ชายชราในงานศพ

"ไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี-หนีไม่พ้น"

มันเป็นช่วงเช้าของเดือนมิถุนายน มีฝนตกหนักมาตลอดทั้งคืน ท้องฟ้าในเวลานั้นสดใสพร้อมกับเสียงนกนานาพันธุ์ ผมนั่งอยู่หน้าบ้านริมหาดที่เช่าไว้รายเดือน กำลังอ่านเรื่องสั้นของเฮมมิงเวย์อยู่ เสียงพึบพับบนหลังคาเบนความสนใจให้ห่างจากตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ 

นกพิราบตัวสีเทาหม่นๆตกลงมาบนโต๊ะเบื้องหน้าจนแก้วกาแฟกระทบกับจานรองเห็นเสียงกรุ๊งกริ๊ง สภาพของนกพิราบตัวนั้นย่ำแย่มาก ที่ลำตัวของมันเป็นแผลฉีกขาดเหวอะหวะไปทั้งตัว บางแผลลึกกินเนื้อเข้าไปจนเห็นกระดูก หน้าอกยุบพองอย่างรวยริน ในแววตามีความหวาดหวั่นเกรงกลัวในบางอย่าง

จากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเรื่องนกเขาบอกว่านกพิราบตัวนี้โดนเหยี่ยวตี ดูเหมือนว่าจะเป็นตัวลูก เพราะถ้าเป็นเหยี่ยวโตเต็มวัยมันคงไม่รอดมาได้ และผู้เชี่ยวชาญเรื่องนกก็ไม่รับปากว่ามันจะหายและกลับมาบินได้เป็นปกติ

วันต่อมาผมไปหาผู้เชี่ยวชาญเรื่องนกคนเดิม หลังจากที่เขาปฐมพยาบาลเบื้องต้นตลอดวัน ท้ายที่สุดนกพิราบก็ไม่รอด ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ถึงตอนนั้นเขาก็จัดการฝั่งซากมันไว้ใต้ต้นยางหลังบ้านไปเรียบร้อยแล้ว
"หลังจากความตายแล้วจะมีอะไรต่อไป หรือว่าไม่มี?" คำถามนี้หวนกลับมาให้ผมคิดถึงอีกครั้ง ผมเคยครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่บ้าง ครั้งหนึ่งตอนที่เพื่อนผมตาย เขาดื่มแล้วขับ แอลกอฮอลในกระแสเลือดทำให้สูญเสียการควบคุม มอเตอร์ไซค์มีขนาดเครื่องยนต์หกร้อยซี.ซี. มันคงเหินได้เหมือนนกถ้าบิดจนสุดคันเร่ง หมวกกันน๊อคและพระเครื่องไม่สามารถคุ้มครองเขาจากแรงกระแทกกับขอบสะพานได้ เพื่อนของผมนอนเป็นผักอยู่สิบห้าวันก่อนจะสิ้นใจไป

ในงานศพของเขามีเพื่อนไปร่วมงานกันหลักร้อยคน พวกเราทั้งร้อยคนรวมๆกันแล้วความเสียใจคงไม่อาจเทียบเท่าความเสียใจของพ่อและแม่ที่สูญเสียลูกชายไปตั้งแต่ยังหนุ่ม

หากลองเปรียบเทียบกันระหว่างคนกับสัตว์ เราแตกต่างกับมันอย่างสิ้นเชิง ความตายของสัตว์นั้นไม่มีพิธีกรรม ไม่มีแขกเหรื่อเครือญาติ ไม่มีการไว้อาลัยจากเพื่อนร่วมสายพันธุ์ จากประวัติศาสตร์ของคนเราที่สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนที่จะเริ่มมีการใช้ตัวอักษรเป็นการสื่อสาร คนเรามีการฝั่งเพื่อนร่วมสายพันธุ์กันอย่างมีแบบแผนและวัฒนธรรม

ความตายสำหรับคนเป็นคือปริศนาที่รอวันคลี่คลาย และสำหรับคนตายมันเป็นความจริงที่ไม่อาจบอกต่อ มันเป็นสิ่งที่ล่วงพ้นชีวิตไป แต่ก็ยังเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิต

อีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมครุ่นคิดเรื่องความตายเกิดขึ้นหลังจากงานเผาศพญาติห่างๆของผม เขาเป็นหญิงชราที่ร่างกายไม่แข็งแรงเท่าไหร่นัก ชื่อยายช่วย อาจเป็นเดือนกรกฎาคมปีก่อนที่ผมได้ข่าวการตายของเขา ยายช่วยลื่นหกล้มในห้องน้ำแล้วศรีษะไปฟาดกับพื้น นั่นทำให้ยายช่วยความจำเสื่อมจำใครไม่ได้ไปหกวันก่อนจะสิ้นใจ
ผมจำงานวันนั้นได้ ถึงจะไม่ละเอียดนักก็ตาม ความตายเพียงแค่คิดถึงก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบแล้ว

วันนั้นเป็นวันที่ปลอดโปร่งวันหนึ่ง มีแขกมาร่วมงานเผาราวเจ็ดสิบคน มีทั้งที่เป็นชาวบ้านแล้วข้าราชการ ผมไปในฐานะตัวแทนของแม่ซึ่งบินไปเรื่องงานที่ต่างประเทศ งานเริ่มตั้งแต่บ่าย มีการแสดงรำไทยของหลานสาวสองคน ท่วงท่าเฉื่อยชาและทำนองเพลงเชื่องช้าทำให้ผมยิ่งคิดถึงจุดหมายปลายทางของทุกชีวิตอย่างเศร้าสร้อย มันเป็นเวลาสักไม่เกินสิบห้านาทีที่ผมรู้สึกเย็นยะเยียบ

ผมนั่งห่างจากกลุ่มคนที่มางานในมุมหนึ่ง เฝ้ามองดูและฟังพวกเขาคุยกัน บางกลุ่มคุยกันถึงอดีตที่มียายช่วยอยู่ด้วย บางกลุ่มคุยกันเรื่องตัวเลขที่จะเล่นกันในงวดหน้า ที่แถวแรกสุดเป็นแถวของบุคคลในครอบครัว ผมเห็นตาสีสามีของยายช่วยนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา เว้นแต่คอยรับไหว้และพูดคุยเล็กน้อยกับแขกที่มางาน เบื้องหน้าของตาสีเป็นตัลปัตรของพระสงฆ์สี่อัน ผมอ่านข้อมความที่ปักด้วยด้ายสีทองอร่าม แต่ละอันประกอบกันได้ว่า 

"ไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี-หนีไม่พ้น"

หลังจากที่รำไทยจบลงก็มีการทอดผ้าบางสกุลแลล้งจากนั้นจึงเริ่มวางดอกไม้จันทร์ ในระหว่างที่ผมกำลังต่อแถวอยู่สายตาเหลือบไปเห็นตาสีอีกครั้ง จากที่ได้ยินมาตาสีอยู่กินกับยายช่วยมาห้าสิบสามปี ตั้งแต่ที่ยายช่วยยังไม่ยี่สิบและตาสีก็เพิ่งสึกออกมาจากวัด พวกเขามีลูกด้วยกันหกคน คนนึงจมน้ำตายตั้งแต่ยังเล็ก ทั้งสองผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาด้วยกัน ยายช่วยเป็นแม่บ้านดูแลลูก ตาสีออกไปหาปลาจนมีเรือเป็นของตัวเอง
ในตอนนั้นตาสีนั่งอยู่ท่ามกลางลูกหลาน พวกลูกหลานผู้หญิงหลายคนดวงตามีน้ำใสเอ่อล้นออกมา ที่หนักที่สุดคงเป็นลูกสาวคนเล็กซึ่งคร่ำครวญฟูมฟายไม่เป็นภาษา ส่วนลูกชายบางคนก็มีน้ำตาซึม บางคนไม่อยู่ใน
กลุ่มนี้แต่ไปอยู่ในผ้าเหลืองแทน

ตาสีอยู่กับลูกๆหลานๆโดยไม่มียายช่วย รอบเปลือกตาของชายชราแดงช้ำ ไม่มีน้ำใสๆไหลออกมา

Facebook & blockdit : โจ มหาชัย
SHARE

Comments