขั้วนี้โดยตรง

ตอนที่เราเข้าหาความสร้างสรรค์ เราต้องเทิดทูนมันประหนึ่งว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรสำคัญเหนือไปกว่ามันอีกแล้ว แต่หลังจากนั้น ซึ่งอาจเป็นแค่ไม่กี่นาทีถัดมา เราอาจต้องยอมสลัดมันทิ้งไป ตัดมันออกไปชนิดว่า “ไปเลย แกไม่สำคัญสักนิด”

ขณะที่คุณลิซนั่งเขียน เธอจะสลับไปมาระหว่างขั้วทั้งสองนี้ ตอนที่นั่งลงตรงนั้นคิดว่าจะสร้างประโยคที่งามพร้อม มันจะต้องงดงามที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยพบเจอมา ถึงจะขี้เกียจขนาดไหนแต่ก็ต้องทำให้ประโยคนั้นถึงพร้อมด้วยความบริบูรณ์ขึ้นมาให้ได้ ทุ่มเทเวลา ทุ่มเทกำลัง เลือกเฟ้นถ้อยคำ ร้อยเรียงคำออกมาให้เป็นประโยค เป็นย่อหน้าออกมา

ผ่านไปครู่หนึ่ง เดินกลับเข้ามา นั่งลงอ่านย่อหน้าเดิมที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี้ยังรู้สึกลึกซึ้งกับมันมากมาย เพียงเพื่อจะพบว่า “อืม... ไม่ดี ยังไม่เวิร์ค” แล้วเธอก็จะ ช่างมัน ทิ้งๆๆ

คือเธอรักมันมากนะ แต่ก็โยนมันทิ้งได้น่ะ


ปัญหาจะเกิดขึ้นทันทีหากมองว่า “ผลงานคือลูกของตัวเอง” 
ผลงานไม่ใช่ “ลูก” สักหน่อย มันไม่ใช่กระทั่งลูกมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่เจ้าเด็กทารกตัวน้อย งานสักชิ้นกับเด็กทารกสักคนมีข้อแตกต่างกันเป็นล้านอย่าง

ว่าแล้วคุณลิซก็หยิบหนังสือ Big Magic บนโต๊ะมาทิ้งลงพื้น...

“แบบนี้ไง อุ้ย! ตายแล้ว ลูกร่วง! คือถ้าหนังสือเล่มนี้เป็นเด็กทารกจริง คุณเรียกตำรวจจับฉันเข้าคุกไปแล้ว แต่นี่ฉันโยนทิ้งได้ ฉันทำได้จริงๆ จะให้ฉีกหน้ากระดาษออกมา ทำได้ มันเป็นสิ่งของไง เป็นสิ่งของที่ฉันสร้างขึ้นมาเท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นลูกของฉันสักหน่อย และตอนนี้มันแยกตัวเป็นอิสระจากฉันแล้ว”

“พอเขียนเสร็จ มันก็แยกตัวออกไปจากฉัน มันไม่ต้องพึ่งพาฉันอีกต่อไป ผู้คนจะโจมตีมันก็ได้ จะวิพากวิจารณ์มันก็ได้ จะตีความมันผิดๆ จะขโมยมันไปก็ได้ คือคนอื่นจะทำอะไรกับมันก็ได้ ซึ่งคุณไม่ทำแบบนี้กับลูกมนุษย์ และผลงานชิ้นนี้ก็จะสบายดี และฉันเองก็จะสบายดีด้วย เพราะมันมีความแตกต่างระหว่างฉันกับผลงานของฉัน”

คุณลิซบอกว่าเธอแคร์มันมากระหว่างที่เธอเขียนเรื่องราวในนั้นขึ้นมา แต่เมื่องานเสร็จ เธอก็ไม่ได้แคร์มันแบบนั้นแล้ว

ในความเห็นของเธอ ตัวเธอเองต่างหากที่เป็นลูกของผลงานชิ้นนี้ เพราะทุกอย่างที่เธอเป็นอยู่ ทุกอย่างที่ได้เรียนรู้ ทุกอย่างที่เธอเปลี่ยนแปลงไปและกลายมาเป็นคนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ทั้งหมดก็เพราะผลงานสร้างสรรค์ทั้งหลายที่เธอสร้างขึ้น

พูดอีกอย่างคือ ผลงานของเธอเป็นคนสร้างเธอขึ้นมา

นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเราจึงต้องปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ออกมาจากตัว เพราะสำหรับมันแล้ว เราคือชิ้นงานที่มันต้องการจะสร้าง มันสร้างเรา มันปั้นแต่งเราขึ้นมา

ไม่ต้องทะนุถนอมสิ่งล้ำค่าที่คุณสร้างเสร็จ แต่ให้ทะนุถนอมช่วงเวลาขณะที่กำลังสร้างมันขึ้นมา เพราะช่วงเวลาตรงนั้นคือช่วงเวลาที่คุณถนอมมัน เอาใจใส่มันได้ พอทำเสร็จก็จบ... หมด... ทุกอย่างเสร็จแล้ว อัญเชิญมันออกไป ได้เวลาเริ่มต้นทำงานชิ้นใหม่แล้ว

เหมือนเด็ก พอโตแล้ว หัดขับรถเองได้ก็เชิญออกจากบ้าน ไม่ต้องพึ่งพาเราอีกต่อไป

แต่อย่าทำแบบนั้นตอนกำลังสร้างมันขึ้นมา ให้รัก ให้เอาใจใส่ พอเสร็จแล้วก็ปล่อยมันไป ลืมๆ มันเสีย



10

ประเภทของคนทำงานสร้างสรรค์

คนทำงานสร้างสรรค์มีอยู่สองประเภท 
หนึ่ง. คือ Martyr มาร์ไธร์ - บุคคลที่ยินยอมสละชีพให้กับความเชื่อหรือศาสนา
สอง. คือ Trickster พวกขี้เล่น พวกขี้โกง

และพวกเราส่วนมากจะตกอยู่ในกลุ่ม Martyr ส่วนหนึ่งเพราะเรามีรากฐานทางความคิดที่อิงกับความเป็นคริสเตียนและความโรแมนติกอยู่มาก เช่น 
- ความเจ็บปวดของเจ้าจะได้รับการชดเชยอย่างสาสม
- ร่องรอยบาดแผลของเจ้าคือเหรียญตราแห่งเกียรติยศว่าเจ้าเอาจริงเอาจังกับชีวิตขนาดไหน
- ยิ่งเจ้าทำร้ายตนเองและคนรอบข้างระหว่างที่สร้างเจ้าสิ่งนี้ขึ้นมามากเท่าไร นั่นยิ่งแสดงให้โลกได้รู้ว่าเจ้ามุมานะกับมันมากเพียงใด

คุณลิซเห็นแย้ง เธอปฏิเสธความคิดที่ว่ามาข้างต้นทั้งหมด


คนทำงานสร้างสรรค์อีกกลุ่มคือพวก Trickster ...ถ้าพาคนทั้งสองแบบมาวางไว้ในห้องเดียวกัน 
สมมติ พวก Martyr เดินมาและบอกว่า “ข้าจะทำเจ้าสิ่งนี้ แม้ตัวข้าจะต้องตายก็ตามที”
พวก Trickster จะบอกว่า “ตรูไม่ได้มานี่เพื่อจะเจ็บตัวสักหน่อย”

Martyr บอกต่อไปว่า “บาดแผลของข้าจะเป็นสิ่งที่โลกรับรู้”
Trickster บอกว่า “เลือกไพ่สิ ใบไหนก็ได้” คือ trickster ไม่ได้สน martyr เลย มันก็เล่นสนุกของมันไป

แล้ว Martyr ก็จะบอกว่า “ข้าจะลงมือเต็มที่จนตัวตาย แล้วเจ้าจะได้เห็นกันว่าข้าจริงจังสักเพียงใด”
Trickster บอกว่า “งั้นฉันก็จะเดินจากไปพร้อมผู้หญิงของนาย ตอนนายจัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้วกัน”

Martyr คือคนแบบเซอร์โธมัส มอร์ (คนแต่งยูโทเปีย)
Trickster คือกระต่ายบักบันนี่ คนประเภทที่มองดูทุกอย่างด้วยสายตาขี้เล่นซุกซน ลองพลิกแพลงดูว่ามีวิธีไหนที่ล้มล้างความเชื่อหรือวิธีการเดิมๆ ที่ทำต่อกันมาได้บ้าง แล้วก็ลงมือทำในแนวทางที่ฝ่าฝืนล้ำเส้นเดิมที่คนปฏิบัติต่อกันมา

สำหรับคุณลิซแล้ว วิธีคิดแบบนี้ วิธีการเช่นนี้ นี่เองคือแหล่งที่มาของสัญชาตญาณในการสร้างงานศิลปะ เพราะศิลปะคือการพลิก ศิลปะกลับด้านทุกอย่าง ลองมองดูจากด้านข้างสิ มองจากมุมนั้นมุมนี้ ลองเล่นกับมันหลายๆ แบบ ศิลปะลดความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งที่วางไว้บนหิ้ง

ลองดูพวก Martyr สิ คนแบบนี้มีแต่จะทูนทุกอย่างไว้เหนือหัว ทำทุกเรื่องให้หนักและกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ส่วน Trickster เป็นพวกที่คิดว่า จะเป็นยังไงนะถ้าเราไม่ต้องยึดถือเจ้าสิ่งนี้ให้ศักดิ์สิทธิ์เป็นรูปเคารพเป็นศาสนาขนาดนั้น? จะเป็นไงนะถ้าลองเปลี่ยนตรงนี้ จะเป็นไงนะถ้าเติมนั่นนี่ลงไป จะเป็นไงนะถ้ามันไม่ต้องศักดิ์สิทธิ์เลยและทุกอย่างทำได้หมด? นี่คือสิ่งที่ศิลปะแสดงออกมาตลอดหลายศตวรรษ กระทั่งโบสถ์ซิสทีนยังมีความขี้เล่นของมิเกลันเจโลแฝงอยู่เลย ;-)

มันก็จะมีความขี้เล่น ความซุกซนแบบนี้ที่ศิลปะต้องการแสดงออกตลอดเวลา แต่ที่เราทำก็คือเราปฏิบัติต่อมันแบบจริงจังมาก จนท้ายที่สุด เราก็ฆ่ามันทิ้ง แล้วก็เผลอฆ่าตัวเองตายไปด้วยระหว่างทาง ฉะนั้น ลองเรียนรู้การใช้ชีวิตเต้นรำไปกับพวก Trickster ดู เพราะเค้าอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว เรามีทั้งพวก Martyr และ Trickster อยู่ในตัวทั้งคู่

Trickster จะมีลักษณะประการหนึ่งคือพวกเขามีความเชื่อ เค้าเชื่อในพลังที่อยู่สูงกว่าตัวเองขึ้นไป เค้าเชื่อว่าเมื่อตนเล่นเกมโยนลูกบอล พอปาออกไปแล้ว อีกฝ่ายที่มองไม่เห็นจะรับบอลแล้วโยนบอลกลับมาให้ บอลอาจถูกส่งกลับมาในอีกสามปีข้างหน้า หรืออาจร่วงกราวลงมาเป็นฝนลูกบอล หรืออาจจะเด้งกลับมาในรูปแบบแปลกประหลาดเหนือความคาดหมาย แต่หากยังยืนหยัดทำในสิ่งที่ทำอยู่ มันจะมีการตอบรับแสดงกลับมา

และอย่างเดียวที่ Trickster อยากทำในชีวิตนี้คือการเล่น เล่นโดยการสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมา เอามันออกไปวางไว้ตรงนั้น แล้วมารอดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น. วางมันไว้ตรงนี้ แล้วรอดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมา.

ก็การใช้ชีวิตแบบนี้มันสนุกกว่าการใช้ชีวิตหนักหน่วงแบบชายชาตินักรบตั้งเยอะ... นี่เป็นวิธีที่คุณลิซใช้เชื่อมโยงตัวเธอกับผลงานของตัวเอง

“ทุกครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นพวก Martyr ฉันก็จะถามตัวเองว่า นี่เราเป็นพวกชอบอะไรแบบนี้จริงๆ เหรอ? เป็นพวกที่คิดว่าจะทำงานสร้างสรรค์ได้ต้องเจ็บปวดก่อนเท่านั้นเหรอ?”



nananatte
12.03.2019

ป.ล. เราไม่ได้แปลท่อนตรงกลางที่คุณลิซกับคุณมารีคุยเรื่องไปขึ้นเวทีของโอปราห์ วินฟรีย์ แต่พูดสรุปๆ ไว้ให้ในพ็อดคาสท์นะคะ ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ spotify, itunes, apple podcast และ podbean ค่ะ (^___^)v



Source:
Elizabeth Gilbert & Marie Forleo on Fear, Authenticity and Big Magic
http://bit.ly/2C9m998

Oprah Super Soul Sessions – Elizabeth Gilbert: Flight of the Hummingbird, the curiosity-driven life
http://bit.ly/2J3Umwy

SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments