หนักแผ่นดิน ความกลัว และความทรงจำหลังวันที่ 22 พฤษภาคม 57
เพียงหนึ่งวันหลังจากรัฐประหาร เสียงเพลง “หนักแผ่นดิน” ก็ดังขึ้นผ่านทางโทรทัศน์ วันนั้นข้าพเจ้าจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไร แต่เพลงนี้กลับมาดังขึ้นอีกครั้งในช่วงก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้เลือกตั้งครั้งแรก บทเพลงนี้ส่งผ่านความ “กลัว” ที่บรรเลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโสตประสาทของทุกฝั่งการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีอำนาจ

“กลัว” อย่างที่หนึ่งคือ กลัวอำนาจหายไป อย่างข่าวที่จุลเจิม ยุคลได้โพสต์เพลงดังกล่าวเพื่อแสดงความเห็นว่า “เหมาะกับยุคสมัย” โดยยุคสมัยที่กำลังจะมานั้นเป็นยุคสมัยที่คนรุ่นข้าพเจ้าจะได้เลือกตั้ง “ครั้งแรก” หรือข่าวที่ผบ.ทบ. แนะนำให้เปิดเพลงดังกล่าวขึ้นมาชี้ไปยังสุดารัตน์ หลังจากได้ยินนโยบายการตัดงบกลาโหมและยกเลิกเกณฑ์ทหาร

“กลัว” อย่างที่สองคือ กลัวผี ถ้าในภาษามาร์กซิสเรามักจะเคยได้ยินคำว่า “ผีของคอมมิวนิสต์” ผีที่ไม่มีวันตายเพราะได้ตายไปแล้วด้วยการต่อสู้ที่ฝ่ายอุดมการณ์ประชาธิปไตยชนะ แต่ทว่าการตายก็คือการเปลี่ยนแปลง คือการเริ่มใหม่ ผีของคอมมิวนิสต์ไม่เคยจางหายไป และนั่นทำให้เกิดอาการ “หลอนประสาท” แต่เมื่อเรามองไม่เห็นคอมมิวนิสต์อีกต่อไปในโลกหลังสงครามเย็น การกลัวผีของคนในประเทศเปลี่ยนเป็นผีทักษิณ ภาพหลอนของผีทักษิณทำให้คนประสาทหลอนเหมือนเล่นยาและต้องเสพยาเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เห็น “ผี”

ยาที่ว่าเหมือนเป็นยาคลายเครียดให้รู้สึกมีความสุข เป็นความสุขที่ถูกยัดเยียดโดยผู้ขายยาอย่างทหารและชนชั้นนำ ความสุขที่เกิดจากการได้เชื่อว่าประเทศเต็มไปด้วยความสุขและความสงบสุขด้วยยาที่ฉีดเข้าเส้น ยาแรงอย่าง”รัฐประหาร”

ความทรงจำของรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม ไม่ใช่วันที่คนจดจำได้เท่ากับเหตุการณ์อื่นๆ และความทรงจำวันนั้นค่อยๆ เลือนหายไป เข็มเล็กๆ ที่ใช้ฉีดยาไม่ได้ทิ้งร่องรอยแผลเอาไว้ มันหายและเลือนไปโดยที่คนรุ่นข้าพเจ้าเองก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยโดนฉีดยานี้ บางคนจำได้เพียงแค่รัฐประหารวันนั้นดีจังเพราะได้หยุดเล่นเกม

ข้าพเจ้ามิสามารถก่นด่าคนรุ่นข้าพเจ้าได้ เพราะว่ายาดังกล่าวมีฤทธิ์สะสมแฝงเข้าไปทางร่างกายมาหลายรุ่น ยานั้นทำให้เราอยู่ในฝัน ลืมตื่น และลืมแม้กระทั่งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ลืมจนเราไม่เคยเรียนรู้และก็ยังกระทำซ้ำๆ เพราะเสพติดอยู่กับยานั้นจนไม่อยากรับรู้ความโหดร้าย
เพลงหนักแผ่นดินดังขึ้นมาในวันที่ 23 พฤษภาคมพร้อมๆ กับการชุมนุมของคนเสื้อขาวหน้าหอศิลป์เพื่อต่อต้านรัฐประหารนี้ ภาพที่ทหารเข้ามาควบคุมและลากตัวผู้ชุมนุมออกไปยังค่ายทหารยังคงอยู่และวนเวียนเหมือนผีบนโลกอินเทอร์เน็ต

ความทรงจำในวันนั้นเต็มไปด้วยความคับข้องใจ โดยเฉพาะเมื่อผู้ชุมนุมบางคนเป็นรุ่นพี่จากโรงเรียนมัธยมปลายที่ข้าพเจ้ารู้จักเป็นการส่วนตัวและไม่ได้เป็นคนสำคัญทางการเมือง ความทรงจำดังกล่าวมันยิ่งตอกย้ำความ “กลัว” ของผู้มีอำนาจที่ลงมือทำให้คนต้องปิดปาก

ความกลัวของประชาชนกลายเป็นความเงียบที่ผู้มีอำนาจพึงพอใจและเสพติดความสงบสุขจอมปลอมนั้น เมื่อเราจะมีโอกาสได้ “เสียง” ของเราออกมาผ่านการเลือกตั้งอีกที ผู้คนในอำนาจจึงเลือกที่จะเปิดเพลง “หนักแผ่นดิน” ด้วยวอลลุ่มอันดังกระแทกหูของพวกเขา เพื่อหลอกตัวเองและกลบเสียงเจื้อยแจ้วของนกน้อยที่ต้องการอิสระให้กลายเป็นเสียงเล็กๆ ที่เขาไม่ได้ยิน
SHARE

Comments

SoyMilk
13 days ago
บคความดีมากเลยค่ะ
Reply
waravaron
11 days ago
ขอบคุณค่า

niji
12 days ago
เขียนได้ดีมากนะคะ เฉียบ!
Reply
waravaron
11 days ago
ขอบคุณค่า