ความวิตกกังวล...ที่หายไป
คนที่เป็นโรคซึมเศร้า สิ่งที่เราน่าจะเป็นเหมือนกันคือ มักจะ “วิตกกังวล” ได้ง่ายกว่าคนทั่ว ๆ ไป และเกิดขึ้นบ่อย ๆ จนเราเข้าใจว่ามันเป็นความปกติของเราไปเสียแล้ว

ตอนเด็ก ๆ ฉันสร้างจินตนาการให้กับตัวเองว่า...

“ฉันอยากเป็นคนเก่ง” 

ซึ่งมันคงเป็นสิ่งที่ท้าทายเกินกว่าสติปัญญาและพละกำลังที่ฉันจะไปถึงสิ่งนั้นได้

และด้วยนิสัยเป็นคนจริงจัง ความ “คาดหวัง” ว่ามันจะต้องสำเร็จในทุกๆ เรื่องจึงปรากฏขึ้นทุก ๆ ครั้งในสิ่งที่ฉันปรารถนา

การใช้ชีวิตของฉันจึงอยู่บนความ “คาดหวัง” ที่ฉันสร้างมันขึ้นมาเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีใครมากดดันฉันเลย

แม้กระทั่งพ่อและแม่ ท่านไม่เคยบังคับให้ฉันต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเห็นว่าเราเป็นเด็กตั้งใจเรียนอยู่แล้ว จึงไม่ห่วงและไม่บังคับ มีแต่คอยสนับสนุนมาตลอด นั่นจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ฉันสร้างความคาดหวังขึ้นมาเอง เพราะ...
ไม่อยากทำให้พ่อกับแม่ผิดหวัง

จำได้เมื่อตอนเด็ก ๆ เวลาพ่อกับแม่ไปส่งที่ร.ร.เพื่อไปสอบ ท่านมักจะบอกฉันเสมอว่า...

“ทำใจให้สบาย ไม่ต้องกังวล ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ ผลลัพทธ์จะเป็นยังไง..ช่างมัน ถือว่าลูกทำดีที่สุดแล้ว และมักจะได้คำอวยพรดี ๆ ทุกครั้งเพื่อให้ลูกสบายใจ”

แต่เปล่าเลย...ฉันยังคงรู้สึกประหม่าทุก ๆ ครั้งมันเข้าใจและก็อยากทำให้ได้อย่างที่พ่อกับแม่บอก แต่ฉันไม่เคยเข้าถึงความรู้สึกนั้นเลยจริง ๆ 
มันก็ยังรู้สึกตื่นเต้น ประหม่า กลัวทำไม่ได้ กลัวผลลัพธ์จะออกมาไม่ดี

ชีวิตของฉันเป็นแบบนี้มาตลอดเกือบ 15 ปี ตั้งแต่ที่ฉันเริ่มใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่ฉันอยากจะให้มันสมบูรณ์แบบในฉบับของฉัน 

 และโลกของฉันก็เปลี่ยนไป เมื่อ...

ฉันปรับ mind set ของตัวเองฉันไม่ฝืนโชคชะตา ฟ้าลิขิตของฉันอีกต่อไปแล้ว ว่าฉันจะต้องเป็นคนเก่งในแบบฉบับ idol ที่ฉันจินตนาการไว้

ประโยคหนึ่งที่ฉันได้ฟังจากการเข้ารับการรักษาโรคซึมเศร้ากับคุณหมอท่านหนึ่งและมันทำให้ฉันเป็นฉันในวันนี้ได้ก็คือ..

เราไม่สามารถให้นกไปว่ายน้ำแข่งกับปลาตัวอื่นได้ และเราก็คงไม่สามารถให้ปลาไปบินอยู่ในท้องฟ้าแข่งกับนกได้เช่นกัน เพราะต่างคนต่างมีความถนัดที่ไม่เหมือนกัน แต่หากเมื่อไหร่ที่เราได้อยู่ในที่ ๆ เราถนัดและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จะให้นกบินกี่พันไมล์นกก็จะไม่รู้สึกกดดันเลยว่าฉันทำไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับเรา...แค่ตอนนี้ที่ที่เราอยู่มันยังไม่ใช่ที่ของเราเท่านั้นเอง!!

 ในวันนั้นเป็นวันที่ฉันรู้สึกท้อแท้และเหนื่อยหน่ายกับการทำงานที่ฉันรู้สึกว่าฉันชอบแต่ฉันกลับไม่มีความสุขเอาเสียเลย ซึ่งบางทีสิ่งที่เราชอบอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราถนัดจริง ๆ ก็ได้ และด้วยที่นี่เป็นองค์กรที่ใหญ่และมั่นคง ที่ไม่ได้เข้ามาได้ง่าย ๆ มันจึงมีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง ฉันไม่มีความสุขเลยสักวันกับการทำงานที่นี่ ฉันได้ระบายความทุกข์ทั้งหมดที่มีให้คุณหมอฟังทั้งน้ำตา 
และสิ่งที่ได้รับกลับมาจากคุณหมอ มันทำให้ฉันสบายใจขึ้นมากอย่างบอกไม่ถูก มันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันเห็นคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง แค่ฉันอยู่ผิดที่ ผิดทาง เท่านั้นเอง 


หลังจากวันนั้นฉันตัดสินใจลาออกทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีงานมารองรับ แต่ฉันยังโชคดีที่จู่ ๆ ก็มีอีกที่หนึ่งมาเรียกไปสัมภาษณ์และฉันก็ได้เริ่มงานใหม่กับที่นี่ ซึ่งเป็นที่ปัจจุบันนี้ที่ฉันทำงานอยู่

ตอนนี้...ฉันไม่สร้างจินตนาการแล้วว่าฉันจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องเก่งแบบนั้นแบบนี้ 

สิ่งหนึ่งที่ฉันเปลี่ยน mind set ของตัวเองและคิดว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ปลดล็อคความวิตกกังวลของฉันออกไปได้ก็คือ 
การยอมรับความสามารถที่ตัวเองมี และมองเห็นคุณค่าของตัวเอง

สิ่งหนึ่งที่ฉันเข้าใจมันได้อย่างลึกซึ้งจากคำพูดของคุณหมอในวันนั้นก็คือ 

ทุกคนมีความสามารถในแบบฉบับของตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องเก่งให้เหมือนคนอื่น ๆ แต่เก่งในแบบที่เราเป็นก็พอและอีก mind set หนึ่งที่ฉันได้รับจากคนรักของฉัน และมันทำให้การทำงานของฉันมันง่ายขึ้นคือ... 

ทุก ๆ ปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ
เมื่อก่อนเวลาเจอปัญหาฉันมักวิตกกังวลเสมอว่าจะทำยังไง จะแก้ปัญหายังไง คิดนำไปก่อนว่ามันทำไม่ได้ ซึ่งในตอนนั้นมันคิดหาทางแก้ปัญหาไม่ได้จริง ๆ แต่เธอจะบอกฉันทุกครั้งว่า ทุก ๆ ปัญหามันมีทางออกเสมอ  และเธอจะให้คำแนะนำว่าต้องแก้ปัญหายังไง ซึ่งมันดูง่ายมากแต่ตอนนั้นฉันกลับรู้สึกว่า “ฉันทำไม่ได้” เพราะไม่กล้าที่จะลงมือทำ

แต่ในวันนี้ฉันได้ปรับมาใช้กับการทำงานที่ใหม่ 

แรก ๆ มันอาจจะฝืน ๆ หน่อย แต่ฉันมักจะท่องคำนี้ไว้เสมอว่า “มันทำได้” อยู่ที่ว่าเราจะลงมือทำรึเปล่าเท่านั้นเอง

ทุกวันนี้ฉันเลือกที่จะลงมือทำเพื่อแก้ปัญหาในทันที แก้ให้มันจบจะได้ไม่ต้องเก็บมาคิดกังวล
มันมีทางให้เราเลือกที่จะแก้ปัญหาอยู่แล้ว อยู่ที่เราเลือกที่จะลงมือทำรึป่าว 


“แค่เปลี่ยน mind set” และ “กล้าที่จะเผชิญกับปัญหา”  ฉันรู้สึกว่าการใช้ชีวิตประจำวันของฉันมันง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก


หลังจากที่ความวิตกกังวลของฉันมันหายไป ฉันได้รับสิ่งใหม่กลับคืนมาก็คือ

“Positive Thinking”

เมื่อก่อนช่วงที่ป่วยหนักๆ ฉันไม่สามารถมองโลกทุก ๆ อย่างที่ผ่านเข้ามาให้เห็นเป็นด้านบวกได้เลย 

แต่เชื่อเถอะว่า...ในมุมที่แย่ มันย่อมมีมุมที่ดีซ่อนอยู่ เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะมองเห็นมันในด้านไหน

ในวันนั้นฉันมองไม่เห็นเหรียญด้านที่ดีเลย แต่ฉันยังโชคดีที่เมื่อไหร่ที่ฉันมองไม่เห็น ฉันก็จะมีคนข้าง ๆ คอยเล่าให้ฉันฟังถึงมุมดีๆ ของเหรียญอีกด้านที่มีอยู่

จนถึงวันนี้ ฉันสามารถมองเห็นเหรียญทั้งสองด้านได้เองแล้ว


ฉันเริ่มมีความสุขกับการได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกครั้ง มันยังมีอะไรที่ท้าทายและรอให้ฉันได้ทำในแบบที่ฉันไม่เคยได้ใช้ชีวิตแบบนี่มาก่อน
ขอบคุณความเลวร้ายที่ผ่านเข้ามาที่เป็นบททดสอบให้ฉันแข็งแกร่งขึ้น
และสุดท้ายนี้...

คิดถึงยูวนะคะ 
มาเขียนเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับเค้าให้อ่านแล้วนะคะ ขอบคุณที่ตั้งใจเข้ามาคอยติดตามอาการของเค้าที่นี่ นึกว่ายูวจะไม่สนใจแล้วซะอีก :) 


                                         ด.ช.โมโม่





SHARE
Writer
MoMointheGalaxy
Writer
ครั้งหนึ่ง ด.ช. โมโม่ เคยอยู่บนดาวโลก เป็นเด็กผู้ชายอารมณ์ดี นิสัยอ่อนโยน มองโลกในด้านบวกเสมอ แต่แล้ววันหนึ่ง...ด.ช.โมโม่ได้ถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไปอยู่นอกโลก โลกที่โมโม่ไม่เคยรู้จัก โลกที่โมโม่ไม่คุ้นชิน เขามีเพียงความเหงาที่อยู่เป็นเพื่อนเพียงลำพัง และเขาก็ได้ค้นพบว่า... มนุษย์ต่างดาวตัวนั้น..ใครๆหลายคนเรียกชื่อว่า “เจ้าซึมเศร้า”

Comments